วันนี้ ขอคุยในฐานะคนไทย ที่รับราชการ
แต่ไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มองยังการศึกษาไทย
ขอ มองนักเรียน ระดับ ม.ปลาย ก่อนนะครับ
ระดับอื่นจะต่อเนื่องต่อไป
.นิยาม
นักเรียน =นักเรียน ที่เรียนอยู่ในระดับม.ปลาย
ent =การสอบเข้ามหาวิทยาลัย
มหาลัย =มหาวิทยาลัย
.
ทุกวันนี้ ชีวิตนักเรียน
วันปกติ อยู่โรงเรียนเรียนหนังสือ เฉลี่ย วันละ 8 ชม (8.00-16.00)
อยู่บ้าน รวมภาระกิน ส่วนตัว คิดแบบเต็มที่ วันละ12
ชม(19.00-7.00)
ที่เหลือ เป็นเวลาเดินทางไปเรียน และว่าง
วันหยุด
ภาระกิน ส่วนตัว เท่าเดิม 12 ชม(19.00-7.00)
ที่เหลือของวันหยุด คือว่าง
ที่ว่าว่างนี้ ว่างจากเวลาหลัก แล้ว
ว่างนี้นักเรียนทำอะไรกันบ้าง
...นอน ดูทีวี อยู่บ้าน
...เกม เกม
...สันทนาการ ในห้าง
...เรียนพิเศษ
..เล่นกีฬา
..ดนตรี
..ศิลปะ
.ทำงานพิเศษ
.ดูแล บุพการี(กรณีเจ็บป่วย)
แล้วคิดว่ากลุ่มไหน จะสอบ ent ได้มากกว่ากัน
ปัจจุบัน ระบบ ent มีเกณฑ์คือใช้
GPAX 10%
GPA กลุ่มสาระภาษาไทย
สังคมศึกษาฯ ภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 4% รวม
20%
- คะแนน O-NET รวม 35-70%
- คะแนน A-NET รวม 0-35%
หรือ คิดแล้ว O-NET + A-NET 70%
การจะent คือวัดกันที่ความรู้
แต่ไม่ได้วัดกันที่ความดีเลย
แล้ว แบบปัจจุบัน เป็นอย่างไร
นักเรียน ที่บ้านมีเงิน เรียนเก่งด้วย
ว่างอาจเรียนพิเศษเพิ่ม entได้
นักเรียน ที่บ้านมีเงิน เรียนไม่เก่ง ว่างอาจนอน
เล่นเกม ไปเรียนพิเศษเพิ่ม entได้
นักเรียน ที่บ้านไม่มีเงิน เรียนเก่ง ทำงานพิเศษ
ไม่ได้เรียนพิเศษ ยังพอ ent ได้
นักเรียน ที่บ้านไม่มีเงิน เรียนไม่เก่ง ทำงานพิเศษ
ดูแลบุพการี(ถ้าที่บ้านมีเงินคงจ้างคนอื่น)ไม่มีโอกาสเรียนพิเศษ
ไม่มีวัน ent
อาจมองเห็นว่า ถ้ามีโอกาสเรียนพิเศษบ้าง คงได้แนวคิด วิธี เพื่อ ent ได้
แต่ที่ผมให้ดู และให้คิด แบบภาพรวมนะครับคือ
ถ้า นักเรียน ใช้เวลาที่ว่างเป็นประโยชน์
ไม่นับการเรียนพิเศษ
เล่นกีฬา ดนตรี ทำงานพิเศษ ดูแลบุพการี
ยังมองเห็นว่าคนเป็นคนดีของสังคมได้ ทำตนให้เป็นประโยชน์
เล่นกีฬา
ดนตรี ศิลปะ อาจเป็นนักกีฬา หรือนักดนตรี
หรือนักศิลปะตัวแทนระดับเขตระดับประเทศได้ ถ้าต้องent
มักต้องเข้าคณะที่เกี่ยวข้องกับกีฬาหรือดนตรี
ศิลปะนั้นๆด้วยหรือเปล่า
ทำงานพิเศษ
ดูแลบุพการี อาจมองว่าไม่ได้ทำงานเพื่อส่วนรวม
แต่ทำงานเพื่อส่วนตัว แต่เค้าก็มักเป็นเด็กดีของสังคมกันนะครับ
ไม่คิดที่จะหาเงินด้วยวิธีที่ไม่ดีผิดกฏหมาย เป็นลูกที่ดีกตัญญู
นักเรียนแบบนี้ ถ้าเค้าคิดว่าถ้าจะให้ent ติดต้องเรียนพิเศษ
เค้าไม่มีเงิน แต่เค้าอยากเรียนเค้าอาจคิดหาเงินในทางที่ผิดก็ได้
นักเรียนอีก กลุ่ม ใช้เวลาว่าง
แบบไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
ไม่นับการเรียนพิเศษ
นอน เล่นเกม
สันทนาการในห้าง พวกนี้ทำอะไรให้สังคมบ้าง
ใช้แต่เงินพ่อแม่ ถ้าต้องent ก็ไปเรียนพิเศษ
ลองมองทั้ง 2 กลุ่มแล้วคิดว่าเด็กไทย ควรจะให้เป็นกลุ่มไหนได้เรียนต่อมหาลัยมากที่สุดละครับ
นักเรียนที่ใช้เวลาว่างเป็นประโยชน์
จะพอมองเห็นได้ว่าเค้าก็เป็นคนดีนะ แต่ลองคิดนะครับว่า
เป็นดีแบบพวกนี้ โอกาส ent ได้ กี่คน
ถ้าเทียบกับอีกกลุ่มที่พ่อแม่พร้อมให้เงินไปเรียนพิเศษ
แล้วการ
ent ไม่คิดจะรับและส่งเสริมคนดีที่ทำตัวเป็นประโยชน์บ้างหรือ
อนาคตเราจะได้คนที่มีความรู้และเป็นคนดีด้วย
แล้วทำไมเราไม่ทำ ให้คนดี คนที่ทำประโยชน์ต่อครอบครัว ต่อสังคม
ต่อประเทศ ให้ได้รับคะแนนชีวิต
เป็นคะแนนที่มาจาก ชีวิต ของเค้า จริงๆ
ลด O-NET + A-NET จาก 70% เป็นซะ 50 หรือ 40 แล้วให้
มีคะแนนชีวิต ซะ 20% หรือ 30% กันไม่ได้หรือ
สมมุตินะครับ ถ้าent
ให้มี
1.GPAX + GPA เป็น 30%
2.O-NET + A-NET เป็น 40%
3.คะแนนชีวิต เป็น 30%
ตัวอย่าง1 แดงเป็นนักกีฬาจักรยาน BMX ชอบแสดงลีลาผาดโผน
แต่ก็ได้ฝึกฝนจนเป็นตัวแทนประเทศไปแข่งขันระดับนานาอยู่เป็นประจำ
เมื่อต้องent คะแนนชีวิต เค้าจะได้จากสมาคมจักรยาน BMX
หรือการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นผู้มีสิทธิให้ว่า จะได้คะแนนชีวิตเท่าไร
จาก 30 เช่นได้ 28 เพราะได้แข่งระดับนานาชาติ
(เป็นประโยชน์ระดับประเทศ)
ตัวอย่าง2 แหม่มเป็นนักดนตรี ชอบเล่นเปียโน ฝึกฝนได้แสดง
ในประเทศจนเป็นที่ยอมรับ
เมื่อต้องent คะแนนชีวิต เค้าจะได้จาก หน่วยงานด้านดนตรี
เป็นผู้มีสิทธิให้ว่า จะได้คะแนนชีวิตเท่าไร จาก 30 เช่นได้ 16
เพราะมีชื่อเสียงอันเป็นประจักษ์
(เป็นประโยชน์สังคม(สันทนาการชุมชน)
และเฉพาะตนเอง)
ตัวอย่าง3 เขียว ต้องไปทำงานร้านซ่อมรถ
และทำงานเป็นพนักงานบริการในร้านอาหาร
เพื่อช่วยเหลือครอบครัวเพราะฐานะยากจน
ซึ่งในชุมชนและโรงเรียนรับรู้
เมื่อต้องent คะแนนชีวิต เค้าจะได้รับการรับรองจากโรงเรียน
และมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้มีสิทธิให้ว่า จะได้คะแนนชีวิตเท่าไร
จาก 30 เช่นได้ 23 เพราะหาเงินช่วยเหลือครอบครัวด้วยวิธีสุจริต
เป็นลูกกตัญญู
(เป็นประโยชน์สังคม(ส่งเสริมคนดี)และครอบครัว)
ตัวอย่าง4 แม้ว ไปเป็นอาสาสมัคร ในมูลนิธิเกี่ยวกับคนพิการ
เพื่อช่วยเหลือคนพิการ ซึ่งในมูลนิธิและโรงเรียนรับรู้
เมื่อต้องent คะแนนชีวิต เค้าจะได้รับการรับรองจากโรงเรียน
การรับรองจากมูลนิธิและมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้มีสิทธิให้ว่า
จะได้คะแนนชีวิตเท่าไร จาก 30 เช่นได้ 22
เพราะทำตนให้เป็นประโยชน์
(เป็นประโยชน์สังคม(ส่งเสริมคนดี,จิตอาสา))
ตัวอย่าง5 อ๋อง ชอบเล่นเกม นอนอยู่บ้าน ถึงเวลาจะent
ก็ไปเรียนพิเศษ
เมื่อต้องent คะแนนชีวิต เค้าจะไม่ได้จากใครเลย 30 ได้ 0
เพราะไม่ได้ทำประโยชน์อะไรต่อใคร
(ไม่เป็นประโยชน์)
เกณฑ์คะแนนชีวิต คงต้องมีการวางกรอบการให้คะแนนกันชัดเจนอีกครั้ง ถ้าแนวความคิดนี้เกิดขึ้นจริงๆ
สวัสดีครับ ท่านหยู
เข้ามาศึกษาซักพัก ขอบคุณครับ
ขอบคุณ คุณสิทธิรักษ์ที่แวะมาทักทายครับ
นี่คือช่องว่างของการศึกษาไทย และนี่บอกได้เต็มปากว่าจะพัฒนาอย่างไรก็ไม่ขึ้นเลยเพราะคนร่างก.ม ไม่ค่อยได้มองปัญหาตรงนี้เลย สังคมเรามองแต่ตัวเลขที่สูงค่ะ แต่ระดับจิตใจมันวัดไม่ได้ค่ะ ตีค่าเป็นคะแนนก็ไม่ได้ เลยว้าเหว่ค่ะ ดีใจที่มีคนเห็นประเด็นนี้ค่ะ
นี่แหละค่ะ การศึกษาเพื่อการสอบ ทุกคนก็มุ่งแค่ให้สอบได้ สอบผ่าน วัดกันแค่ตรงนั้น...
สังคมจึงมีแต่คนมีความรู้ แต่ความรู้ไม่พอใช้อ่ะค่ะ ปัญหาต่างๆมากมายจึงแก้ไขไม่ตกซะที
คุณตาหยูค่ะ ขอเรียกพี่นะคะ
พี่เป็นคนคิดอะไรเป็นระบบมากๆ
ชัดเจนมากเลยค่ะ นับถือๆ
ชอบมากๆที่เริ่มต้นบันทึกด้วยนิยาม เพราะหลายๆทะเลาะกันเพราะคุยคนละเรื่องเดียวกัน มานักต่อนักแล้ว : )
เรื่องคะแนนชีวิตแบบที่ 4 นี่มีการนำมาใช้ที่แคนาดาค่ะ ไม่รับรองว่าวัดความดีนะคะ แต่รับรองว่าผ่านการฝึกฝนการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มาแล้ว นั่นคือ เด็กมัธยมที่นี่ต้องเก็บช่ัวโมงการเป็นอาสาสมัครค่ะ จะไปเป็น volunteer ที่ไหนก็ได้แต่ต้องครบ 100 ชั่วโมงต่อปี
บางคณะจะเจาะจงไปเลยว่าต้อง volunteer ที่ไหนมาก่อน เช่น คณะกายภาพบำบัด มีกฎว่าต้องเคยเป็นอาสาสมัครทำงานกับคนพิการ หรือผู้สูงอายุมาก่อน 70 ชม.
แบบนี้น่าทำที่บ้านเรานะคะ ทำให้ชุมชนมีความสัมพันธ์ที่ดีกันเพิ่มขึ้นด้วย
ส่วนตัวอย่างที่ 1 กับ 2 นี่มัทว่าในระบบเค้ามีข้อได้เปรียบเด็กคนอื่นอยู่แล้วค่ะ พวกนี้เข้าเรียนได้ ไม่มีปัญหา แถมเข้าไปก็ลาไปแข่งได้ อ.ลดหย่อนให้เรื่องเรียน จะมีปัญหาก็แต่เรื่องค่านิยมคนไทย ที่ไม่ค่อยให้เป็นนักกีฬา/นักดนตรีอาชีพ ให้เรียนให้หางานประจำ มากกว่าไปทางนั่นให้สุดๆไปเลย
ตัวอย่างที่ 3 และ เด็กที่ต้องดูแลทางบ้านนี่สิค่ะ ที่เราน่าจะหาทางช่วย มัทว่านอกจากให้คะแนนชีวิตเค้าให้เข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว อาจจะไม่พอ เพราะพวกนี้ก็ยังต้องใช้เวลาไปกับความรับผิดชอบที่นอกเหนือไปจากการเรียนอีก ทำให้เรียนได้ไม่เต็มที่ คงต้องมีโปรแกรมเรียน part-time ระดับปริญญาตรีที่ดีๆ? และที่สำคัญที่มัทอยากให้ค่านิยมคนไทยเปลียนคือ ไม่ต้องจบมัธยมปุ๊บแล้วเข้ามหาวิทยาลัยเลยก็ไม่แปลกค่ะ
ไปทำงาน ไปเดินทางค้นหาตัวเอง หรือไปทำหน้าที่ที่ต้องทำ มาเรียนเมื่อพร้อมก็ได้ อยากให้ในห้องมีเพื่อนที่ต่างอายุมาเรียน
ป.ตรีนี่ อายุ 30 ก็สมัครสอบเข้าเรียนได้ตามกฎใช่ไม๊ค่ะ ไม่แน่ใจแต่คุ้นๆว่าเป็นอย่างนั่นที่คณะ(เพราะที่คณะรับเด็กที่จบป.ตรีสาขาอื่นมาเรียนด้วย)
วันนี้ฝากไว้เท่านี้ก่อนค่ะ ไว้จะตามมาอ่านต่อค่ะ : )
มาต่อยอดคุณ Ranee นิดค่ะ กรณีวัดจิตใจ
จริงมัทว่าทำได้นะคะ แต่จะได้ผลระยะยาวรึเปล่านี่ไม่แน่
ืคือให้สอบการเขียน reflective report ให้สถานการณ์จำลองเค้าไป แล้วให้เด็กคิดสะท้อนใจตัวเองแปลเหตุการณ์ออกมาว่าคิดเห็นอย่างไร มีทางแก้อย่างไร
การตรวจจะใช้เวลานานแต่มีวิํธีให้คะแนนที่เป็นระบบได้ค่ะ ไม่ยากมาก
แต่โจทย์ต่องเปลี่ยนทุกปี ไม่ให้เด็กท่องๆมาตอบได้ มัทเคยตรวจการบ้านแนวนี้มา 2 ครั้งเอง
มัทเป็นคนตรวจงาน 2 ชิ้นนี้ เห็นจริงๆนะคะ ว่าเด็กแต่ละคนจิตใจเป็นอย่างไร มันออกมาให้ตัวอักษรจริงๆ บางคนก็ตื้นๆ ไปค้นตำรามาตอบ บางคนก็ตอบได้ลึกซึ้งมาก
ถ้าทำระดับประเทศในระบบ entrance ไม่ได้ก็น่าจะทำกันระดับคณะนะคะ คู่ไปกับการสอบสุัมภาษณ์
สวัสดีอีกครั้ง
มาสนับสนุนคุณ ราณีครับ กม.ไม่ได้ร่างโดยนักการศึกษา(ขออนุญาติใช้คำนี้) ช่องทางการแก้ปัญหาเลยยังไม่มี เจ้าภาพตัวจริง ครับผมว่า
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะคุณตาหยู
มายิ้ม...ม ให้ค่ะเพราะชอบใจนัก
ความดี..ความรับบผิดชอบ ทางเลือกในการศึกษาที่มากขึ้น..เปลี่ยนค่านิยมที่จบแล้วต้องเรียนต่อเลย..ล้วนควรทำทั้งสิ้น..เห็นด้วยกับคุณมัทร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะว่าการสอบแบบอัตนัยน่ะบอกอะไรเราได้เยอะเลย
และเห็นชอบกับคุณเม้งว่าควรทำ..ทำไปเหอะน่าร่วมกับความคิดธนาคารความดีของคุณไงคะ.. เดี๋ยวเบิร์ดจะเขียนเรื่อง " คนไทย.. โตกับคลื่นความถี่ช้าๆ "..ให้ค่ะ..โลกกว้างแต่ทางแคบนะคะ เพราะคนที่เห็นแบบเดียวกันมักจะเดินบนเส้นทางเดียวกันเสมอ อิ อิ
ขอบคุณ อ.มัท มากๆครับที่มาติชม
คะแนนชีวิต ที่เสนอมา เพื่อให้เปิดช่องทางการศึกษาให้กว้าง แต่มองในประเด็นชีวิต นักเรียนไปด้วย
เราสามารถนำกระบวนการ วิธีของประเทศต่างๆมาใช้ประกอบ หรือมาคิดต่อยอดให้เหมาะสมกับประเทศเราได้
ต้องขอบคุณ อีกครั้ง ที่ส่งเสริมสร้างแนวคิด กันต่อครับ
มาเยี่ยม...คุณ
คิดได้ไง...ปรบมือให้เลยครับ...
เป็นเพราะเราเอาอย่างเขา...ยุคแห่งการแข่งขัน...สูงมาก ๆ เลยลืมคุณธรรมจริยธรรม...
ขอบคุณ คุณเม้ง
ที่แวะมาติชม และแสดงความคิดเห็น
ได้เยอะมากเลย ถ้าจะให้มีคะแนนชีวิต ตัววัดหรือกฏเกณฑ์ ต้องมาตั้ง มากำหนดอีกที่
แบบว่าขอมองเรื่องใหญ่ๆ ให้เป็นเรื่องเล็กๆ แล้วค่อยทำเรื่องเล็กๆ ให้ละเอียดอีกที่
คะแนนชีวิตนี้ ผมก็ยังมิได้กล่าวถึงตอนเรียนในมหาลัย และตอนจบ
ที่เริ่มจาก ม.ปลายก่อนเพราะคิดว่า น่าเป็นจริงได้ ใกล้ตัว พอมองภาพออก
คะแนนชีวิต คงต้องมาต่อ ตั้งแต่ รับเข้า ระหว่างศึกษา ตอนสำเร็จการศึกษา มองเป็นระบบ
ขอบคุณอีกครั้ง แวะมาเพิ่มเติมอีกนะครับ
สำหรับคุณเม้ง เรื่องคะแนนความดี ผมมีในธนาคารความดีด้วยนะครับ
คุณเบิร์ดครับ
ธนาคารความดี ผมว่าควรมีทุกระดับชั้น อนุบาลยันม.ปลายก็จะดี
ส่วนคะแนนชีวิต ควร เริ่มมี ตั้งแต่ ม.ปลายยันจบ มหาลัย จะให้มีบ้าง ตั้งแต่ม.ต้นก็ได้
ให้มีหลัก ส่วนการปฏิบัติเป็นเรื่องที่ควรคิดต่อเลยครับ
การศึกษาเป็นสิ่งที่สะสม กว่าจะตกผลึกความรู้ของแต่ละคนก็ใช้เวลา
เช่นเดียวกับความดี ทำกันครั้งสองครั้งคงไม่ได้ ต้องทำทั้งชีวิตกันเลย
ขอบคุณที่มาแนะนำครับ
ครับผม
สวัสดีค่ะ คุณตาหยู
ดิฉันตามมาจากบันทึก คุณเม้ง ค่ะ ตั้งใจว่าต้องอ่านบันทึกนี้ของคุณตาหยูก่อน ก่อนที่จะกระโดดเข้าไปร่วมวงสนทนากับพี่ๆน้องๆในบันทึกต่อๆไป
เพราะชื่อบันทึกสะกดใจมาก เนื้อหาก็ถูกใจจริงๆ (ชอบวิธีเขียนมากค่ะ อยากเขียนได้อย่างนี้มั่ง) เพราะเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ตรงตัว สื่อแนวคิดชัดเจน จัดประเด็นดี มีตัวอย่างเป็นรูปธรรม น่านำไปปฏิบัติ
เพราะผลที่ได้คือ "กระตุ้นให้คนที่ไม่ค่อยทำตัวให้เป็นประโยชน์ มาทำตัวให้เป็นประโยชน์" และที่ลึกซึ้งมากก็คือ ทำให้เกิด จิตอาสา ซึ่งแปลว่า เป็นจุดเริ่มของการเกิดคุณธรรม คือ ความเสียสละ อันเป็นคุณธรรมขั้นสูงของมนุษย์ ซึ่งมิใช่เรื่องที่จะปลูกฝังได้โดยง่าย .........สรุปว่าชอบมาก แล้วก็ต้องตามไปอ่านธนาคารความดี ด้วย
วันนี้ทำงานแต่เช้า ข้าวเที่ยงยังไม่ได้ทาน สงสัยจะได้ทานหน้าบันทึกคุณตาหยูนี่แหละค่ะ : )