ในชีวิตประจำวันของเรา มีเรื่องราวมากมายที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะทั้ง 6 เกิดการกระทบกันเป็นกระบวนการปฏิจสมุบปบาทจนครบวงจร
แต่ถ้าย่นให้ดูง่ายๆเราจะเห็นอย่างรวดเร็วว่าเมื่อสิ่งที่มากระทบเรา เราจะมีการตอบสนองด้วยความรวดเร็วทันที คือความรู้สึกในทางลบ คือไม่ชอบ โกรธ ร้อนใจ.... ความรู้สึกทางบวก ปีติ ดีใจ สนุก ชอบใจ... และความรู้สึกที่บอกไม่ถูกคือไม่รู้ว่าดีใจหรือเสียใจ
วันก่อนผมได้อ่านพบว่า ถ้าเราตอบสนองต่อสิ่งที่มากระทบด้วยความรู้สึกกลางๆ ไม่รีบตัดสินใจ จะทำให้เราฉลาดขึ้น นิ่งขึ้น เพราะความไม่หล่อเลี้ยงให้เกิด เวทนาต่างๆต่อไป
ในหนังสือพุทธรรมก็ให้ความสำคัญกับกระบวนการของการนี้ ช่วงขั้นตอนของการเกิดเวทนา การรู้เท่าทัน การตัดตอนที่จะให้ไม่เกิดเวทนาในทางไม่ดี แต่ในทางกลับกันก็ทำให้ไปในวงจรของการสร้างปัญญาขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยการมองตามแนวทางนี้ ย้อนกลับมาที่ชีวิตปัจจุบันจริงๆของเรา การมีชีวิตอยู่ในสังคมและโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการกระทบ การเกิด-ดับตลอดเวลา รวดเร็วจนเราไม่เห็นความต่อเนื่อง การฝึกเจริญสติตลอดเวลา ด้วยความเพียร มุ่งมัน ด้วยวิธีการหลายอย่าง จะทำให้เรารู้เข้าใจมากขึ้น เป็นความรู้ที่เกิดจากการฝึกสติและ การภาวนา
เป็นความเข้าใจที่อาจจะยังไม่ตกผลึกมากนักของผู้เริ่มต้นครับ...
ผ่านมาเห็นบล๊อกครับ จึงขอแลกเปลี่ยนบ้างครับ...
การศึกษาธรรม ต้องศึกษาอย่างมีเป้าหมายครับ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว จะเกิดคำถามได้ เพราะเริ่มต้นพระอริยสงฆ์ท่านเมตตาให้เราท่านควรจะศึกษาธรรมด้วยอาศัยหลัก ๒ อย่างครับ คือ สัทธา และปัญญา
สัทธา คือต้องเห็นด้วยเรื่อง คนเราเกิดมามีกรรมเป็นของตน คนเรามีกรรมเป็นตัวกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เชื่อในวิบากกรรม และเชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจจ์จริง
ส่วนปัญญา คือการเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ส่วนที่ทำให้เกิดปัญญา มี ๓ ทาง คือ เกิดจากการฟังมาก .....เกิดจากการใคร่ครวญธรรมอยู่เสมอ (กว่าจะเข้าใจต้องคิดไปคิดมาจนเข้าใจเอง) และเกิดจากการทำวิปัสสนากัมมฐาน (การฝึกสติ และเจริญภาวนาครับ)
ผมคงอธิบายมากไป แต่ก่อนที่เราจะเข้าใจอายตนะ การผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ นั้นเราต้องรู้ธรรมะหมวดต่าง ๆ ก่อน เพราะเรื่องนี้เป็นปรมัตถธรรม ถ้าเราไม่เข้าใจธรรมพื้นฐานก่อนเราก็จะไม่เข้าถึงธรรมะต่อ ๆ ไป ครับ ขอบคุณที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนครับ
สวัสดีครับอาจารย์สมพงษ์
สวัสดีค่ะ คุณหมอ kmsabai
เห็นด้วยเลยค่ะว่า หากเรารู้ทันสิ่งที่มากระทบ แทนที่เวทนาจะเกิด ปัญญาจะเกิดแทน ดิฉันว่าหากมีความเข้าใจถึงวงจร อย่างน้อยก็มาถูกทางแล้ว..ที่เหลือก็คือปฏิบัติให้ลึกซึ้ง และรู้เท่าทันให้มากยิ่งขึ้น
ขอบคุณคุณหมอที่เอาเรื่องดีๆ มาฝากค่ะ..
ถ้าเราตอบสนองต่อสิ่งที่มากระทบด้วยความรู้สึก
กลางๆ ไม่รีบตัดสินใจ จะทำให้เราฉลาดขึ้น นิ่งขึ้น เพราะความไม่หล่อเลี้ยงให้เกิด เวทนาต่างๆต่อไป
....ขอบคุณคะ แวะมาอ่าน... มาสำรวจว่า ถ้าเรานิ่งๆในภาวะ ที่ เกิดความยุ่งยาก..จะค่อยๆให้เราคลี่คลาย
หนทางได้...
อยากให้ สุพัฒน์ อ่าน " ความเป็นมนุษย์ กับการเข้าถึงสิ่งสูงสุด ความจริง ความดี ความงาม " ของอาจารย์ประเวศ ที่แจกในงาน 8th HA National forum
พูดถึงการฟังอย่างลึก สุนทรียสนทนา หนึ่งในอายตนะ คือการฟัง พูดถึง U theory
เมื่อรับรู้ไม่พูดหรือทำทันที -> แขวนไว้ก่อนอย่าเพิ่งตัดสิน -> พิจารณาอย่างสงบลึก -> เกิดสภาวะ presence หรือการมีสติกับปัจจุบัน เรียกปัญญา -> ค่อยพูดหรือทำ หลังจากกระบวนการดังกล่าวแล้ว
อยากอ่าน U theory ภาคภาษาไทยบ้่างค่ะ สนใจมากว่าอ. ประเวศ เลือกใช้คำภาษาไทยว่าอะไรบ้าง
ถ้าหมอพัทมี link ขอแบ่งอ่านด้วยนะคะ
<ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt">ส่วนตัวผมเห็นว่า แรกสุดการตอบสนองอาจเริ่มต้นด้วยการพิจารณาอย่างแยบคาย คือแขวนไว้ก่อนอย่าเพิ่งตัดสิน แล้วพิจารณาอย่างสงบลึก อย่างที่หมอจิ้นว่า ขั้นต่อไปเมื่อฝึกจนชำนาญแล้ว ก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติและใช้เวลา “แขวน” น้อยลง </div></li></ul> <ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt">คือเมื่อมีสิ่งเร้ามากระทบปั๊บ ก็ปล่อยให้ผ่านเลยไปปั๊บ เหมือนสายลม ไม่ต้องมาหยุดพิจารณาอะไร (แต่ตรงนี้มีธรรมะสองข้อมากำกับ ซึ่งผมกล่าวไว้ตอนท้าย)</div></li></ul> <ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt">อันนี้ ผมคิดแบบเซนนะครับ เพราะเวลาฝึกรับการจู่โจมของคู่ต่อสู้ ไม่มีเวลามาหยุดพิจารณา เพราะถ้ามัจจุราชอยู่ตรงหน้าแล้ว มาหยุดคิดไม่ทัน </div></li></ul> เอาจิตไปจองจำอยู่กับจุดที่ถูกจู่โจม ก็เสียโอกาสที่จะแสวงหาทางเลือกอื่นๆ แต่ถ้ามัวจดจ่อรีรอ ก็ไม่ทันการ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt">ในศิลปะการต่อสู้ที่ใช้ “เซน” เช่น ไอคิโด และการฟันดาบซามูไร จิตต้องว่องไวและมีสมาธิครับ หมายความว่า ไม่เอาจิตไปตรึงไว้ที่ใดที่หนึ่ง แต่ต้องฉลาดในการเคลื่อนย้ายจิตเพื่อโต้ตอบไปโดยไม่เสียเวลามาคิด ไม่มีเวทนา อารมณ์โกรธ เกลียด พยาบาท หรือความแน่วแน่จงใจแต่อย่างใด</div></li></ul> <ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt">เรียกว่ามี อนโภคจรรย (ความไม่ต้องออกแรง) และ อปรนิหิต (ความไม่ต้องการ) สองอย่างนี้เป็นธรรมของนิกายมหายาน ถ้าเทียบกับหินยาน น่าจะเป็น สติสัมโพชฌงค์ คือสติที่มีเองทุกขณะโดยไม่ต้องออกแรงตั้งใจให้มีสติ</div></li></ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt">ส่วนตัวผม ใช้วิธีฝึกสติอย่างนี้ทุกวันครับ เห็นว่าได้ผลดี ก็เลยนำมาแลกเปลี่ยนครับ</div></li></ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>
สวัสดีครับพี่หมอ
สวัสดีครับคุณมัท
สวัสดีครับอาจารย์
สวัสดีครับพี่
แวะเข้ามาอ่านแล้วชอบ ก็เลยสนใจแลกเปลี่ยน ชีวิตประจำวันในทุกนาที เราสามารถเรียนรู้จากตัวตนของเราได้ อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป มีผลกระทบต่อใจของเราเสมอไม่ว่าจะเป็นในทางใด
ในทุกขณะจิตหากเรามีสติว่าสิ่งใดเกิด-สิ่งใดตั้งอยู่-สิ่งใดดับ-เข้าใจโลกตามที่มันเป็นจริง/ปฏิบัติต่อสิ่งนั้นอย่างถูกต้อง(ทั้งทางกาย/วาจา/ใจ) เราก็จะทุกข์น้อยลง......................สาธุ :)
ขอบคุณมากเลยค่ะ! : )
สวัสดีครับคุณkmsabai
ตามอาจารย์กมลวัลย์มาแวะเยี่ยมครับ
ผู้ที่ ตอบสนองต่อสิ่งที่มากระทบด้วยความรู้สึกกลางๆ นักปฏิบัติธรรมตามวิธีหลวงพ่อเทียนจะเรียกว่า "ผู้ดู" ครับ
แต่ถ้า เมื่อมีสิ่งที่มากระทบแล้วมีการตอบสนองด้วยความรวดเร็วทันที คือรู้สึกในทางลบบ้าง เช่นไม่ชอบ โกรธ ร้อนใจ.... หรือรู้สึกทางบวกบ้างเช่น ปีติ ดีใจ สนุก ชอบใจ... หรือมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูกคือไม่รู้ว่าดีใจหรือเสียใจ ท่านเรียกว่า "ผู้เป็น" ครับ
หลวงพ่อเทียนท่านสอนศิษย์ให้เป็น "ผู้ดู" อย่าเป็น"ผู้เป็น" ครับ แต่การเป็น "ผู้ดู" สำหรับนักปฏิบัติธรรมทั่วไปจะเรียกว่า "การเจริญสติ" ครับ
ผมมั่นใจว่าคุณkmsabai เข้าใจได้ถูกต้องแล้วละครับหมั่นเป็น"ผู้ดู"ไปเรื่อยๆ ความเข้าใจ ก็จะตกผลึก เป็น ปัญญา เองแหละครับ ผมเอาใจช่วยครับ
สวัสดีครับอาจารย์