ปุถุชนอย่างเราท่าน บางครั้งบางช่วงเวลา
อาจเกิดอาการเบื่อ "เซ็ง" เครียด ทุกข์ท้อ
ต่อหน้าที่การงานขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นงานหลวงหรืองานราษฏร์ก็ตามที วิธีสลายความรู้สึกดังว่า
อย่างหนึ่งที่ผู้เขียนเคยใช้ คือ หยิบเอาเพลง"การทำงานคือการปฏิบัติธรรม" มาฮัมเบาๆ
"คนและสัตว์จำต้องเคลื่อนไหว อยู่เฉยไม่ได้เป็นการผิดธรรม
เมื่อเคลื่อนไหวจึงควรน้อมนำ ปฏิบัติธรรมด้วยการทำงาน
ใครมีหน้าที่อันใด จงทำไปด้วยใจเบิกบาน
สนุกเพลิดเพลินอยู่กับการงาน นั่นแหละคือการประพฤติธรรม"
เนื้อเพลง "การทำงานคือการประพฤติธรรม" นี้ เป็นของ มูลนิธิเผยแพร่ชีวิตอันประเสริฐ
และ"ชมรมครูศีลธรรมแห่งประเทศไทย" เนื้อเพลงแม้จะสั้น แต่ถ้าใช้"สติ"ระลึกนึกน้อมตาม
ขณะที่ร้องฮัมเพลง ก็อาจเกิดเป็นมรรคเป็นผลได้ไม่น้อยทีเดียว
สาเหตุอย่างหนึ่งของความทุกข์ท้อ ก็เพราะเราไป"ยึดมั่น"กับงานมากเกินไป
พระคุณเจ้ารูปหนึ่งจึงแนะนำให้ท่องคาถาข้างล่างต่อไปนี้ซ้ำๆกัน ลองดู
"ปล่อยวางๆช่างมัน(ซ้ำ) อย่าไปยึดมั่นให้มันเป็นทุกข์
ทำงานให้มันสนุก(ซ้ำ) เราจะมีสุขด้วยการปล่อยวาง"
ทั้งการฮัมเพลงและท่องคาถาที่ว่ามา อาจช่วยบรรเทาลงได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
แต่สิ่งที่ควรจะปฏิบัติประจำคือ ควรฝึกให้มี"สติ"ระลึกรู้อยู่กับ"ปัจจุบันขณะ"ในหน้าที่การงานนั้นๆ
ย่อมบังเกิดผลดีกว่าและถาวรกว่าเป็นไหนๆ
แต่ละท่านอาจมีวิธีการที่ได้ผลต่างกันไป แล้วท่านผู้อ่านล่ะ "ยามเบื่อเซ็ง ทุกข์ท้อต่อการงาน ท่านทำอย่างไร"
อยากทราบความคิดเห็น เป็นการเติมเต็ม ต่อยอด และแบ่งปันกัน ครับผม
............................................................
อารมณ์นี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน ผมเองก็เกิดอาการ "เบื่อ" แบบนี้บ่อยครั้ง อาจเป็นเพราะว่า ทำงานกับผู้คนที่หลากหลาย บางครั้งก็มีอาการหลีกลี้หนีไกล "ปรากฏการณ์" ที่เกิดขึ้นซ้ำซากเหล่านั้น
แต่"หนี" ได้ครับ แต่เรา "หนี" ใจตนเองไม่ได้เลย ตราบใดที่ยัง "คิด" ยึดติดกับสิ่งที่ได้ประสบ พบเจอ
ที่เขียนแบบนี้ใช่ว่า ผมจะ "หลุดพ้น" เป็นไทแก่ตัวเอง เป็นคนที่อิสระจากอารมร์ไม่พึงประสงค์
แต่ผมมี "พัฒนาการ" ทางจิตที่ดีขึ้น
"ช่างมันเถอะ" คนเหนือ เขาบอกว่า "จ๊างมันเต๊อะ"
ก็ได้แต่ปลง พยาบามมองแต่ในแง่งาม แง่ดี ก็ได้ผลครับ ทำให้เราเห็นสิ่งดีในสิ่งที่เสีย "ในดีมีเสีย ในเสียมีดี" สุดท้ายก็ "คิดได้" มีความสุขเหมือนเดิม
จะว่าไป "ใจ" ตัวเดียวเลยครับ วิธีการไหนก็ตามที่จะสรรหามาช่วย แต่ก็เพียง "บรรเทา" ได้ชั่วขณะ
"ฝึกจิต ให้คิดเป็น" จึงเป็นทางเลือก ทางออก ที่ต้องฝึกฝน
เป็นวิธีแก้ที่สาเหตุหลักๆ ครับ รักษาโรคที่ป่วยได้ชะงัดเลยครับผม
เวลาที่เบื่อและเซ็งกับงานมันท้อสุดๆ เลย
ตื่นลืมตาขึ้นมาก็บอกตัวเองว่าไม่อยากไปทำงาน
มาถึงที่ทำงานก็นับเวลาถอยหลังว่าเมื่อไรจะได้กลับบ้าน เมื่อไรจะถึงวันศุกร์เสียที ถ้าขืนเป็นอย่างนี้คุณภาพงานลดลงอย่างแน่นอน
ตอนนี้คิดใหม่ทำใหม่แล้วล่ะคะ
คิดว่าถ้าไม่ไปทำงานเราคงลงแดงตายแน่ๆ ก็ให้ตัวเองมีสติจดจ่อกับงานมากขึ้น ปลุกตัวเองให้รู้ตื่นตลอด ถึงจะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง คิดไปแล้วทุกอย่างอยู่ที่ใจของเราทั้งนั้นเลย
สวัสดีค่ะ พี่ Augusman
นุภาเป็นเหมือนกันค่ะเวลาทำงาน"บ้าน" ก็จะเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ ก็จะใช้วิธีหยุดพักงานที่เบื่อนั่นก่อนแล้วไปทำอย่างอื่นที่ตัวเองชอบเสียก่อน หรือไปนั่งดูทีวีสักพัก พอหายเซ็งก็กลับไปทำงานนั้นต่อ
แต่เวลาเบื่อจริง ๆ นี่มันฮัมเพลงไม่ออกน่ะซีคะ ทำไงดีล่ะ...สงสัยว่าต้องจำเพลงของพี่ไปร้องบ้างจะดีกว่าให้กำลังใจดีค่ะ...ว่าแล้วก็ร้องซะเลย
"คนและสัตว์จำต้องเคลื่อนไหว อยู่เฉยไม่ได้เป็นการผิดธรรม
เมื่อเคลื่อนไหวจึงควรน้อมนำ ปฏิบัติธรรมด้วยการทำงาน
ใครมีหน้าที่อันใด จงทำไปด้วยใจเบิกบาน
สนุกเพลิดเพลินอยู่กับการงาน นั่นแหละคือการประพฤติธรรม"
"ปล่อยวางๆช่างมัน(ซ้ำ) อย่าไปยึดมั่นให้มันเป็นทุกข์
ทำงานให้มันสนุก(ซ้ำ) เราจะมีสุขด้วยการปล่อยวาง"
ขอบพระคุณพี่มากค่ะ
มาอ่านค่ะ
สวัสดีครับ คุณ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>
“ฝึกจิต ให้คิดเป็น” จึงเป็นทางเลือก ทางออก ที่ต้องฝึกฝน ...เห็นด้วยอย่างยิ่ง ครับ
ผมเคยเขียนไว้ในที่บางแห่งว่า "ศิลปะแห่งชีวิต คือ ทำจิตให้สงบเย็น ทุกสิ่งสำนึกเน้น มองเห็นเป็น "เช่นนั้นเอง"</p><p>ขอบคุณมากที่คุณจตุพรมาร่วมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้น่าคิด น่าฟัง ครับผม</p><p> </p>
สวัสดีครับ คุณ กระดิ่งลม
"คิดว่าถ้าไม่ไปทำงานเราคงลงแดงตายแน่ๆ ก็ให้ตัวเองมีสติจดจ่อกับงานมากขึ้น ปลุกตัวเองให้รู้ตื่นตลอด ถึงจะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง คิดไปแล้วทุกอย่างอยู่ที่ใจของเราทั้งนั้นเลย"
ผมขอดึงคำบางคำของคุณกระดิ่งลม เข้าหาหลัก"อิทธิบาท 4" ลองดูนะครับ
แสดงว่า เปลี่ยนมาสร้าง"ฉันทะ" คือ รักพอใจในงาน
ก็จะเกิด"วิริยะ" ความขยันหมั่นเพียรตามมา
มี"จิตตะ" มีสติจดจ่อกับงานนั้น
ส่วน"วิมังสา" หมั่นไตร่ตรอง จะตามมาเอง
ขอบคุณมาก ที่คุณกระดิ่งลม แวะมาร่วมแสดงความคิดเห็น ครับผม
สวัสดีครับ คุณ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>“ผมคงมิบังอาจบอกอาจารย์อย่างลึกซึ้งได้หรอกครับ เพราะดูเที่ยวบินชีวิตอาจารย์ผ่านมาหลายฤดูฝนมากมายกว่าผมเยอะ “
ก็ไม่ต้องลึกมากก็ได้นะครับ...อิอิ
ผ่านเที่ยวบินมามาก ก็เห็นขับเครื่องตกออกบ่อยไป ถ้าตั้งอยู่ใน"ความประมาท" ครับ</p><p>“คนกินเหล้ามากและตลอด เรียกว่าแอลกอฮอร์ลิก
คนทำงานมากและตลอด เรียกว่า เวิร์กกอฮอร์ลิก
คือ อะไรก็ตามถ้าสวิงมากก็จะเกิดปัญหาได้ทั้งนั้น ค้นพบตัวเองแล้ว ทำสิ่งนั้น รักษาความสมดุลย์กับสิ่งอื่นไว้
คำว่า“สมดุลย์” ผมว่าสำคัญยิ่ง”</p><p>"แอลกอฮอร์ลิก" พอจะเคยได้ยิน แต่ "เวิร์กกอฮอร์ลิก " นี่น่าคิด ครับ
ถ้า"สวิง"มาก เหวี่ยงไปทางใดทางหนึ่ง"สุดโต่ง"มากเกินไปคงไม่ดีแน่ ครับ
ดังนั้น "สมดุลย์" หรือ "พอเหมาะพอดี" ดีนักแล๛
ขอบคุณมากที่มาร่วมแสดงความคิดเห็น ครับผม</p><p> </p>
ฮัมเพลงไม่ออกไม่เป็นไร ระลึกถึงข้อความต่อไปนี้สิครับ
"ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน"
เวลาซักผ้า หรือ ล้างชาม ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ฝึกสติ(สมาธิ) เอาจิตใจจดจ่อที่ผ้า หรือ ชาม รู้ตัวอย่าเผลอไปคิดเรื่องอื่น....ลองดูใหม่นะครับ
ขอบคุณมาก ที่แวะมาอ่านแสดงความคิดเห็น ครับผม
สวัสดีครับ คุณดอกฟ้าฯ
ขอบคุณที่แวะและมาอ่าน
มิเมินผ่านเลยไปมองไม่เห็น
เชิญเก็บเกี่ยวข้อความตามที่เป็น
ควรนึกเน้นประยุกต์ใช้ให้เหมาะควร๚
ขอบคุณ ครับ
เวลาดังกล่าวฯ
หนิงจะเข้ามา G2K ค่ะอาจารย์
ที่นี่มีกัลยาณมิตรมากมาย ได้กำลังใจได้รับรู้เรื่องราวการทำงานในด้านอื่นๆ
แล้วกลับไปทำงานใหม่ค่ะ
สวัสดีครับ คุณ <table border="0" width="100%" class="plain"><tbody><tr class="plain">
</tr></tbody></table><p>"ที่นี่มีกัลยาณมิตรมากมาย ได้กำลังใจได้รับรู้เรื่องราวการทำงานในด้านอื่นๆ" </p><p>จริงอย่างที่คุณหนิงว่ามา ครับ</p><p>ขออภัยที่แวะมาต้อนรับช้าไปหน่อย</p><p>ขอบคุณ ที่แวะมาทักทาย ครับผม</p>