ความร้อนที่ดวงใจของเราเหมือนกับเราเดินทางไปสู่เมืองนรก...
ความสุขใจของเราเหมือนเราเดินทางไปสู่เมืองสวรรค์...
ความเย็นใจของเราเหมือนเราเดินทางไปสู่เมืองพระนิพพาน...
ความเป็นสวรรค์ก็อยู่ในอกของเรานี้เอง...
ความเป็นนรกก็อยู่ในใจของเรานี้เอง...
และเมืองนิพพานนั้นหรือก็อยู่ที่จิตใจของเราที่ปล่อยวางได้นั้นเอง…ฮา ๆ เอิก ๆ
สวัสดีค่ะอาจารย์
เห็นด้วยค่ะ สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ คิดดีใจก็เป็นสุข คิดไม่ดีชีวิตก็ร้อนรน
สวัสดีครับ คุณ
คนเราก็เท่านี้แหละนะครับผม…บางคนนอนอยู่โรงพยาบาล…ทำใจไม่ได้หลายเรื่องก็ไปเที่ยวเมืองนรกบ่อย ๆ นะครับ ฮา ๆ เอิก ๆ<p>ขอบคุณครับ</p>
ใช่ค่ะอาจารย์
สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ
คิดอย่างไรเลือกเอาเน๊าะ ฮา......
ชอบบันทึกนี้ค่ะ อาจารย์
สวรรค์ นรก นิพพาน วิ่งวนในใจได้รวดเร็ว ยิ่งกว่าความเร็วที่สามารถวัดได้ในโลก
อาจารย์คะ ติดใจสงสัยมาตลอดว่า ทำไม สวรรค์ ต้องเรียกว่า ขึ้น
นรกต้องเรียกว่าลง นิพพานกลับเป็นแนวระนาบ
เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น แสดงว่า ระหว่างสวรรค์และนรกคือนิพพาน??
แต่ถ้าลองสมมติทุกอย่างเป็นรัศมีวงกลมสองวงรอบกันอยู่ วงในคือนิพพาน สวรรค์และนรกคือวงนอก จิตใจที่วนเวียนอยู่วงนอกก็คือสวรรค์และนรก เมื่อไหร่ที่หลุดเข้าวงในแล้วคือนิพพาน...สวรรค์และนรกอาจจะไม่ใช่อยู่ตรงข้ามกัน แต่อาจจะเป็นเกลียวหมุนไปด้วยกัน
ฮ่าๆ ชวนอาจารย์สนทนา...อาจารย์คิดอย่างไรคะ
สวัสดีครับ คุณ
คิดอย่างไรเลือกเอาเน๊าะ ฮา......
ใช่แล้วครับผม...คิคดี...ดีแน่นอน...ฮา ๆ เอิก ๆ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณ
ทำไม สวรรค์ ต้องเรียกว่า ขึ้น...
ดูคำสอนศาสนาต่าง ๆ แล้ว สื่ออย่างนั้น เช่นสวรรค์อยู่บนฟ้า...บนภูเขา...แต่นรก...ลงไปใต้ดิน...ลงต่ำ...สอนกันมาจนติดในสันดาน...เลยเชื่อโดยไม่ใช้ปัญญาคิด...
ระหว่างสวรรค์และนรกคือนิพพาน??
ต้องขอชม...คิดได้ไงนี่...
ผมมองได้หลายแง่...เช่น สวรรค์อยู่ในอีกดวงดาวหนึ่งเหมือนกับโลกแต่หมุนรอบตัวเองหนึ่งวันขณะโลกนี้หมุน 100 ปี เป็นต้น ฮา ๆ เอิก ๆ
สวรรค์และนรกอาจจะไม่ใช่อยู่ตรงข้ามกัน แต่อาจจะเป็นเกลียวหมุนไปด้วยกัน...
ก็มองอย่างนี้ได้อีกครับผม...ฮา ๆ เอิก ๆ
ขอบคุณครับ