สวัสดีครับ

เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้คุยกับรุ่นน้องหนึ่งคนและคุณผู้อ่านอีกท่านหนึงที่ได้มีโอกาสเข้ามาอ่านบล็อกที่ผมเขียน คุณรุ่นน้องคณะของผมนั้นบอกว่า เรื่องที่ผมเขียนนั้นย่อยยาก ส่วนคุณน้องที่เข้ามาอ่านในบล็อกนั้นบอกว่า เวลาเขาจะเขียนคอมเมนต์ เขาไม่กล้าเขียนในทันทีต้องกลับไปคิดก่อน เพราะกลัวปล่อยไก่ (ผมว่าคุณน้องเขาให้เกียรติผมมากเลยนะครับ ที่ได้กรุณาทักทายมา แต่อีกอย่างผมว่าคุณน้องผู้อ่านเขาได้รับการฝึกฝนมาดีครับ)

ผมก็กลับมานั่งคิดว่า นี่ผมเขียนเรื่องยากๆเกินไปหรือเปล่า มันก็อาจจะนะครับ หรือมันก็เป็นไปได้ที่ผมอาจจะใช้ภาษาสื่อความหมายไม่ดี อาจจะทำให้เรื่องที่ดูเหมือนง่าย กลับกลายเป็นเรื่องยากก็ได้

ถ้างั้นยังไงวันนี้ผมเปลี่ยนจากเขียนเรื่องจากหนังสือที่ผมอ่าน มาเป็นเขียนเรื่องที่ผมคิดหนึ่งวันนะครับ (เผื่อมันจะย่อยง่ายขึ้น หรือเขียนคอมเมนต์ได้เลยแบบไม่ต้องคิด :D)

เรื่องที่ผมคิดก็คือ ร้านหนังสือกับความคิดของคนในสังคมครับ

ผมไม่คิดว่าท่านสังเกตกันหรือเปล่าว่ามันมีความสัมพันธ์กันอยู่ (ผมคิดว่ามากด้วยนะครับ) แต่อันนี้ผมสังเกตเฉพาะหนังสือประเภทที่ไม่ใช่นวนิยายหรือ non-fiction นะครับ  

ถ้าเราเดินเข้าไปร้านหนังสือ ผมคิดว่าเราจะสังเกตเห็นอย่างแรกคือ อันดับหนังสือขายดี และอีกอันก็คือรายการหนังสือออกใหม่

ผมเริ่มกันที่อันดับหนังสือขายดีก่อน ผมคิดว่าอันดับหนังสือขายดีนั้น คือตัวบ่งชี้ถึงความคิดของคนในสังคมปัจจุบัน อย่างเช่นช่วงหนึ่งที่หนังสือเกี่ยวกับคุณทักษิณขายดี และถ้าดูกันดีๆนะครับ หนังสือเกี่ยวกับคุณทักษิณนั้น ขายดีสองช่วง แต่เนื้อหาช่วงแรกกับช่วงหลังนี่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

หรือว่าช่วงใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือช่วงที่เราฉลองครองราชย์ครบ 5 รอบ เราก็จะสังเกตเห็นว่าหนังสือเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขายดีมาก

หรือว่าช่วงนี้ ถ้าให้ผมเดา เราอาจจะเห็นหนังสือเกี่ยวกับจตุคามรามเทพขึ้นอยู่ในอันดับหนังสือขายดีก็ได้

เอาล่ะ ถ้าอันดับหนังสือขายดี สามารถใช้เป็นบ่งชี้ถึงความคิดของคนในสังคม และความรู้สึกร่วมของคนในสังคมได้ มีเรื่องที่น่าคิดเรื่องหนึ่งคือว่า แล้วอันดับหนังสือขายดีของคนแต่ละช่วงอายุนั้น คือเล่มไหน เราอาจจะรู้อะไรได้มากขึ้นเยอะเลยก็ได้

เอาล่ะถ้าอันดับหนังสือขายดีสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความคิดของคนในสังคมได้ (อย่างน้อยก็ในความคิดของผมล่ะกันครับ) แสดงว่าหนังสือที่ออกใหม่ ก็ต้องเป็นตัวกำนดความคิดของคนในสังคมได้

แต่ก่อนจะไปพูดกันตรงนั้น ไม่ทราบว่าคุณๆสังเกตไหมครับว่า หนังสือที่ออกมาใหม่นั้น เนื้อหานั้นออกมาใกล้ๆกัน เช่นเรื่อง Lucifer effect บอกถึงว่าทำไมคนถึงเปลี่ยนจากคนดีเป็นคนไม่ดี ในสภาพแวดล้อมบางอย่าง แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มี เรื่อง Why good people do bad things ซึ่งก็ไม่ต่างกันเท่าไร

หรือเรื่อง Mistakes were made (but not by me) ก็เป็นการอธิบายถึงพฤติกรรมของคนเหมือนกัน แต่เป็นการอธิบายว่าเรานั้นชอบหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง เพื่อที่จะบอกว่าผมไม่ผิด แต่ทั้งสามเล่มนี้ ความรู้สึกกลายๆก็คือบอกว่าทำไมรัฐบาลสหรัฐนั้นถึงล้มเหลวกับสงครามอิรัก (ก็ในเมื่อคนอเมริกันนั้นคิดว่าตัวเองเป็นคนดี แล้วทำไมถึงทำสิ่งไม่ดีหล่ะและในเมื่อความคิดกับความเป็นจริงมันต่างกัน เราก็ต้องหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองถูกไหมครับว่าที่เราทำนั้นมันไม่ผิด)

นี่ยังไม่นับหนังสือเกี่ยวกับความผิดพลาดของสงครามอิรักที่วางแผนอีกตั้งหลายเล่ม

หรือว่าช่วงนี้หนังสือที่ท้าทายความมีตัวตนของพระเจ้านั้นเยอะมาก (ในศาสนาคริสตร์นะครับ) เช่น

God is not great: How religious poisons everything ออกเมื่อ 1/5/2007

God:The failed hypothesis. How science shows that god does not exist ออกเมื่อ 25/1/2007

The god delusion ออกเมื่อ 18/9/2006

นี่ก็สามเล่มแล้วที่ออกมาติดๆกันในช่วงไม่ถึงปี ซึ่งการเขียนหนังสือซักเล่มนั้น ผมคิดว่าอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาพอสมควร หนึ่งปีเป็นอย่างต่ำ ไหนกว่าจะลงวางขายได้ ผมว่าก็สองปีอย่างต่ำ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมหนังสือใหม่นั้น เนื้อหาใกล้ๆกันแล้วก็ออกมาในเวลาใกล้ๆกันด้วย แล้วใครเป็นคนที่กำหนดตรงนี้ เพื่อประโยชน์อะไร (ถ้ามี)

ผมเองก็ไม่ทราบครับว่าใครเป็นคนกำหนด สำหรับคนที่เชื่อเรื่อง conspiracy theory ก็คงเชื่อว่ามีคนมากำหนด แต่ถ้าคนที่ไม่เชื่อ ก็อาจจะเชื่อว่าทุกอย่างมันเป็น random มันเกิดของมันเองไม่มีคนกำหนด เพราะว่าหนังสือนั้นอาจจะเขียนเสร็จตั้งนานแล้วก็ได้ แต่พอไปเสนอสำนักพิมพ์แล้วไม่มีคนรับ แต่พอมีเล่มหนึ่งออกมาแล้ว อีกหลายๆเล่มก็เลยออกตามมา เพราะสำนักพิมพ์นั้นเห็นวาหนังสือแนวนี้นั้นขายได้

แต่ที่แน่ๆ ผมสามารถบอกได้คำหนึ่งว่า ถ้าเราสามารถกำหนดความคิดของคนในสังคมได้ (อย่างน้อยก็บางส่วน) ผ่านทางร้านหนังสือ (ซึ่งผมเชื่อว่ามันน่าจะจริง เพราะไม่อย่างนั้น เราคงไม่เห็นคนลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีนั้น เขียนหนังสือออกมาขายกันใหญ่) นั่นก็หมายความว่า เราสามารถที่จะปรับเปลี่ยนสังคมอย่างทีละนิดทีละหน่อยได้ ผ่านทางตัวหนังสือ หนังสือ และร้านหนังสือได้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปหาวิธีหรูหรา ฟู่ฟ่า ต่างๆนานา จริงไหมครับ

แต่ก่อนที่เราจะกำหนดความคิดของคนในสังคมได้ผ่านทางร้านหนังสือและตัวหนังสือ เรื่องที่ยากก็คือ เราต้องสร้างคนในสังคมให้รักการอ่านก่อนนะสิครับ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ตัวหนังสือที่โลดแล่นบนหน้ากระดาษก็ไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าคนไม่อ่าน

ผมหวังว่าเรื่องนี้คงไม่หนักไปนะครับ แล้วก็คงจะย่อยง่ายขึ้นมาบ้างนะครับ :D