เกรด...มันก็เป็นตัวเลขตัวหนึ่ง...อย่านำมาใช้ตัดสินคนในทุกเรื่อง...มันใช้ได้เฉพาะบางเรื่อง บางเวลา เท่านั้นค่ะ..

วันนี้อ่านข่าวมติชนออนไลน์ ก็เจอปัญหาอุดมศึกษาไทยอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ตัวเองก็เล็งเห็นมาตั้งแต่ปีแรกๆ ที่จะมีการใช้ระบบแอดมิดชั่นแล้ว นั่นคือปัญหาเกรดเฟ้อ

ผู้เขียนบทความ อาจารย์สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน ได้สรุปเนื้อหาปัญหาเรื่องการปล่อยเกรดของโรงเรียนเพราะการคิด GPA ที่เพิ่มขึ้นทุกปีในระบบแอดมิดชั่น

"...ผลของการประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) อธิการบดีหลายท่านให้สัมภาษณ์เชิงห่วงใยว่า ระยะ 4-5 ปีมานี้ ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม ม.ปลาย หรือ GPAX สูงขึ้นทุกปี จากเกรดเฉลี่ย 2.50 มาเป็น 3.01 แต่ละปีเกรดเฉลี่ยสูงขึ้นปีละ 0.1

สถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) พบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2547-2549 โรงเรียน 1,200 โรง จาก 2,500 โรง มีคะแนนสูงเกรดเฟ้อขึ้นเป็นความชันแนวดิ่งถึงร้อยละ 47...."

ดังนั้นนักเรียนและผู้ปกครองก็จะมีภาพลวงตาว่าตนเองเป็นนักเรียนเรียนดีมีผลการเรียนไม่เคยต่ำกว่า ๓.๐ แต่พอสอบได้เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย เกรดนักศึกษาบางคนก็จะตกฮวบเนื่องจาก

  • วิธีการเรียนที่เปลี่ยนไป

  • วิธีการทำข้อสอบที่เปลี่ยนไป (ไม่ค่อยมีปรนัยให้ตอบ)

  • วิธีการตัดเกรดของอุดมศึกษา

  • การเป็นนักศึกษามือใหม่ ปี ๑ ที่ยังวุ่นวายอยู่กับการรับน้องและความรื่นเริงต่างๆ

  • ความประมาทของนักศึกษา ที่คิดว่าตัวเองเรียนดีและเรียนได้มาตลอด

  • ฯลฯ

พอเกรดต่ำ ผลกระทบอื่นๆ ก็อาจจะตามมา บางคนอาจจะ panic และปรับตัว กลายเป็นคนบ้าเกรด ไม่ได้อยากเรียนเพื่อรู้แต่อยากได้เกรด      แต่บางคนก็ท้อถอย บอกที่บ้านก็ไม่ได้ กลัวพ่อแม่จะว่า หรือผิดหวัง         บางคนก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะเพื่อนๆ พี่ๆ ก็เป็นเหมือนกันอย่างนี้แหละ ได้เกรดน้อยเหมือนกัน  เพราะฉะนั้นนักศึกษาส่วนใหญ่จะมีฐานเกรดปี ๑ ที่ค่อนข้างต่ำ เกียรตินิยมไม่ต้องคิดเลย...ดึงเกรดขึ้นไม่ถึง เพราะยิ่งเรียนตัวหารมันมากขึ้นเรื่อยๆ

อาจารย์ที่ปรึกษาควรจะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างยิ่งในการดูแลนักศึกษาปี ๑ แต่ก็อีกนั่นแหละ พอนักศึกษาเยอะแถมเพิ่งเข้ามา ก็ไม่รู้จักกัน แค่เดินมาภาควิชาฯ ยังอาจมาไม่ถูก...  แถมเดี๋ยวนี้เวลาลงทะเบียนก็ออนไลน์ จ่ายเงินก็หักบัญชีเอา เพราะฉะนั้นอาจารย์แทบไม่มีโอกาสได้เห็นหน้านักศึกษาปี ๑ ที่ตัวเองได้ชื่อว่าดูแลอยู่   จะเจอกันก็ตอนโน่น...มา drop วิชา หรือตอนมีปัญหา  หรือจะได้รู้จักหน้าตาคุ้นเคยกันบ้างก็ตอนมาเรียนวิชาของภาควิชาตอนนักศึกษาอยู่ปี ๒ แล้ว เพราะปี ๑ นักศึกษาจะเรียนวิชาพื้นฐานของส่วนกลางเช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และก็บังคับลงตามหลักสูตรอยู่แล้ว...

เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจที่มีเด็กซิ่ล (มาจากฟอสซิ่ล ท่านคงรู้ว่าแปลว่าอะไร..) ออกไปหาที่เรียนใหม่เป็นจำนวนมาก เพราะเข้ามาเรียนปีแรกก็เกรดต่ำ หรือรีไทร์ รู้สึกว่าอยากเริ่มใหม่ อ้างว่าเป็นสาขาที่ไม่อยากเรียนเสียแล้ว....

ความสูญเสียเกิดขึ้นในระบบการศึกษา ตั้งแต่ระบบการศึกษาพื้นฐานจนกระทั่งอุดมศึกษา  ที่ยกมาในบันทึกนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างความเป็นจริงอันหนึ่งเท่านั้น  การแก้ก็คงต้องแก้กันทั้งระบบ แต่ก็นั่นแหละ เขาก็แก้ระบบการสอบเอ็นทรานซ์มาเป็นแอดมิดชั่นแล้วไงคะ..

ขอฝากให้ท่านทั้งหลายที่มีบุตรหลานที่ยังอยู่ในระบบการศึกษา ช่วยกันทำความเข้าใจระบบที่มีอยู่ ทั้งระบบการศึกษาพื้นฐานและระบบอุดมศึกษา ดูจากตัวอย่างประสบการณ์ที่นำเสนอในที่นี้ หรือจากประสบการณ์เรื่องการศึกษาของท่านอื่นๆ ถ้าเราเข้าใจสถานการณ์ เราก็สามารถหาทางแก้ไขปรับปรุงในส่วนของตัวเองได้ หรือถ้าเราเข้าใจในเหตุ เราสามารถแก้ที่เหตุได้นั่นเอง...

เปรียบเทียบการศึกษาบ้านเราเป็นรถยนต์ ตอนนี้ประชาชนคนไทยก็คงขับรถที่เก่า ปะผุ ซ่อมเครื่องมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ยังวิ่งได้อยู่ เพียงแต่มันช้า ไม่ทันใจ ไม่ได้ประสิทธิภาพแต่ถ้าเราเข้าใจรถคันนี้ รู้จักขับมัน ใช้งานมัน มีอะไรก็ซ่อมไป ไม่ให้ความเก่าและไม่มีประสิทธิภาพของมันมาทำลายจุดมุ่งหมายของเรา ยังไงซะเราก็ถึงเป้าหมายได้  อาจจะช้าหน่อย แต่ก็ถึง...  ถ้าเรารู้จักใช้มันค่ะ..

อีกอย่างนะคะ...เกรด...มันก็เป็นตัวเลขตัวหนึ่ง...อย่านำมาใช้ตัดสินคนในทุกเรื่อง...มันใช้ได้เฉพาะบางเรื่อง บางเวลา เท่านั้นค่ะ..