ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

เรื่องการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา สามารถมองได้หลายมุม  สิ่งที่กล่าวต่อไปนี้เป็นมุมของในตนเองและการเข้าใจผู้อื่น  และทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

 

เราเคยตั้งคำถามกับตัวเราเองหรือไม่ว่า 

ทำไมเราต้องพึ่งพาต่างชาติ?

ทำไมเรามีภูมิปัญญาของไทยแต่ไม่ได้รับสนับสนุนอย่างจริงจัง?

ทำไมเรามองความรู้ของชาติตะวันตกเป็นความรู้ที่ถูกต้องแท้จริง?

และทำไมเราจึงไม่คิดจะพึ่งพาตนเอง?

เรากำลังมองหาสิทธิเหนือสิทธิบัตร แต่กลับไม่ได้ดูตนเอง  ....ทำไมไม่หันกลับมาพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์  ใช้ความรู้ของตนเองเพื่อผู้อื่นบ้างเหล่า...   กำหนดนโยบายสนับสนุนงานวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ( นี่คือโอกาส ที่รัฐบาล ในปี 2007 ควรสร้าง )  ถามว่าหากเราสามารถประดิษฐ์ชุดยาพื้นฐานได้แล้วในราคาถูก  บริษัทต่างชาติที่ผลิตยาขึ้นมาก็ไม่มีความหมาย  กลไกตลาดก็จะทำหน้าที่ของมันเอง

แต่มีคำถามต่อไปว่า

รัฐจะเป็นผู้วิจัยเองหรือให้เอกชนวิจัย?  หากรัฐจะสนับสนุนให้เอกชนวิจัยและประดิษฐ์เองรัฐจะต้องคุ้มครองสิทธิบัตรและภูมิปัญญาของคนไทยด้วย ( ที่กล่าวมานี่ไม่ได้หมายถึงเรื่องยาเท่านั้น หมายถึงเรื่องทั่วๆ ไปด้วย เพราะนิสัยของคนมักง่าย มักจะไม่เคารพสิทธิ์ของผู้อื่น   มักจะอ้างโน้น อ้างนี่เพื่อประโยชน์ของตนเอง หน้าตาของตนและอ้างประโยชน์แห่งชาติ )

ทำไมรัฐจึงไม่ใช้ Topic ของการจัดทำ LC ให้เป็นโอกาส?   โอกาสที่ให้เกิดการระดมความคิด จัดสร้างระบบ  จัดสร้างกระบวนการแห่งการพึงตนเองขึ้นมาภายในชาติ ( คุณเอาอะไรไปต่อรองบนเวทีโลกล่ะ  ในขณะที่คุณยังคงแบมือขออยู่  - เป็นสิทธิของบริษัทต่างชาติเขาจะตั้งราคาอย่างไรเป็นเรื่องที่เขาจะสามารถกำหนด  เขาจะให้เราอย่างไรเป็นสิทธิ์ของเขา   ....ยกตัวอย่างสมมติผมจะให้เงินแก่บุคคลที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้หรือเรียกว่าขอทาน(ตัวอย่าง) ผมมีสิทธิ์จะให้เงินเขาเท่าไหร่ก็ได้  เป็นเรื่องของผม   ขอทานไม่มีสิทธิ์ในการเรียกร้อง  เพราะอะไร?  ...เพราะขอทานคนนั้นไม่รู้จักคุณค่าของตนเอง  ขอทานคนนั้นไม่รู้จักการพึ่งพาตนเอง  ขอทานคนนั้นไม่ประกอบอาชีพด้วยตนเองหวังพึ่งผู้อื่นเรื่อยไป  ....ดังนั้นขอทานคนนั้นไม่มีสิทธิ์ในการต่อรอง )  ถ้าหากเรามียาที่พัฒนาขึ้นมาเองโดยบุคคลที่มีความรู้หรือจากภูมิปัญญาจากคนไทยเอง  คุณจึงจะสามารถนำผลงานไปต่อรองหรือใช้กลไกตลาดให้เป็นประโยชน์   นี่จึงจะเรียกว่าทำการเพื่อส่วนรวมจริงๆ   

 นี่คือนิสัยของคนไทยที่จะต้องเร่งแก้ไข้ ปรับปรุง

ใกล้เกลือกินด่าง  -  ไม่รู้จักคุณค่าตนเอง  

ขัดขากันเอง  -  เห็นผู้อื่นได้หน้าไม่ได้

ไม่รู้จักพึ่งพาตนเอง  -   เกียจคร้าน ไม่ขยันทำงาน

ไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น  -  ชอบลอกเลียนแบบความคิดผู้อื่น  ไม่มีการพัฒนาความคิดของตนเอง 

สร้างระบบขึ้นมาเองไม่เป็น   -   วิถีความคิดชาติตะวันตกครอบงำ

และไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีความเฉื่อยชาเป็นที่ตั้ง (การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายถึงการรับวัฒนธรรมของตะวันตก   แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ การปรับตัว สร้างสติ สร้างปัญญา ในการรับหรือเสพอารยธรรมที่เข้ามา ควรรับหรือเสพอย่างถูกวิธี )

 

กระทรวงความมั่นคงฯ กับกระทรวงวัฒนธรรม  เขาทำอะไรกันอยู่?  ช่วยหาคำตอบให้ที!!!!!!