วันนี้( ๑๔ พ.ค.) เป็นวันที่ผู้อำนวยการและคณะกรรมการบริหารโรงเรียนมาชี้แจงสถานการณ์ปัจจุบันให้ทุกคนได้รับรู้ร่วมกัน เพื่อทุกคนจะได้เป็นปลาตะเพียนพวงใหญ่ที่หันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน โดยก้าวต่อไปจากความสำเร็จที่เรามีร่วมกัน ก่อนที่โรงเรียนจะขึ้นปีการศึกษาใหม่

ปีนี้โรงเรียนของเรามีนักเรียน ๖๙๘ คน เพิ่มขึ้นกว่าปีการศึกษาที่แล้ว ๙๓ คน และจะเป็นปีแรกที่เราเปิดชั้น ม. ๔ หรือที่เราเรียกกันว่าเด็กชั้น ๑๐ ด้วย เมื่อวานนี้เป็นวันปฐมนิเทศ นักเรียนกลุ่มนี้ยังเรียกตัวเองว่า พวกเราเด็กชั้น ๙ อยู่เลย คงเป็นเพราะว่ายังไม่ชินกับสถานภาพใหม่

เรื่องดีๆที่เกิดขึ้นในช่วงปิดภาคเรียนนี้คือ โรงเรียนกลางทุ่งโล่ง กำลังกลายเป็นโรงเรียนสีเขียวที่ร่มรื่นด้วยไม้ยืนต้นที่ให้ดอกที่มีสีสันสวยงาม แม้จะต้องรอไปจนถึงหน้าร้อนหน้า กว่าต้นไม้ชุดนี้จะมีดอกออกมาให้ชื่นใจ แต่ทุกคนก็รอได้

นอกจากนี้แล้ว ส่วนงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ฯ ยังมีโครงการ "น้ำมันพืชเลี้ยงต้นพืช" ซึ่งเป็นโครงการที่จะทำร่วมกับผู้ปกครอง ด้วยการรับบริจาคน้ำมันพืชที่ใช้แล้วจากแต่ละ ครอบครัว  มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ที่สูบน้ำจากลำรางสาธารณะที่อยู่หลังโรงเรียนขี้นมาใช้รดต้นไม้   เพื่อเปิดประเด็นการเรียนรู้ในเรื่องการใช้พลังงานทดแทนให้กับเด็กๆ และผู้คนในชุมชนเพลินพัฒนาด้วย

อีกหนึ่งเขียวที่ได้มาก็คือการประหยัดรายจ่าย ที่เท่ากับเป็นการเพิ่มรายรับ และก่อประโยชน์ทั้งแก่โรงเรียนและสังคมส่วนรวมก็คือ การประหยัดพลังงานที่ทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติจนเกิดเป็นนิสัย  

และเขียวสุดท้าย คือการมีสติ และมีความสงบร่มเย็นข้างในใจ เพื่อให้ความงอกงามเกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในจิตใจของเราเอง

ในช่วงของการนำเสนอความสัมฤทธิผลทางการเรียน มีการนำเสนอผลการประเมินอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ทุคนที่เกี่ยวข้องได้เห็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของโรงเรียน รวมถึงมีการสรุปให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมาเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้ดีขึ้นด้วย

ในช่วงสุดท้ายของการประชุม ครูก้า อาจารย์กรองทอง บุญประคอง  ได้ให้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน นำเสนอปัจจัยแห่งความสำเร็จที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อโรงเรียน และต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน ทั้งในแง่ทักษะชีวิต ทักษะความรู้

ครูหนึ่ง ศรัณธร แก้วคูณ   เล่าถึงเด็กในชั้นอนุบาล ที่คุณพ่อพาไปเรียนภาคฤดูร้อนกับโรงเรียนสองภาษา  แล้วคุณพ่อก็กลับมาวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของทั้งโรงเรียนนั้น และโรงเรียนเพลินพัฒนาให้ฟัง เพื่อให้เห็นแนวทางในการพัฒนาโรงเรียนต่อไป พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่ายังเชื่อมั่นในโรงเรียน และยินดีที่จะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณครู และคุณพ่อคุณแม่ครอบครัวอื่นๆ

เรื่องเล่าเรื่องนี้สรุปได้ว่าถ้าเราสามารถทำให้ผู้ปกครองเข้าใจในแนวทางการเรียนการสอนของโรงเรียนแล้ว ผู้ปกครองก็คือผู้ร่วมงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเรา

อีกหลายเรื่องเล่าต่อมา เป็นเครื่องยืนยันให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "เด็กเป็นอย่างที่ครูเป็น ไม่ได้เป็นอย่างที่ครูสอน"

ในการฝึกอบรมเชิงปฎิบัติการกับวิทยากรภายนอกทุกครั้ง คุณครูโรงเรียนเพลินพัฒนาจะแสดงผลงานได้โดดเด่นมาก จนวิทยากรต้องเอ่ยปากแสดงความชื่นชม   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมของการกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก และสร้างสรรค์  เรื่องที่คุณครูเล่าว่าเป็นจุดแข็งของเด็กที่คุณครูมองเห็นก็เป็นเรื่องที่เกิดจากศักยภาพตัวเดียวกันกับที่คุณครูมีอยู่

อีกเรื่องหนึ่งคืออุปนิสัยของความมีพื้นฐานของจิตใจที่ดีงาม มีความตั้งใจ มุ่งมั่น ชัดเจน ในสิ่งที่กำลังทำ   เมื่อครูชัดในเรื่องนี้ เด็กจึงชัดตามไปด้วย แต่มีคุณครูท่านหนึ่งช่วยเสริมความคิดในประเด็นนี้ว่า เรายังต้องฝึกให้เด็กมีวินัยในเรื่องเวลาเพิ่มขึ้นด้วย  มิฉะนั้นเขาจะไม่มีความพร้อมในการเผชิญกับความเป็นจริงของสังคม

เรื่องสุดท้ายที่เป็นเรื่องสำคัญก็คือ ทั้งครูและเด็กมีทักษะในการสร้างความรู้เอง   เป็นเหตุสำคัญที่ผลักดันให้ทุกคนกล้าคิด กล้าทำ และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ได้