เรียกงานบุญวัดดอย จะทำในวัน 14-15 ค่ำเดือน 6 ทุกปี แปลกที่เรียก 2 ชื่อพร้อมกันคือ เรียกงานสงกรานต์ไทโซ่ และงานพิธีขอฝนของไทโซ่ พิธีหลักจะเป็นการขอฝนมากกว่าพิธีสงกรานต์

ดงหลวงมีภูเขาไฟ ค้นพบมานานแล้วครับแต่ไม่มีการประชาสัมพันธ์กัน   

น่าที่จะมีเหตุผลสองสามประเด็นคือ

  • ไม่มีความสวยงามมากพอที่จะประชาสัมพันธ์
  • ไม่มีงบพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
  • ไม่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นิเวศน์ศาสตร์ใดๆเลย หรือมีน้อยเกินไป 

 ผู้บันทึกเคยนำ Power point ไปแสดงให้คนเมืองมุกดาหารดูบ้างแล้ว  และทราบว่าคณะคุณนายท่านผู้ว่าราชการจังหวัดยุคหนึ่งเคยขึ้นไปดูแล้ว แต่ไม่ได้ทำอะไรต่อ  ไม่ทราบเหตุผลครับ  

ผู้บันทึกติดใจอยู่อย่างหนึ่งคือ ที่บริเวณนั้นมีรอยพระบาท และธาตุไม้ตั้งอยู่ 

  • รอยพระบาทนั้นน่าที่จะเป็นการเผยแพร่พุทธศาสนาในสมัยโบราณ
  • แต่ธาตุนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพระธาตุพนม ไทโซ่ หรือบรู และการประกาศเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ตามลัทธิความเชื่อของชนเผ่าบรู

 ขออธิบายว่าธาตุไม้ คือ สัญลักษณ์พระธาตุพนมที่ใช้ไม้มาทำสี่เหลี่ยมคล้ายเสาบ้าน แต่ตกแต่งโดยแกะสลักอย่างหยาบๆให้คล้ายองค์พระธาตุพนม  

ทำไมองค์พระธาตุพนมจึงมีความสำคัญต่อชนเผ่าไทโซ่ หรือ บรู นี้มากนัก 

พ่อเกี้ยง เชื้อคำฮด อายุ 75 ปี เฒ่าจ้ำใหญ่แห่งตำบลพังแดงกล่าวว่า เพราะผู้สร้างองค์พระธาตุพนมครั้งกระโน้นนั้นคือท่านพระยาสุวรรณปิงคะละ ซึ่งเป็นคนโซ่ หรือ บรู นี่เองเหตุนี้องค์พระธาตุพนมจึงมีความสำคัญต่อชนเผ่านี้มากนัก ดังเคยกล่าวไว้แล้วว่า หากพี่น้องอิสลามต้องไปแสวงบุญเมกกะ ชาวไทโซ่ก็ต้องมีอย่างน้อยสักครั้งในชีวิตที่ต้องเดินทางไปกราบองค์พระธาตุพนม สิ่งเคารพสูงสุด  

ก่อนเข้าป่าร่วมกับ พคท.ของพี่น้องไทโซ่ดงหลวงทั้งอำเภอจะจัดงานใหญ่ที่บริเวณลานภูเขาไฟแห่งบ้านโพนสว่างแห่งนี้ ทุกหมู่บ้านจากตำบลดงหลวง ตำบลหนองแคน ตำบลพังแดงตำบลกกตูม แม้ตำบลชะโนดซึ่งไม่ใช่คนโซ่ก็จะแห่แหนกองบุญมาร่วมงาน ซึ่งในบริเวณนี้จะมีศาลาไม้เพื่อใช้ประกอบพิธีทางศาสนาพุทธ โดยจะนิมนต์พระสงฆ์มาจากวัดต่างๆทั่วทุกหมู่บ้านไทโซ่ มารับกองบุญนี้  

ช่วงเข้าป่าตั้งแต่ พ.ศ. 2506 จนถึงปี 2526 ได้งดเว้นการทำพิธีดังกล่าวเพราะพื้นที่นี้อยู่ในการปกครองของ พคท.และไม่อนุญาตทำพิธีกรรมความเชื่อแบบนั้น  เมื่อออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยปี พ.ศ. 2526-2527 นั้นชาวไทโซ่จึงรื้อฟื้นพิธีกรรมขึ้นมาใหม่  เรียกงานบุญวัดดอย จะทำในวัน 14-15 ค่ำเดือน 6 ทุกปี แปลกที่เรียก 2 ชื่อพร้อมกันคือ เรียกงานสงกรานต์ไทโซ่ และงานพิธีขอฝนของไทโซ่ พิธีหลักจะเป็นการขอฝนมากกว่าพิธีสงกรานต์   

สมัยก่อนนั้นวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 6  ตั้งแต่เช้าชาวบ้านจะเริ่มออกเดินทางมาลานภูเขาไฟหรือที่วัดดอย(วัดที่ไม่มีพระประจำ)นี้ พวกแม่ค้าก็หอบ หาบของกินต่างๆไปวางขายกัน แต่ละบ้านก็แต่งกองบุญไป บ่ายก็ทำพิธีรอบๆปากภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งชาวบ้านเรียกปากภูเขาไฟนี้ว่า “น้ำสร้างพระอินทร์” หรือบ่อน้ำพระอินทร์นั่นเอง ผู้เฒ่าผู้แก่จะมารวมกัน “ทำพิธีขอฝน” ง่ายๆโดยการแต่งขันธ์ 5 และดอกไม้ไปวางไว้ที่ขอบน้ำสร้างพระอินทร์ แล้วกล่าวคำขอฝนให้ตกตามฤดูกาลเพื่อชาวบ้านจะได้ทำนาทำสวนกันตามปกติ แล้วเมื่อเสร็จก็เอาน้ำที่อยู่ในบ่อน้ำสร้างนั้นไปใส่ลงในรอยพระบาทจนเต็ม แล้วก็สาดน้ำกันเป็นที่สนุกสนาม นี่ละมั๊ง ที่เรียกสงกรานต์ ตกกลางคืนก็จะมีการเล่นพื้นบ้านคือ หมอรำกลอน ซึ่งว่าจ้างมาจากอำเภอดอนตาล  ในปีหลังๆมาจะมีภาพยนตร์และรำวงด้วย  

รุ่งเช้าจะมีพิธีสงฆ์สวดอภิธรรม รับถวายกองบุญ แล้วก็เสร็จพิธี แยกย้ายกันกลับบ้าน ความยิ่งใหญ่สมัยนั้นคือ ไทโซ่มาร่วมกันทุกหมู่บ้าน นอกจากไทโซ่ แล้วจะมีชาวผู้ไทมาร่วมงานด้วย 

แต่น่าเสียดายอย่างยิ่ง พิธีนี้ได้เจือจางลงมาเหลือเพียงแค่ชาวบ้านโพนสว่างอันเป็นที่ตั้งของลานหินภูเขาไฟทำพิธีนี้เท่านั้น ไม่ใช่งานใหญ่เหมือนในอดีตอีกต่อไป...ทำไม??? เหตุผลเป็นความจริงที่ไม่น่าเชื่อ  

ปีหนึ่งมีพระสายธรรมยุติมาจำพรรษาที่ศาลาบนพื้นที่วัดดอยนี้ ชาวบ้านก็ให้การศรัทธาต้อนรับ เมื่อมาถึงเวลางานประเพณีดังกล่าวท่านคัดค้านการเล่นต่างๆ และให้ย่องานให้เสร็จภายในวันเดียว ชาวบ้านเริ่มไม่พึงพอใจ  ต่อมามีคนในหมู่บ้านเสียชีวิต ไปนิมนต์พระรูปนี้มาสวดงานศพ ปรากฏว่าท่านมานั่งสมาธิ ไม่สวดมนต์ตามที่ชาวบ้านนิมนต์มาและตามประเพณีเดิม จนชาวบ้านต้องไปนิมนต์พระสายมหานิกายจากวัดอื่นมา    

ความขัดแย้งเริ่มบานปลายมากขึ้นเมื่อพระรูปเดิมที่มาจำพรรษาที่นี้ไปตกแต่งรอยพระบาท พยายามสร้างกุฏิในที่ที่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย เมื่อมาถึงงานวัน 14-15 ค่ำเดือน 6 ท่านก็ยืนยันให้ลดรูปงานลงมาให้มากที่สุด เมื่อเป็นดังนั้นชาวบ้านอื่นๆก็เริ่มทยอยไม่มาร่วมงานอีกต่อไป  ไม่มีกองบุญ ไม่มีการสวดอภิธรรม ไม่มีสาดน้ำสงกรานต์ ไม่มีชาวบ้านไทโซ่ทั่วทั้งอำเภอเดินทางมา และจางหายไปจนปัจจุบันนี้ 

พระท่านรูปนั้นก็จากไปนานหลายปีแล้ว ลานภูเขาไฟก็แห้งแล้ง ไร้การดูแล ทำนุบำรุง แม้จะมีสำนักสงฆ์สายมหานิกายมาจำพรรษาแทนที่ในปัจจุบัน  

แต่ก็มีผู้เฒ่าไม่กี่คนที่ยังศรัทธามาทำพิธีแบบเงียบๆ ครับ  

 เมื่อเวลาผ่านไป หลายอย่างก็ปรับเปลี่ยนไป   

และนี่คือการปรับเปลี่ยนบางอย่างของวิถีไทโซ่

 (ขอแก้ไขว่าบ้านโพนสว่างอยู่ ตำบลพังแดงครับไม่ใช่ตำบลหนองแคน)น)