วิชาอ่าน    วิชาคิด     วิชาทำ

 

 

         ดิฉันเคยคุย (อันที่จริงต้องใช้คำว่าโต้วาที) กับพ่อ  เรื่องการเรียนการสอนในระดับการศึกษาพื้นฐาน    หลังจากถกปัญหากันจนกับข้าวหมดโต๊ะแล้ว    พ่อก็สรุปแนวคิดของพ่อให้ฟังว่าในระดับโรงเรียนประถม กับมัธยมนั้น  น่าจะลองทำดังนี้

          คือ  แยกวิชาที่เด็กจะต้องเรียนออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่วิชาอ่าน วิชาคิด และ วิชาทำ

         ประการแรก  วิชาอ่าน  จัดกระบวนการหรือจัดตารางให้เด็กได้อ่านจริงๆ      ควรมีหนังสือให้เด็กอ่านทุกเรื่อง วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์  สังคมทุกแขนง มนุษย์ศาสตร์ทุกแขนง (ทั้งนี้   คงต้องเรียบเรียงใหม่ให้อ่านง่ายกว่าเดิม) เป็นต้น

         ดังนั้น   หนังสือแบบเรียนทุกเล่ม นำมาให้นักเรียนอ่านได้หมด  จะจัดกิจกรรมการโน้มน้าวใจให้อ่านอย่างไรก็แล้วแต่ ให้เด็กอ่านเหมือนอ่านหนังสือการ์ตูน    อย่าอ่านแบบที่ครูให้ยืนขึ้นอ่านทีละคน (คือพ่อคงหมายความว่าน่าจะหาวิธีเขียนและนำเสนอ  โดยสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากอ่านเพื่อรู้จริงๆ  ส่วนดิฉันนึกไปถึงหนังสือที่ออกแบบให้น่าอ่าน   หรือสารานุกรมนะคะ  )  

         ทั้งนี้  ในเบื้องต้น    ครูต้องแยกแยะความแตกต่างให้ดี และต้องยอมรับเด็กว่า เขาจะอ่านของเขาอย่างไรก็ต้องยอม โดยไม่ไปซักไซ้ไล่เลียงว่าอ่านแล้วรู้อะไรบ้าง เรื่องนี้ไว้ว่ากันทีหลัง

         แต่ขอให้โน้มน้าว จูงใจ  ให้อ่านอย่างเต็มใจก่อน  เพื่อให้เขามีถ้อยคำภาษาของศาสตร์ชุดนั้นๆไว้เป็นฐานความรู้   มีคลังคำ  และคลังความหมายอยู่ในสมองเยอะๆ  สักวันหนึ่งเมื่อเรียน    เขาจะนำฐานคำและความหมายเหล่านี้มาเชื่อมโยงต่อกันได้เร็วขึ้น  ตามทฤษฎีที่ว่า คนเราจะรู้และคิดได้เท่ากับภาษาและสัญลักษณ์ที่เรามี

         อันนี้พี่ชายดิฉัน(ลูกพี่ลูกน้องที่เป็นครูเหมือนกัน) เขาก็เอาไปทำในโรงเรียน    โดยประชุมผู้ปกครองชั้นปี  (การออกแบบการสื่อสารและการโน้มน้าวใจ)   ตกลงกันว่าลูกของท่านจะเรียนดีขี้นแน่นอน  ถ้าท่านเปลี่ยนพฤติกรรมที่บ้าน  จากไม่อ่านอะไรเลย  เป็น  อ่านอะไรมั่ง  เช่น จากไม่เคยรับหนังสือพิมพ์  ก็รับมาอ่านเป็นต้น เพราะเด็กต้องเห็นตัวอย่างที่ดีทั้งสองทาง  ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

         จากนั้น ที่โรงเรียน ก็จะจัดเวลาทุกเช้าก่อนเข้าเรียน  ให้เด็กอ่านอะไรก็ได้  เอาที่เขาชอบ   (สารที่ไม่เป็นพิษภัย)  อ่านแล้วคุยกัน  แล้วจึงค่อยเรียนในวิชา   ทำเช่นนี้เป็นเทอม  แล้วผลสำรวจออกมา  พฤติกรรมการอ่านของเด็กชั้นปีนั้นปรับไปในทางที่ดีขึ้น

  
         วิธีนี้ดิฉันได้ยินว่ามีมานานแล้ว  ไม่ใช่วิธีใหม่  ขึ้นอยู่กับโรงเรียนจะเห็นความสำคัญและทำให้เป็นองค์รวม  และเพียรทำให้เห็นผลในภาพรวมหรือไม่

         ประการที่สอง   วิชาคิด มีสองวิชา คือ ภาษาไทย และคณิตศาสตร์    

         ภาษาไทย ต้องสอนหลักวิชาภาษาไทยให้เด็กสามารถอ่านหนังสือออก อ่านให้แตกฉาน เขียนถูกต้อง ออกเสียงชัดเจน รู้จักจับใจความ  จับประเด็น  และสรุปย่อ ขยายได้ 

         ประเด็นปัญหาสำคัญที่ผู้สอนระดับอุดมศึกษาพบอยู่ในตอนนี้  คือเด็กจำนวนหนึ่งที่ผ่านเข้าระบบ   มีปัญหาการอ่านและการเขียนค่อนข้างมาก  อาจเป็นเพราะการเรียนเฉพาะแบบรู้จักคำเป็นคำๆ  แต่ไม่ได้ผันอักษรจนชำนาญ  

         ดิฉันลองอธิบายที่มาที่ไปตามความเข้าใจของดิฉันนี้นะคะ

         ภาษาไทย  เป็นภาษาคำโดด    (=ภาษาที่ไม่เปลี่ยนรูปคำ)  คำภาษาไทย  มีลำดับกลไกพื้นฐานการสร้างคำเป็นขั้นตอน 
         “คำ”    ในภาษาไทย เกิดจากการการผสมพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์  เช่น
           ก ไก่   ตามด้วยสระ อา        ไม่มี วรรณยุกต์  อ่านออกเสียงว่า   กา
          ก ไก่     ตามด้วยสระ อา        ใส่วรรณยุกต์เอกบนตัว    ก  ไก่    อ่านออกเสียงว่า   ก่า
         ก ไก่     ตามด้วยสระ อา        ใส่วรรณยุกต์โทบนตัว    ก  ไก่    อ่านออกเสียงว่า   ก้า

         เสียงคำไทย  จะผันไปตามเสียงพยัญชนะและวรรณยุกต์   วิธีฝึกที่ตรงกับโครงสร้างพื้นบานในการประกอบสร้างคำที่สุด   คือวิธีฝึกแบบ แจกลูก ผันอักษร

        เด็กๆจะอ่านหนังสือแตกฉานได้   ที่สำคัญที่สุดต้องให้เริ่มต้นด้วยการเรียนภาษาไทยแบบผันอักษร  ไล่ลำดับไปจนเด็กชินกับคำและเสียงที่ผัน  เช่น  กา  ก่า ก้า ก๊า  ก๋า  เป็นต้น    เพราะคำจะคงรูปอยู่เช่นนี้ 

        ลักษณะการสร้างคำแบบข้างต้น เป็นทักษะกลไกจำเพาะแบบไทย   หากฝึกให้ถูกวิธี จะทำให้เด็กๆอ่านคำได้ตามเสียงพยัญชนะ  สระ  วรรณยุกต์  ที่กำกับคำ  

        เมื่อครูสอนให้ผันอักษร  และแจกลูก   การจะอ่านคำใดๆก็ตาม  จะง่ายขึ้นเพราะรู้ว่าเอาอะไรมาวางหน้ากลางหลังบนล่าง  แล้วจะอ่านออกเสียงอย่างไร  เสียงก็จะคงที่อย่างนั้น   ถ้าเปลี่ยนเสียงก็อธิบายได้โดยระบบภาษาอีก     ไม่มีการเพิ่มหน้า กลาง หลัง   ของคำนั้นๆ  แบบภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย    เช่น ไม่เปลี่ยนรูปคำตามกาลแบบภาษาอังกฤษ

        หากเด็กได้ฝึกไปตามขั้นตอน   ด้วยความใส่ใจของครู  ก็จะทำให้จับทางการอ่านออกเสียง ทั้งในใจและนอกใจได้อย่างแม่นยำ  คงเหมือนท่องสูตรคูณกระมังคะ     เราจะจำได้เป็นอัตโนมัติโดยไม่ต้องคำนวณ

         หากเด็กๆหัดผันจนเป็นอัตโนมัติ  เขาเห็นที่ต่างไป  เขาก็จะอ่านออก  เพราะมีหลักคิดและมีความชำนาญจากประสบการณ์ที่ฝึกผันคำมา 

         คำว่า     บ ใบไม้     นำหน้า  สระอา      ต่อด้วย น  หนู      บอ  สระอา   นอ   อ่านว่า  บาน       เด็กเจอที่ไหนก็ต้องอ่านว่า   บาน  โดยไม่เปลี่ยนเสียงและไม่เปลี่ยนรูปคำ  คำนี้   ถ้าเติมวรรณยุกต์โท  ก็อ่านว่า บ้าน  เด็กเจอคำนี้ที่ไหนก็ต้องอ่านว่า บ้าน  เหมือนกัน

         ปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ตอนนี้  อยู่ที่การให้เด็กๆเริ่มต้นเรียนภาษาไทยเป็นคำ ๆ     โดยไม่ไล่มาตั้งแต่การแจกลูก  ผันอักษรเบื้องต้น     ซึ่งเป็นการฝืนระบบตั้งแต่โครงสร้าง การประกอบสร้างคำไทย        และจะส่งผลถึงการสร้างคำใหม่ อันจะส่งผลถึงความแตกฉานทางภาษา คือการอ่านออก-เขียนได้  ( literacy)      การรับรู้ความหมาย  การเพิ่มคำ  เพิ่มความหมาย 

         ช่วงหลัง ทักษะภาษาไทยของเด็กเกิดเสียหายไปส่วนหนึ่ง   เพราะการสอนโดยเอาคำเป็นตัวตั้ง  และสอนทีละคำ   อันตรายที่เกิดขึ้นก็คือ  เขาเห็นเพียงคำหนึ่งคำ    เห็นเป็นคำๆ  และอ่านเฉพาะคำนั้นเป็นคำๆไป  แต่เขาขาดการมอง  กลไกของกระบวนการสร้างคำ แบบเชื่อมโยง   

         เขาจะมองคำว่า บ้าน  โดยตัดตอนเอาแค่องค์ประกอบเฉพาะหน้า   คือเห็น  บ  ใบไม้ สระอา  น  หนู  ไม้โท   อ่านว่า บ้าน  แต่อาจไม่ได้เห็นตั้งแต่  บา บ่า บ้า  บ๊า  บ๋า  จนถึง      บาน บ่าน  บ้าน  บ๊าน  บ๋าน  

          คือมองไม่เห็นโครงสร้าง   ไม่เห็นที่มาที่ไป   ไต่บันไดไม่ได้   แตกคำ  หรือ สร้างคำได้ช้า    หรืออาจกล่าวได้ว่า ขาดหลักคิด  เพราะเรียนรู้โครงสร้างมาผิดก็คงได้

          เขาต้อง จำ  เอาทีละคำ  แทนที่จะ ผัน เอาได้ทีละหลายๆคำ   และเขาจะเกิดปัญหาในการเทียบเสียงวรรณยุกต์อันเป็นอัจฉริยะลักษณะของภาษาไทย   เขาเห็นคำว่า  กา   เขาเข้าใจ  อ่านได้   เฉพาะคำนั้น  แต่การเชื่อมอัตโนมัติตั้งแต่ กา  ไปถึง  ก๋า   จะขาดไป   ถ้ามีคำยากกว่านี้  เขาจะต้องออกแรงจำเป็นสองเท่า   เพราะขาดบันไดเชื่อม

          ดิฉันขออภัย  หากอธิบายได้ไม่ชัดเจนนัก  เพราะไม่ได้สอนเด็กเล็กๆมานาน  นึกกระบวนการไม่ค่อยออก     เลยขออนุญาตนำเสนอพอเป็นพื้นฐานเท่านี้ก่อนนะคะ 

          วิชาคณิตศาสตร์  สำหรับเด็กเล็กต้องสอนให้น้อยที่สุด   แต่ฝึกให้รู้จักจำนวนนับ   เรียกว่าเลขคณิตคิดโดยวิธีนับ (แต่ไม่ใช่จินตคณิต)    แบบเห็นปุ๊บบอกจำนวนได้ปั๊บเป็นอัตโนมัติ ตั้งแต่   ศูนย์  ถึง  เก้า  ( 0-9 )

          คือให้มองเลข ศูนย์  ถึง  เก้า   เป็นภาษา  เป็นคำๆไป     
          เหมือนกับมองคำว่า ศูนย์    เป็นหนึ่งคำ 
          มองคำว่า     สาม  เป็นคำหนึ่งคำ   

          สาม  คือสาม   สาม  ไม่ใช่  สี่   และไม่ใช่  ห้า  อะไรทำนองนี้นะคะ   
          สาม    ไม่ใช่  2+1=3 ไม่ใช่   3+0=3  ไม่ต้องแยกธาตุ  ไม่ต้องคำนวณ  

          แต่เมื่อเห็นของสามชิ้น   จะนึกถึงคำว่า  สาม  โดยอัตโนมัติ   บอกได้ทันทีว่า สาม   โดยไม่ต้องใช้นิ้วมือนับใต้โต๊ะ ว่า 1...2.... 3  เป็นอันขาด   ไม่ต้องเอา 1  มาบวกกัน  3   ครั้ง 

          เหมือนเราเห็นแมว  แล้วบอกได้ทันทีว่านี่คือแมว   เป็น concept  จำเพาะไปเลย

         พ่อฝึกหลานๆ โดยใช้วิธีฝึกแบบ เลขคณิตคิดโดยวิธีนับ  
ใช้วิธีเอาลูกหินมาให้หลานดู  แล้วบอกหลานว่า เห็นลูกหินที่วางกองอยู่ปุ๊บ  ให้บอกได้เลยว่ามีกี่ลูก  ไม่ต้องนับนิ้ว    ไม่ต้องนับให้ดูทีละลูก   แต่ให้บอกออกมาเลยว่ากี่ลูก

         (อันนี้ดิฉันแย้งพ่อว่า  กระบวนการก่อนที่จะไปถึงจุดที่บอกได้ทันทีนั้น   อย่างไรเสียหลานก็ต้องนับเลข 1 2 3 4  เรียงไป  และแต่ละครั้งที่นับ  มันคือการเพิ่มปริมาณ  ดังนั้นมันคือการบวกเพิ่มทีละ 1  ไม่ใช่เห็น 3  อัน  แล้วบอกทันทีว่า  สาม   ยังไงๆหลานก็ต้องนับแล้วบวกเพิ่มไป   แต่พ่อบอกว่า เป็นการนับแบบจับคู่ รูปธรรมกับนามธรรม  แต่ดิฉันก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี   …….  คืองี้นะคะ  นึกแล้วก็ขำ  พ่อสอนเลข  กับลูกสาวตกเลข   มานั่งเถียงกัน  เพื่อจะหาวิธีไปสอนให้หลานๆเก่งเลข   : )     .....)

         อย่างไรก็ตาม   หลังจากฝึกไปสี่ห้าครั้ง   หลานๆที่อยู่ ป.4  ก็บอกได้ทันที  และบวกเลขเร็วกว่าดิฉันสี่สิบเท่า  (คือดิฉันบวกได้ไม่เกินหลักสิบ)   และสามารถคิดเลขเศษส่วนหลักพัน หลักหมื่นบวกลบในใจได้ทันที 

         การบวก ก็จะมีความหมายว่า  เท่านี้  กับอีก เท่านี้ เป็น เท่านี้    ทำให้คิดได้เป็นอัตโนมัติ

         หากฝึกได้อย่างนี้ เด็กจะสามารถคำนวณ(พื้นฐาน)ได้อย่างรวดเร็ว  เพราะมีคำ(ภาษาเลขคณิตพื้นฐาน)   9    ตัว   คิดได้เป็นอัตโนมัติ 
         ข้อได้เปรียบของการใช้เลขเดี่ยวตัวหน้า เก้าตัว  เป็นฐานคิดในการนับนี้ทำให้เด็กที่เข้าใจวิธีการ  สามารถ “คิด” คณิตศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว 

          พ่อบอกว่านี่เป็นข้อได้เปรียบสำหรับเด็กไทยที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่    ในการเรียนคณิตศาสตร์    เพราะคำภาษาไทยเอื้อให้เรานับได้เกือบครบจำนวน  เนื่องจากเรามีเลขเดี่ยวตั้งแต่ หนึ่ง  ถึง  เก้า   แล้วจากนั้นก็นับไปทีละ หนึ่งกลุ่มสิบ  

          ตัวอย่างเลขเดี่ยว  ต่อด้วยคำว่า สิบ   เช่น  สามสิบ  ห้าสิบ   เก้าสิบ  
          เลขเดี่ยวตัวหน้า  ใช้ concept เดิม  คือเป็น คำว่า........  เช่น     คำว่า สาม   คำว่า  ห้า   คำว่า   เก้า     (เป็นภาษา  โดยไม่ต้องคำนวณอะไรในใจอีกแล้ว)  

         เลขสิบตัวหลัง คือหลักสิบ  กี่กลุ่มสิบก็ว่าไป  

         ถ้าเป็นหลักร้อย หลักพัน    โดยภาษาไทยก็เอื้อให้อีก    เช่น   สามร้อย   ห้าร้อย  เจ็ดพัน  เก้าพัน  เป็นต้น   ภาษาที่ระบุเลขหลักชัด  เรียกแบบเรียงพยางค์ ใช้คำตรงตามจำนวน อย่างนี้  เอื้อให้เราเห็นหลักตัวเลขโดยไม่ต้องแปลอีก   ยกเว้นบางคำเช่น  หนึ่งหมื่น     หนึ่งแสน   เราต้องแปลคำว่าหมื่นกับคำว่า  แสน   ก่อน  เป็นต้น     

         จากนั้น ป.โตๆ  ก็สอน การเขียนตัวเลขฐานสิบ(ทศนิยม)     การเขียนเศษส่วน บวกจำนวนนับ(มีหนึ่งร้อยคู่) ลบ(มีหกสิบสี่คู่) ,การคูณ(สูตรคูณ) ,การหาร ,จำนวนเต็ม จำนวนตรรกยะ เท่านี้พอแล้วในเบื้องต้น

          อย่างไรก็ตาม ...เนื่องจากนี่เป็นแนวคิดของพ่อ  ดิฉันก็เขียนไปตามที่พ่อเล่าและปรับตามความเข้าใจของดิฉันนะคะ 

          ขอรับรองว่าหลานน้อยๆของดิฉันทุกคนที่ฝึกเช่นนี้   คิดเลขได้อย่างรวดเร็วจริงๆ  และขณะเดียวกัน ก็ขอรับรองว่าดิฉันไม่สามารถทำอย่างหลานๆได้  แค่นั่งเถียงกับพ่อดิฉันก็เวียนหัวแทบแย่อยู่แล้ว    ดิฉันเถียงในแง่การใช้ภาษาอธิบายให้คนไม่รู้เรื่อง สามารถเข้าใจได้นะคะ

         ประการที่สาม   วิชาทำ ได้แก่วิชาการขุดดิน การปลูกผัก การหุงหาอาหาร งานไม้ การเย็บผ้า วิทยาศาสตร์ต่างๆ  เพราะเด็กชอบทดลองอยู่แล้ว      การปฎิบัติศาสนกิจ การดูแลสุขภาพตนเองและผู้อื่น  ฯลฯ  วิชาเหล่านี้ สอดคล้องกับวิถีชีวิต  และสามารถบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสอนเด็กได้ด้วย


          หากทำได้ดังนี้  เด็กน่าจะมีโอกาสฝึกบูรณาการความรู้ครบวงจร  เป็นการปูพื้นฐานทางภาษา(ความรู้ -วิชาอ่าน-วิชาคิด) ที่เป็นกระบวนการเนื่องกันกับวิถีชีวิต (วิชาทำ)

          วิชาอ่าน  วิชาคิด วิชาทำ  ตามแนวคิดของพ่อนี้    พี่ชายดิฉันซึ่งเป็นผู้ช่วยของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ก็นำแนวคิดไปปรับใช้  และได้ผลในระดับหนึ่ง  แต่จู่ๆพี่ก็ได้ย้ายเพื่อเลื่อนตำแหน่ง  ก็เลยไม่ทราบว่าตอนนี้จะได้ไปทำที่โรงเรียนใหม่หรือไม่  ดิฉันก็รอถามข่าวอยู่ค่ะ

 

 

 

 ..........................................................................................................

หมายเหตุ 

         ดิฉันเข้าไปโพสต์เรื่องนี้ต่อท้ายบันทึก    เด็กไทย อ่าน เขียน เป็นไหม?   ของคุณแว้บ อย่างยืดยาว จนอายเจ้าของบันทึก  แต่ไหนๆก็ไหนๆ เขียนอย่างตั้งใจไปแล้ว เลยโพสต์        แนวคิดของคุณแว้บน่าสนใจหลายเรื่อง  และเขียนดีอีกต่างหาก  แต่ดิฉันก็ออกจะเกรงใจ  จึงยั้งๆมือไว้....
        ....เอ่อ....ขนาดยั้งมือไว้      ยังยาวเกือบสองเท่าของเจ้าของบล็อกจนได้อะค่ะ   : )