เคยตั้งข้อสังเกตไว้ในบันทึกฉบับเก่าๆว่า เสียงในภาษาบาลีเป็นเสียงสั้นไม่กี่เสียง ลักษณะการสะกดก็คล้ายภาษาญี่ปุ่น นอกจากนี้ บทสวดในภาษาบาลี ก็มีลีลาคล้ายบทกวีโฮกุของญี่ปุ่น
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ระหว่างรอพบพระอาจารย์สุวรรณที่วัดป่ายาง เราเลยถือโอกาสหยิบหนังสือสวดมนต์ของสวนโมกข์มานั่งอ่าน เห็นว่ามีการแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทยแบบประโยคต่อประโยค เหมาะแก่การเรียนรู้ให้เข้าใจเนื้อหาของบทสวด ในโอกาสนี้ก็เลยนั่งพิจารณาหลักไวยกรณ์ภาษาบาลีว่าจะคล้ายภาษาญี่ปุ่นไหม สิ่งที่พบก็คือ คล้ายกันอีก</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รูปประโยคของภาษาญี่ปุ่น จะเป็น ประธาน+กรรม+กิริยา ซึ่งเป็นรูปประโยคที่แปลกจากภาษาอื่นๆ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> ในบทสวดที่ขึ้นต้นด้วย อะระหังสัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา</p><p>….…..พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ อภิวาทพระพุทธ</p><p>…..ธัมมัง นะมะสามิ นมัสการพระธรรม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">……สังฆัง นะมามิ นอบน้อมพระสงฆ์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> รูปประโยคคือ กรรม+ กิริยา ชัดๆ เหมือนภาษาญี่ปุ่น.. </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากนี้ยังมีการผันเสียงท้ายคำ เช่น … พุทธะ พุทธัง พุทโธ (ไม่รู้ว่ามีหลักการผันอย่างไร) ซึ่งภาษาญี่ปุ่นก็มีการผันเสียง หรือใช้ตัวช่วยเสียงต่างๆ เพื่อบอกหน้าที่ของคำ…</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">น่าตื่นเต้นพอๆกับไม่น่าแปลกใจ … ศาสนาพุทธมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นแนบแน่นมากจนแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่เหมือนไทยที่มีวัฒนธรรมผสมของพุทธปนพราหมณ์ ปน…</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถึงตรงนี้แล้วทำให้นึกถึงเมืองเกียวโตที่ไปอยู่มานาน นึกถึงวัดบนเขาที่ชอบขึ้นไปนั่งอยู่คนเดียวเวลามีเรื่องไม่สบายใจ หรือไม่ก็ขึ้นไปนั่งอ่านหนังสือเวลาต้องการความสงบ เป็นวัดเล็กๆสร้างด้วยไม้สีน้ำตาลเข้มซ่อนตัวอยู่ในป่าบนเนินเขาที่สงบเงียบ ถ้าเป็นคืนวันเพ็ญก็จะเห็นพระจันทร์ดวงโตกระจ่างตา เป็นความสงบที่เยือกเย็น แต่ก็ทำให้จิตใจอบอุ่นได้ เหมือนมีธรรมชาติเป็นเพื่อนที่พร้อมจะรับรู้สุขทุกข์ที่อยู่ในใจ….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>
ครูนงมีคนถือกระเป๋าให้หรือยังครับ
ครูนงคะ
ตัวอย่างภาษาญี่ปุ่นนะคะ
"วะตะชิ วะ ทะอิจิน เดสุ"
วะตะชิ = ผม (ประธาน)
ทะอิ จิน = คนไทย (กรรม)
เดสุ = คือ (กิริยา)
ตัวอย่างภาษาบาลี
"ธัมมัง นะมะสามิ"
ธัมมัง = พระธรรม (กรรม)
นะมะสามิ = นมัสการ (กิริยา)
แทนที่จะพูดว่า "นะมะสามิ ธัมมัง" คือ นมัสการ พระธรรม แบบไวยกรณ์ไทย
แต่นี่เป็นข้อสังเกตนะคะ ยังไม่เคยเรียนภาษาบาลีค่ะ
ขอให้สนุกกับญี่ปุ่นแล้วอย่าลืมกลับมาเล่าให้ฟังทางบล็อกนะคะ
ปล.ระหว่างนี้ ครูนงอยากรู้อะไรเรื่องญี่ปุ่น ยินดีให้คำปรึกษาค่ะ :)
ใช่จริงๆด้วยค่ะ
วะกะริมะชิตะ!
ไม่เคยสังเกตมาก่อนเลย ขอบคุณมากค่ะ
(รักเกียวโตมากๆเลยค่ะ ตอนนี้น้องก็ยังอยู่ที่นั่น วัดที่อ.ชอบชื่ออะไรค่ะ?)
มีหลายวัดที่ชอบค่ะ ที่จริงคือชอบความสงบและความกลมกลืนกับธรรมชาติ ที่ไปบ่อยๆเป็น shrine ใกล้ๆมหาวิทยาลัย คือ Yoshida Jinja ค่ะ
พี่ตุ้มไปญี่ปุ่นหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยไปเมืองเกียวโตเลยค่ะ หากมีโอกาสพวกเราน่าจะจัด "วงเรียนรู้" เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางธรรมกันผ่านการเยี่ยมชมวัดวาอาราม และศึกษาวัตรปฏิบัติของศาสนสถานกันดูบ้างนะคะ อ.ปัทคงต้องช่วยเป็น "มัคคุเทศน์กิตติมศักดิ์ " พาชม "วัด" ที่เกียวโตในวันนึงข้างหน้านะคะ
สนใจมาเรียนภาษาบาลีด้วยกันไหมคะ เรียนรู้แล้วได้เข้าใจความหมายของคำต่าง ๆ ในภาษาไทยที่ชัดและลึกมากเลยค่ะ แต่ต้องใช้ความจำมากพอควรค่ะ แก่นความรู้ของพระพุทธศาสนาอยู่ในภาษาบาลีทั้งนั้นค่ะ
มีภาพมาฝากให้อ.คิดถึงเล่นค่ะ : ) <p>
</p><p>ภาพถ่ายโดย มุทริกา พฤกษาพงษ์ที่ mt. yoshida เกียวโต เมื่อ วันที่ 6 เม.ย. 2550 </p>
เคยไปญี่ปุ่นหลายครั้งมาก
shrine และวัด เล็กเล็กที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว
เป็นที่โปรดของ คนแปลกถิ่นคนไทยอย่างผม
ที่ไม่เคยได้พบบรรยากาศ เยือกเย็นเงียบสงบ
แต่อบอุ่นใจ
ในสถานที่ที่เรียกว่าวัดแบบเดียวกันในเมืองไทย
น่าอิจฉาคนญี่ปุ่นนะ
ใครเคยเจอในเมืองไทยที่มีบรรยากาศอย่างที่ว่าบอกผมด้วย
พี่ตุ้มคะ
ได้เลยค่ะ แต่ต้องไปกันน้อยๆคน เพราะไม่เช่นนั้นจะมีสิ่งหนึ่งที่เราจะไม่ได้เรียนรู้ หรือสัมผัสไม่ได้ คือ "ความสงบ" ซึ่งเป็นเส่ห์ที่สำคัญที่สุดของวัดญี่ปุ่น
"ความสงบ สะอาด สว่าง" ถ่ายทอดอธิบายไม่ได้ ต้องสัมผัสด้วยตนเองใช่ไหมคะ
คุณมัทนา..ขอบคุณมากค่ะสำหรับรูปถ่ายสวยๆ ทำให้คิดถึง "วันดีๆ" ค่ะ
คุณชินคะ
ของไทยคงมีวัดป่าหลายๆที่ แม้จะให้ความรู้สึกไม่เหมือนกับวัดที่ญี่ปุ่น แต่ก็มีความสงบพอสมควรค่ะ (จากประสบการณ์ของตัวเองไม่กี่ที่ค่ะ)
จริงๆ ชอบวัดพะโคะ ที่จังหวัดสงขลา และวัดที่อยุธยาค่ะ แต่ต้องไปตอนเย็นๆ ก่อนพระอาทิตย์ตก ตอนที่ไม่ค่อยมีผู้คน มีแม่น้ำ มีวัด มีนาข้าว เป็นความสงบที่ผสมผสานกับวิถีชีวิตเรียบง่ายค่ะ
พี่ตุ้มคะ
ลืมตอบเรื่องภาษาบาลี ...สนใจเรียนนะคะ แต่ตอนนี้อาจต้องหาหนังสืออ่านด้วยตัวเองไปก่อน (ถ้าเป็นไปได้) เพราะถ้าเรียนกับครูจะต้องจัดเวลาก่อนค่ะ
สวัสดีค่ะอ.ปัทมาวดี
มาพบกับบล๊อกของอาจารย์โดยบังเอิญค่ะ (เป็นน้องสาวของมัทนา.. คนข้างบน) ใหม่เป็นศิษย์เก่าที่ BE แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ลงเรียนกับอาจารย์เลยค่ะ ตอนนี้ตามรอยอาจารย์มาอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกียวโต อยู่มาจะ 4 ปีแล้ว แต่ว่าตอนนี้แปรพรรค ไปเรียนด้านบริหารฯแทน ถ้าอาจารย์มีโอกาสแวะมาที่นี่อีก อย่าลืมเรียกใช้ได้นะคะ :)
ไม่เคยสังเกตมาก่อนเหมือนกันว่าภาษาบาลีมีรูปประโยคเหมือนภาษาญี่ปุ่น น่าสนใจมากเลยค่ะ
ขอบคุณที่แวะเข้ามาทักทายนะคะ ดีใจค่ะ
เรียนหนักไหมคะ ใกล้จบรึยัง มีลูกศิษย์อีกคนชื่อคุณอดิศักดิ์ เรียนที่ ม.เกียวโตเหมือนกันค่ะ
ไม่ได้แวะไปเกียวโต 2-3 ปีแล้ว คิดถึงค่ะ หวังว่ายังเป็นเมืองน่าอยู่เหมือนเดิม ถ้ามีโอกาสจะแวะไปเยี่ยมค่ะ
รักษาสุขภาพนะคะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ ใหม่ก็รู้จักกับอดิศักดิ์ค่ะ มารู้จักกันที่นี่ อยู่คณะเดียวกันแต่ว่าคนละแผนกกัน เลยไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่
เกียวโตยังคงน่าอยู่ค่ะ ไม่ค่อยเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ (คิดว่านะคะ) แต่ว่าเกียวไดนี่เปลี่ยนไปทุกๆปี มีตึกใหม่ขึ้นมาหลายตึก บางตึกก็ซ่อมแซมใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม อาจารย์หาโอกาสกลับมาเที่ยวสิคะ
รักษาสุขภาพเช่นกันค่ะ
สวัสดีค่ะ,
มาเจอบันทึกนี้อย่างบังเอิญจริง ๆ จาก Google Search ตัวเองเคยเรียนถึงธรรมศึกษาโท (เทียบกับทางพระภิกษุคือนักธรรมโท) ก่อนจะได้มีโอกาสเรียนภาษาญี่ปุ่น เลยแค่อยากจะบอกว่า เคยบอกคนที่รู้จักมาตลอดว่า โครงสร้างภาษาญี่ปุ่นเท่าที่รู้จักนั้น คล้ายบาลี พูดคล้าย ๆ กับคุณเจ้าของบันทึกนี้เลยค่ะ แต่ทางนี้ไปจากทางบาลี แต่ทางคุณไปจากทางญี่ปุ่น แหะ ๆ
อ้อ มีอีกนะคะ คำนามของญี่ปุ่นบางอัน ก็จะเพิ่ม particle ตัว มิ เข้าไปใช่ไหมคะ เช่น tanoshimi หรืออะไร มิ ๆ ทั้งหลาย ตามคำ adj-i ต่าง ๆ เพื่อทำให้เป็นนาม
ตัวเองก็เคยสังเกตเหมือนกันว่า บาลีก็มีค่ะ แต่อาจจะต่างความหมายกันเล็กน้อย เช่น มี อนุโมทนามิ หรือ อะไรที่ ลงท้าย "มิ ๆ " ทั้งหลาย ก็จะเป็นคำนามเหมือนกัน แต่เป็นการ "ใ้ห้ตัวเอง" แต่ถ้าเป็น "ตุ" หรือ ให้ผู้อื่น
ตัวอย่างเช่น สาธุ นิพพานะ ปัจจโย โหมิ
กับ สาธุ นิพพานะ ปัจจโย โหตุ
อะไรทำนองนี้น่ะค่ะ คิดว่านะคะ
หรือ การแผ่เมตตาให้กับตัวเอง อะหัง อเวโร โหมิ ก็เช่นกัน ค่ะ ก็ให้ตัวเอง ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร
ว่าแต่ว่า ขออนุญาตทักสองสาวที่มาคอมเม้นท์ในบล็อกนี้หน่อยนะคะ
อ. Matana และ หนู Mutarika พี่ว่าพี่ก็เคยบอกหนูนี่นา ว่าโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาบาลีเหมือนภาษาญี่ปุ่น ไหงลืมไปเสียแล้ว ฮิ ๆ
ที่เหมือนยิ่งไปกว่านี้ คือ มักจะแปลจากข้างหลังขึ้นมาข้างหน้าน่ะค่ะ
แต่บาลีจะมีเก๋กว่านั้นด้วยค่ะ คือแปลจากข้างหลังมาข้างหน้า ได้ความหมายอย่างหนึ่ง และถ้าแปลจากหน้าไปหลัง ก็จะได้อีกความหมายหนึ่ง
อิจฉาผู้ที่ได้อยู่เกียวโตเป็นเวลานาน ๆ มากค่ะ เพราะนั่นคือเมืองในฝัน ตอนนี้กำลังหาทางกลับไปวิจัยอีกสักครั้งในเร็ววัน คราวนี้อยากไปปักหลักเกียวโตแล้วค่ะ และถ้าเป็นไปได้ อยากไปปฏิบัติธรรมในวัดเซนอย่างเดียวล่ะทีนี้ ๓ เดือนรวด บนเขาได้ยิ่งดี (เรื่องมากไหมคะ จะไม่ได้ก็ตรงนี้แหละ)
สวัสดีค่ะ ขอโทษด้วยที่ยาวไปหน่อย,
เด็กวัดคนหนึ่ง
ป.ล. ส่วนตัวชอบวัด Ginkakuji หรือแอบตั้งชื่อเองว่า วัด "ไก่เงิน" ค่ะ สร้างโดยโชกุนที่เป็นหลานของคนที่สร้างวัด "ไก่ทอง" หรือ Kinkakuji ที่ใส่คำว่าไก่ลงไปนั้น เพราะบนหลังคาวัดไก่ทอง มีไก่อยู่ไงคะ แหะ ๆ เห็นชัดมาก เลยแถม ๆ ให้ไปงั้น ฟังดูเป็นไทย ๆ ดี
วัดไก่เงินต้องไปตอนฤดูใบไม้ร่วงค่ะ สวยเศร้า ๆ จับใจ ต้องไปเดินคนเดียวด้วยนะคะ อยู่ได้ทั้งวันเลย ร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าวัดก็อร่อยค่ะ คงจะเก่าแก่พอ ๆ กับวัดนั่นแหละ ตั้งแต่สมัยมูโรมาจิตอนปลาย คิดถึงจนอยากร้องไห้เลยนะนี่ (เป็นเอามากค่ะ อย่าได้เอ่ยถึงวัดไก่้เงินตอนฤดูใบไม้ร่วงเชียว คงจะเคยเกิดเป็นกระรอกอะไรอยู่แถวนั้นมาก่อนแน่ ๆ)
ขออนุญาตแสดงความเห็นด้วยคนครับ
ที่รู้สึกว่าภาษาบาลีคล้ายกับภาษาญี่ปุ่น ไม่น่าแปลกใจครับ ผมเองก็เคยคิดเช่นนั้น
แต่ว่าถ้าพิจารณาจริงๆถึงเรื่องความเกี่ยวโยง น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า
ต่อนะครับ
ลองเริ่มจากส่วนที่สองภาษานี้คล้ายกันก่อน
๑. การเรียงคำ โดยเอาคำขยายไว้ข้างหน้า
เช่น อาโอโมริ(เขียว+ป่า), คุโระอินุ(ดำ+หมา) -ญี่ปุ่น
นีลํ วนํ (เขียว+ป่า), กาโฬ สุนขฺโข(ดำ+หมา) -บาลี
เหมือนกันใช่ไหมครับ
แต่ว่าก็มีหลายภาษาในโลกนี้ที่เรียงคำเหมือนสองภาษาที่ว่ามา เช่น
อังกฤษ - Green forest, Black dog
จีน- ชิงหลิน, เฮยโก่ว
เกาหลี- โชหรกซุพ, คอมจองแก
และยังมี อิหร่าน, เยอรมัน, ฮินดี, สแปนิช, ฯลฯ
๒. การเรียงประโยค
สองภาษานี้มีไวยากรณ์ที่คล้ายกัน คือมีการเรียงแบบ ประธาน + กรรม + กริยา
(ขณะที่ภาษาไทย,จีน, อังกฤษ จะเรียงแบบ ประธาน + กริยา + กรรม)
เช่น
ญี่ปุ่น- วะตะชิ วะ โคฮัง โอ๊ะ ทะเบมะสึ
ฉัน+คำชี้+ข้าว+คำชี้+กิน = ฉันกินข้าว
บาลี- อหํ ยาคุํ ภุญเชมิ
ฉัน ข้าว กิน
นี่ก็เหมือนกันใช่ไหมครับ
แต่ว่าก็มีหลายภาษาในโลกนี้ ที่เรียงคำเหมือนสองภาษาที่ว่ามาอีกเช่นกันครับ
ได้แก่
เกาหลี- นานึน พะบึล ม็อกกอโย
พม่า- จะนอ ทะเม็งโก่ ซาเด่
ทิเบต, ฮินดี, อาหรับ เปอร์เซีย, อินเดียนแดง, ฮังกาเรียน, มองโกล, ตุรกี ฯลฯ
๓. เสียง,สำเนียงในภาษาบาลีเป็นเสียงสั้นไม่กี่เสียง ลักษณะการสะกดที่คล้ายภาษาญี่ปุ่น
เช่น ปูเชมิ, นโมตัสสะ, อิมานิ มันก็ฟังดูคล้ายๆกันใช่ไหมครับ
แต่เราต้องไม่ลืมว่าเสียงที่เราอ่านภาษาบาลีนี่ เป็นสำเนียงไทยครับ
โดยสำเนียงแบบบาลีดั้งเดิม จะมีเสียงพยัญชนะหลายตัวที่ไม่มีในภาษาไทย(และญี่ปุ่น)ครับ
เช่น
พยัญชนะวรรค ฏ ที่ต้องออกเสียงม้วนลิ้น(แบบแขกอินเดีย)
เสียง ร, ล, ฬ (ญี่ปุ่นมีแต่เสียง ร)
เสียงตัว ฆ ที่คล้ายๆกับ gh ในภาษาอาหรับ (ไทยและญี่ปุ่นไม่มีเสียงนี้)
เสียง ก กับ ข เป็นคนละหน่วยเสียงในบาลี ต่ถือเป็นหน่วยเสียงเดียวในภาษาญี่ปุ่น
และเสียงตัว ฟ ,Tsu ก็ไม่มีในภาษาบาลีด้วยครับ
ส่วนเสียงสระ ซึ่งบาลีมีสระ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
ขณะที่ญี่ปุ่นจะมีสระ อะ อิ อุ เอะ โอะ (ถ้าอยากให้เสียงยาว ก็เพิ่มสระไปอีกตัว)
กับสระควบ เช่น เคียะ คยุ คโยะ (ซึ่งบาลีไม่มี)
จึงขอกล่าวโดยสรุปว่า ภาษาบาลีและญี่ปุ่นมีลักษณะคล้ายกันหลายประการ
แต่ลักษณะนี้ก็มีในภาษาอื่นๆด้วยเช่นกัน
อีกทั้งภาษาบาลีจัดเป็นภาษาในตระกูลอินเดียยุโรป
ส่วนญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ก้ำกึ่งระหว่างตระกูลอัลไต กับโพลินีเซียน
ความคล้ายกันของสองภาษานี้ จึงเป็นเพียงความบังเอิญที่เราสังเกตได้ เท่านั้นครับ