ต้องของบอกกันตรง ๆ เลยว่าชีวิตนี้ไม่เคยคาดหวังไว้จริง ๆ จัง ๆ ว่าจะมาทำงานด้านพัฒนาได้ ผมคิดว่าคนที่เป็นวัยรุ่นในยุคของการเติบโตของเศรษฐกิจคงอยากจะทำอะไรที่ได้เงินเยอะ ๆ เร็ว ๆ มีหน้าตาทางสังคมไว ๆ เป็นแน่ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยากทำให้ได้อย่างนั้นเหมือนกัน แต่ปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ทำให้ผมจัดการชีวิตของตัวเองให้ไปทางนั้นไม่ไหว คงไม่ใช่อุดมการณ์อันสูงส่งที่อยากจะทำงานเพื่อชุมชนอะไรทำนองนั้นหรอก แต่ด้วยคิดว่าความท้าทายที่อยากจะเรียนรู้สังคมให้ทะลุ ไม่ว่าสังคมนั้นจะมีลักษณะเป็นเมือง กึ่งเมือง หรือชนบท หรือลักษณะอื่น ๆ ที่เรายังไม่ได้นิยามไว้
ผมคิดว่าภายใต้สังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่นี้มีอะไรเป็นวาระซ่อนเร้นอยู่มากมาย ทำอย่างไรที่เราจะค้นหาสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาประดับไว้เป็นความรู้เพื่อที่เราจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้พร้อมทั้งจะได้ประกาศให้สังคมได้รับรู้กันต่อไป
ชีวิตเราก็จับพลัดจับผลูมาทำงานคล้ายๆ นาย อุดมการณ์ไม่สูงแต่พอใจในภาระหน้าที่ที่ทำอยู่ทุกวัน เหนื่อยทุกวัน แต่ก็พบความสุขเจือปนอยู่เสมอ--แปลกนะ
บางทีการปลีกวิเวกตัวเองจากกระแสหนึ่ง แล้วกระโจนสู่อีกกระแสหนึ่ง ซึ่งเราเองก็กลัวว่าสักวันหนึ่งมันจะนำพาเราไปสู่จุดแห่งพันธนาการ ดิ้นไม่ได้ หลุดไม่พ้น??? ณ ตอนนั้นเราจะทำอย่างไรดีนะ นายเคยคิดถึงเรื่องนี้บ้างไหม ช่วยแนะนำหน่อยดิ...
เราคิดว่าถ้ามองว่าเป็นการย้ายจากกระแสหนึ่งสู่อีกกระแสหนึ่ง เหมือนกับเรานึกไว้ในใจแล้วหละการทำงานพัฒนาชุมชนเป็นคู่ตรงข้ามกับเศรษฐกิจกระแสหลัก ซึ่งเราคิดว่ามี 2 ส่วนให้คิดนะ
ส่วนแรก คือ ชุมชนที่เราเข้าไปเรียนรู้ จากที่ได้สัมผัสกับชุมชนมานะ... ในชุมชนไม่ได้มีการแยกขั้วอย่างชัดเจนเช่นนั้น... ในชุมชนยังมีการเลื่อนไหลอยู่ระหว่างการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ คือแม้จะค้าขายกันบ้างแต่ไม่ได้มุ่งหากำไรกันเป็นล่ำเป็นสัน บางพื้นที่ทำในรูปของการสหกรณ์ร้านค้าชุมชน จัดการโดยชุมชนขายในราคาถูกกว่าร้านค้าทั่วไปนิดหน่อย สิ้นปีนำกำไรมาจัดเป็นระบบสวัสดิการชุมชน บางส่วนก็แบ่งให้กับคนทำงานเป็นกำลังใจ สิ่งสำคัญคือต้องถามกลับว่าเราเรียนรู้อะไรจากตรงนั้นต่างหาก
ส่วนหลัง คือ ตัวเรา ในฐานะคนเข้าไปเรียนรู้ ส่วนนี้สำคัญ จะต้องแน่วแน่ หนักแน่น กัดไม่ปล่อย ในเป้าหมายที่เราคาดหมายว่าจะทำในอนาคต ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในสายงานพัฒนาชุมชนต่อไปหรือไม่ อยู่ที่เป้าหมายของเราเอง
หลายคนหวังว่าจะเป็นนักวิจัย หลายคนหวังเป็นนักวิชาการ (ในมหาวิทยาลัย) หลายคนได้ความรู้และบทเรียนจากชุมชนนำไปพัฒนาธุรกิจของตัวเองได้
เราก็เหมือนกันเคยสับสนมาช่วงหนึ่งกับการทำงาน แต่ต้องตั้งสติให้มั่น แน่วแน่ในความคิด กัดไม่ปล่อยกับเป้าหมายที่อยากให้ไปให้ถึง ได้เท่านี้แล้วก็คงลดความกังวลกับพันธนาการที่จะมาติดพัน
ที่เหลือก็คือเราจะทำงานพัฒนาอย่างไรให้สนุก.....อันนี้สิที่น่าคิดมากกว่าอีก.....................
ขอบคุณและตื่นเต้นมากที่ได้รับคำตอบรวดเร็วทันใจ สำหรับความรู้เกี่ยวกับงานที่นายทำ นายคงมีเป้าหมายในตำแหน่งทางวิชาการ?? ที่แน่นอนแล้วสินะครับ? ดีใจด้วยจัง
เรายังไม่มีหลักตอเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย--เศร้าอ่ะ นายกับเราต่างกันลิบลับเลย ความสุขของนายดูเหมือนจะอยู่กับภาระกิจ เพื่อชุมชนมากกว่าตัวเอง อะไรทำนองนั้นหรือเปล่า ส่วนเรา--ไม่รู้สิ เราคิดว่างานที่เราอยากทำมันต้องมีส่วนช่วนในตอบคำถามอะไรที่เราสงสัยในหลายต่อหลายวาระที่ผลุบๆ โผล่ในตัวเรา หรือไม่ก็ช่วยผ่อนคลายให้ชีวิตเราได้เกิดภาวะเบาหวิว แทนที่จะกลับกลายเป็นแอก หรือโซ่ตรวน หรือพันธนาการ หรือไม่ก็หัวโขน ฯลฯ ที่เขาว่าๆ กัน--นายมีมุมมองเรื่องนี้อย่างไรเหรอ หรือว่าแยกออกจากกันระหว่างส่วนตัวกับงาน หรือว่าจัดความสัมพันธ์แบบนำพา--แบบถ้าหน้าที่การงานดีแล้วทุกอย่างจะดีเอง? เพราะอย่างที่บอกไปตอนแรกว่าเราไม่ได้มีอุดมการณ์เพื่อชุมชน กลัวกับการเป็นฮีโร่ ขยาดกับภาวะผู้นำกับภาระอันหนักอึ้ง และรู้หวั่นไหวกับการต้องอยู่ในสังคมแบบมีสปอร์ตไลต์คอยส่องสอดสว่างอยู่ตลอดเวลา--นายคิดว่าคุณสมบัติแบบเราเนี่ยจะไปไหวไหมกับงานอย่างนี้อ่ะ?? นายจะคิดต่อเรื่องเหล่านี้อย่างไรนะ????
สวัสดีคะ
อ่านแล้วทึ่งกับอุดมคติของทั้ง 2 ท่าน
ในทางกลับกัน เมื่อใดที่คุณตื่นเช้าขึ้นมาแล้วคุณรู้สึกว่า “คุณไม่อยากไปทำงานแล้ว” นั้นแหละมันถึงเวลาแล้ว หรือหาทางเลือก แต่ถ้าไม่มีทางเลือก “ก็ต้องทน” “ทน” ทำในสิ่งที่มีให้ดีที่สุด
ผมเองก็มีชีวิตที่ไม่ปกติ เหมือน คนทั่วไปในทางปฏิบัติ บางเวลาก็เศร้ากับชีวิต บางเวลาก็มัน บางเวลาก็เครียด บางเวลาก็หวานชื่น นี้แหละ “รสชาติของชีวิต คับ…”
ขอบคุณคุณ Dum มากๆ สำหรับข้อคิดนะครับ ดีใจจังที่มีพันธมิตรเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ คิดว่านาย "สวน" คงใจดีให้ใช้พื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนนะครับ ^_^
ยินดีครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวนจะบอกต่อก็ดีนะครับ จะได้มีหลาย ๆ ความเห็น ผมคิดว่าความเห็นของคนเราจะแตกต่างกันตามประสบการณ์ที่ได้รับ ยิ่งได้หลาย ๆ ความเห็นเราจะได้เห็นภาพกว้างของสังคมมากขึ้นครับ (ตามประแส KM เขาหน่อยละกัน)
ขอบคุณครับ แต่ถ้าว่างๆ รบกวนแสดงความเห็นต่อประเด็นที่ตกค้างข้างบนของผมด้วยนะครับ อิๆ
มาแลกเปลี่ยนแน่นอนครับ
เจ้าของบล็อกหายไปไหนครับ สงสัยคงยุ่งสินะครับช่วงนี้
สวัสดีนาสวน
สบายดีหรือปล่าว ทำงานต่อไปนะพี่เป็นกำลังใจให้
อ้อแล้วเจอกันต้นเดือนนะ
nok
ขอบคุณครับพี่นกที่อุตสาห์มาเยี่ยมเยียนกันในบล็อก ยังไงค่อยเจอกันนะครับ
อยู่บริษัทกรีนเอริทธ์ค่ะ ทำเกี่ยวกับสินค้าชีวิตประจำวันในรูปแบบสหกรณ์ มีการคืนเงินใหชมาชิกทุกอาทิตย์โดยการโอนเงินเข้าบัญชี เป็นการพัฒนาอีกรูปแบบหนึ่ง อยากรบกวนให้ท่านช่วยขยายงาน ไปตามชุมชนต่างๆ
ขอบแสดงความนับถือ
ขนิษฐา จันทร์ศรี