วันนี้ อาอิ มาเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ ว่า เมื่อวันเสาร์ไปสมัครเรียน มสธ. ครั้งแรก แต่เจ้าหน้าที่รับสมัครบอกว่า รับไปก่อนแต่ไม่รู้จะสมัครได้หรือเปล่า ทีแรกนึกว่าเป็นเรื่องการเลือกคณะ หรือวุฒิการศึกษาเดิม แต่อาอิบอกว่า เป็นเพราะเขาและเพื่อนอีกคนที่ไปสมัครพร้อมกัน ถือบัตรสีเขียวขอบแดง หรือบัตรสำรวจชุมชนบนพื้นที่สูง หรือพูดง่ายๆ เป็นบัตรประจำตัวของบุคคลบนพื้นที่สูง หรือชาวเขาในพื้นที่แถบนี้ ที่ทางกรมการปกครองออกให้
จำได้ว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนตอนที่อาอิมาปรึกษาว่าจะเรียนต่อ มสธ. ยังมีสีหน้าตื่นเต้นยินดีอย่างมาก ขนาดฉันแนะนำไปว่าเทอมแรกลงแค่ ๒ ชุดวิชาก่อนดีไหม อาอิยังยิ้มสู้บอกว่าลง ๓ วิชาเลยดีกว่า ผมสู้ไหว ผมจะพยายาม
"อาอิ" เป็นเด็กพิการหลังค่อมที่ฉันได้รู้จักตอนเขามาเรียนต่อชั้นมัธยมต้น ก่อนที่จะได้รับการสนับสนุนให้ไปเรียนต่อระดับ ปวช.ที่โรงเรียนอาชีวะฝึกอาชีพคนพิการ ที่พัทยา จนจบด้านคอมพิวเตอร์ กลับมาทำงานในพื้นที่เดิม
ช่วงนี้นายจ้างคิดจะให้อาอิได้เข้าระบบประกันสังคม เพื่อจะได้รับสวัสดิการต่างๆ จากรัฐอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการรักษาพยาบาล จึงเริ่มต้นจากการเตรียมยื่นเรื่องเพื่อขอรับใบอนุญาตทำงานสำหรับคนต่างด้าว ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด เพราะอาอิกำลังรอสัญชาติไทยหลังจากยื่นคำร้องที่อำเภอไปแล้วหลายปี
แต่ก็ต้องงง เพราะไม่รู้จะใส่อาชีพช่างคอมพิวเตอร์ หรือพนักงานคอมพิวเตอร์ หรือเลขาฯ หรืออะไรที่เป็นงานที่อาอิรับผิดชอบในปัจจุบันได้อย่างไร เนื่องจากกฎหมายกำหนดงานให้คนต่างด้าวทำได้เพียง ๒๗ อาชีพ ซึ่งก็ไม่มีอาชีพที่อนุญาตสำหรับอาอิ ที่ดูพอจะเป็นไปได้มากที่สุด ก็คือ "งานกรรมกร" ซึ่งก็ไม่รู้เขาจะเชื่อไหมว่านายจ้างจะรับคนพิการอย่างอาอิทำงานกรรมกร
ยังไม่คิดถึงว่า อาอิจะต้องรู้สึกอย่างไร หากได้รู้ว่าความพากเพียรพยายาม ที่เขาตั้งใจเรียนจนจบคอมพิวเตอร์ เพื่อจะได้เลี้ยงดูตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี และก็เป็นจริงอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่กฎหมายกลับไม่เปิดโอกาสให้เขาทำอาชีพนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
แล้วคนพิการอย่างอาอิ ...
ที่อยากจะมีชีวิตที่สมศักดิ์ศรีของความเป็นคน
ที่อยากจะมีงานทำอย่างถูกกฎหมาย
ที่อยากจะเรียนหนังสือต่อสูงๆ
ที่อยากจะมีสวัสดิการสังคมเช่นคนอื่นเขา
และที่สุด ที่อยากจะมีสัญชาติไทยบนผืนแผ่นดินที่เกิดและเติบโตมา
จะเป็นแค่ความฝันบนโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้นหรือ ??!!
ก็ไม่อาจเข้าใจว่า ทำไมเธอจึงไม่สอนให้อาอิเขียนจดหมายเพื่อต่อสู้ที่จะทะลาย "กำแพง" ที่ขังศักยะของเขา
เธอก็รู้ว่า มีความยุติธรรมทางสังคมเสมอ หากเราสู้
สอนให้อาอิเขียนจดหมายที่ สนช.ดีไหม ? ความพิการไม่อาจจำกัดความกล้าหาญที่จะสู้ของเขา
อย่าสู้เพื่อเขา จงสอนให้เขาสู้ ชัยชนะที่เกิดจากมือของเขาเองมีค่ากว่าชัยชนะที่เขาได้รับเพราะเราให้
สะพานสร้างขึ้นได้โดยเขาและเธอเอง
ถ้าทาง มสธ.สรุปว่าจะไม่รับเรียน ก็คงต้องสู้แน่ๆ ค่ะ เพราะระเบียบกระทรวงศึกษาก็ระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องการขอใบอนุญาตทำงานเพื่อขอทำประกันสังคม ยังไม่ได้ลองประสานหารือเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางาน จะลองให้อาอิหารือดูก่อน แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอาชีพที่ให้อนุญาตคนต่างด้าวทำงานได้ ก็อาจต้องพึ่ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ อย่างอาจารย์ว่าแหละค่ะ
แก้ไขแค่ประกาศกระทรวงแรงงาน
ไปดู ม.๑๒ แห่ง พ.ร.บ.การทำงานคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๒๑ ซิ
ตอนนี้ ทัพคนพิการที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของคนพิการ ออกมาเดินสายกันมากค่ะ
เชื่อว่า อ.วิริยะเก่งพอที่จะแก้สถานการณ์ได้ค่ะ
กรณีของอาอิมีความยากสองต่อ คือ การไร้สัญชาติ และการเป็นคนพิการ
สู้ให้ทะลุกรอบ แต่ขณะเดียวกันก็อย่าให้ความคิดติดกรอบ เช่น การอยากมีการศึกษาสูงๆ
หลายคนในสังคมไทยสร้างคุณค่าให้ตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งการศึกษาที่มีแต่รูปแบบ ความรู้ที่อาอิมี เพียงพอที่จะสร้างคุณค่าและศักดิ์ศรีให้ตัวเองได้โดยไม่ต้องติดกรอบ
โอกาสทางการศึกษาก็เป็นเรื่องต้องสู้ แต่ขณะนี้ สำหรับอาอิ โอกาสสำหรับการมีอาชีพและสวัสดิการ เป็นเรื่องสำคัญกว่า สู้หลายทางจะเหนื่อยยิ่งไปอีกค่ะ