เที่ยวทุ่งหน้าแล้ง (เปิดเรื่อง) : บ่อน้ำ ..ร่มไม้ ชายทุ่ง

ในความร้อนแล้งของลมร้อน ก็ยังมีความงดงามประดับฤดูกาลของชีวิตเสมอ

ขณะที่ลมร้อนกำลังจะสั่งลา   ลมฝนก็ขยับกายเคลื่อนใกล้เข้ามาทีละนิด   ช่วงนี้เบื้องลึกหัวใจของผมดูเหมือนจะได้กลิ่นโคลนตมโชยมาจากทุ่งนาที่ไหนสักแห่ง   เป็นกลิ่นที่คุ้นชินและมีมนต์ขลังต่อผมเสมอมา

     

ผมตั้งใจที่จะเขียนบันทึกเกี่ยวกับความทรงจำของตนเองที่มีต่อ  ท้องทุ่งในฤดูกาลต่าง ๆ    โดยเบิกโรงจาก ฤดูแล้ง  เป็นอันดับแรก    จากนั้นก็สัญจรไปตามจังหวะของฤดูกาล   แต่จนแล้วจนรอด  ความวาดหวังดังกล่าวก็ดูจะเลื่อนลอย  ถอยห่าง  ไม่เป็นรูปเป็นรอยขึ้นมาสักที  !

   

จวบจนวันนี้   ลมร้อนกำลังขยับกายลุกขึ้นมาโบกไม้โบกมืออำลาท้องทุ่ง   ผมรู้สึกผิดกับตัวเองอยู่ไม่จาง   จึงต้องพาตัวเองกลับสู่บันทึก  และแล่นกลับไปสู่ความทรงจำของตนเองอีกครั้ง

ทุ่งนาในหน้าร้อนของเมืองไทยมักถูกห่มคลุมด้วยแดดร้อนอันเริงแรงเสมอ   ผมจำได้แม่นยำว่าเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก   คราใดที่ทอดสายตาออกสู่ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่   ก็มักจะมองเห็นเปลวแดดระยิบระยับราวกับทะเลเพลิง  

 

 

ทุ่งนาในหน้าร้อนดูโปร่งโล่งสุดลูกหูลูกตา   ขณะที่ป่าโคก  นัดกันทิ้งใบลงจากต้นพร้อมกันจำนวนมาก  ใบไม้หลากชนิดเกลื่อนกลบผืนดินอันแห้งโหย    รอการแตกใบเชียวอ่อนออกมาประดับประดาป่าโคกให้ดูฉ่ำเย็นและมีชีวิต

     

นั่นยังไม่นับรวมการแย้มบานของดอกไม้ป่าอีกหลายชนิด    ซึ่งล้วนแล้วแต่อุทิศกลิ่นหอมกรุ่นอันชวนหลงใหลประดับทุ่งและผืนป่าหน้าร้อนอย่างน่าประทับใจ   ขณะที่ดอกจาน  ดอกคูน  ก็ไม่ยอมน้อยหน้า   ถึงแม้จะอาภัพเรื่องกลิ่นอันหอมกรุ่น   แต่ก็ยังเต็มใจ  และหาญกล้าที่จะแย้มสีสัน  ท้าเพลิงแดดในฤดูร้อนอย่างไม่สะทกสะท้าน

     

ผมเข้าใจเอาเองว่า  ปรากฏการณ์แย้มกลีบบ้านของดอกไม้ป่าผู้ไม่ประสงค์ออกนาม   แต่พร้อมอุทิศกลิ่นประดับทุ่งแล้งอย่างไม่ทดท้อ ,  รวมถึงการบานเบ่งของดอกจานและดอกคูน  ล้วนเป็นนัยสำคัญที่ธรรมชาติบอกกล่าวกับเราว่า   ในความร้อนแล้งของลมร้อน  ก็ยังมีความงดงามประดับฤดูกาลของชีวิตเสมอ  

  

และปรากฏการณ์ทิ้งใบของใบไม้นานาชนิดที่ห่มคลุมผืนดินนั้น  ก็ดูเหมือนจะบอกกล่าวต่อเราเช่นกันว่า  ธรรมชาติได้สร้างกระบวนการปกป้องตัวมันเอง  โดยมิให้ผืนดินได้ระทมทุกข์จากเพลิงแดดอันร้อนแรง

สิ่งเหล่านี้เพียงพอหรือไม่ที่จะยืนยันในสัจจะที่ว่า  ธรรมชาติมีความยุติธรรมและสมดุลเสมอ   (แล้วมนุษย์ล่ะ  มีสิ่งเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน !)  

  

ผมมีความสุขเสมอที่ได้ท่องเล่นในทุ่งร้อนหน้าแล้ง   ไม่ว่าจะเป็นการต้อนวัวไปเลี้ยง  หรือแม้แต่ทุกวันนี้    เมื่อสัญจรผ่านทุ่งนา  ผมก็ไม่เคยเลยไม้แต่สักครั้งที่จะเพิกเฉยต่อการให้เสรีกับหัวใจของตัวเองได้กระโจนออกไปเที่ยวท่องอยู่กลางท้องทุ่ง    เพื่อคอยสัมผัสกับกับลมทุ่งที่สายลมร้อนโชยตัวพัดไปมาอย่างไม่ขาดสาย   

 

ระยะหลังนี้   ทุกครั้งที่มีเวลาได้สัญจรผ่านท้องทุ่งหน้าแล้ง   ผมมักจะกวาดสายตาฝ่าเพลิงแดดและสายลมร้อนไปสู่ บ่อน้ำ และ ร่มไม้  เสมอ   ผมรู้สึกราวกับว่าท้องทุ่งทุกวันนี้แห้งโหยและร้อนแล้งกว่าที่เคยสัมผัสพบในวัยเด็ก   

 

ทุ่งนาหน้าร้อนในอดีตยังคงพบเห็นหนองน้ำอยู่บ้าง   แต่ทุกวันนี้กลายกลับแทบไม่พบเอาเสียเลย   เฉกเช่นกับต้นไม้ใหญ่ที่เคยตระหง่านต้านลมร้อน   ก็ดูจะลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด

   

ความฉ่ำเย็นและสดชื่นของทุกชีวิตกลางทุ่งหน้าแล้ง  หากไม่นับเถียงนาแล้ว   ย่อมหนีไม่พ้นการพึ่งพิงจากแหล่งน้ำและร่มไม้เป็นแน่  !

   

แต่จากสภาพการณ์ปัจจุบัน   ความฉ่ำเย็นจากหนองน้ำถูกทดแทนด้วยบ่อน้ำเล็ก ๆ  ซึ่งชาวบ้านลงแรงขุดไว้เพื่อให้สัตว์เลี้ยงได้ดื่มกิน   แต่กว่าจะขุดเจาะลงไปถึงตาน้ำก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนในอดีต   ดังนั้น  บ่อน้ำในทุ่งแล้งของทุกวันนี้จึงมีความลึกอยู่มาก  ...  หากแต่เป็นความลึกที่มีปริมาณน้ำอันน้อยนิด .. และเป็นบ่อน้ำที่ใช้ได้ในระยะสั้นเท่านั้น

  

ถัดจากหนองน้ำแล้วก็คงหลีกไม่พ้นบรรดาต้นไม้และกอไผ่ กระมัง   ที่กลายมาเป็นสถานที่สำคัญของการให้ชีวิตได้หลบร้อนเข้าไปพึ่งพิง    แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าต้นไม้ใหญ่ที่เคยยืนประดับทุ่งแล้งในอดีตนั้น  บัดนี้เหลือจำนวนอันน้อยนิดนัก   หลายต้นยืนแห้งตาย   หลายต้นถูกโค่นไปใช้ประโยชน์ ...   

 

แต่สำหรับทุ่งนาที่บ้านของผม ,  ยังคงมีต้นไม้อีกหลายต้นยืนท้าลมร้อนอยู่อย่างน่ายกย่อง   และผมคุ้นเคยกับต้นไม้เหล่านั้นดี   เพราะต้นไม้เหล่านั้น,   ล้วนเป็นต้นไม้ที่ผมเคยสัมผัสเล่นอย่างเป็นกันเองมาตั้งแต่ครั้งที่เป็นเด็กเลี้ยงวัว   

และครอบครัวของเราก็ตกลงกันมั่นเหมาะว่าจะไม่มีการโค่นต้นไม้ใด ๆ  ออกไปจากทุ่งนาของเราแม้แต่ต้นเดียว   เว้นเสียแต่ต้นไม้นั้นจะแห้งและล้มตาย ไปเอง  

 

  

แล้วท่านล่ะครับ... มีความทรงจำเกี่ยวกับ บ่อน้ำและต้นไม้ในทุ่งร้อนหน้าแล้งอย่างไรบ้าง ?

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (18)

ดูฝูงควายในแม่นำหลี่เจียง กุ้ยหลินดูสิคะ

กินหญ้าในนำ  อุดมสมบูรณ์ มากค่ะ

เทียบกับฝูงควายบ้านเรา นอนรอความหวังรอฝน รอหญ้า

แต่อย่างไรก็ตาม  เรายังอยู่เมืองไทยต่อไปใช่ไหมคะ

SAAINANDA
IP: xxx.121.188.118
เขียนเมื่อ 
P
ชอบชนบทมาก ไปเที่ยวกับคุณพ่อคุณแม่บ่อยๆค่ะตอนเด้กๆ แม้เป็นผู้ใหญ่ก็ไปบ่อย แต่ไม่ได้อยู่ประจำ เพราะชีวิตและการทำงานบังคับให้อยู่ในเมืองค่ะ ดูรูปแล้ว รู้สึกดีค่ะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ  คุณแผ่นดิน

แวะเข้ามาอ่าน ซึมซับถ้อยคำ สำนวนบรรยายที่กินใจเกี่ยวกับธรรมชาติดั้งเดิมตามชนบท  พร้อมภาพประกอบ  ซึ่งนับวันจะถูกรุกคืบด้วยอำนาจของสิ่งที่หลายคนคลั่งไคล้ นั่นคือ "วัตถุนิยม" ครับผม

เขียนเมื่อ 
อ่านและชมบันทึกนี้แล้ว ...สำหรับคนอยู่แต่ป่าคอนกรีตเกือบค่อนชีวิต..ยังพอมองเห็นและรู้สึกถึงความสงบเย็นในฤดูร้อนได้อยู่ค่ะ...แม้น้ำในบ่อน้ำจะลำบากในการใช้ไม่สดวกเหมือนอย่างก็อกน้ำในบ้านชุมชนเมืองก็ตามแต่สิ่งนี้คือน้ำใจและสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงคน,สัตว์และกับธรรมชาติรอบชุมชนของเขา...เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่คนเมืองนั้นน้ำกินมีใช้ได้สดวกมากแต่น้ำดื่มฟรีนั้นหายากมาก..ชอบภาพควายพักมากค่ะดูมันมีความสุขดีจังเลย
เขียนเมื่อ 
ท่ามกลางความแห้งแล้งและแร้นแค้นของอีสานบ้านเฮานั้น  มีสิ่งที่ไม่เคยแห้งเหือดเลย (ที่ผ่านมา) ก็คือน้ำใจ...ครับ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

P

ขอบคุณครับที่นำภาพจากเมืองจีนมาฝาก   ดูเหมือนแม่น้ำหลี่เจียงจะไม่แห้งขอด  สามารถหล่อเลี้ยงคนและสรรพสิ่งได้ในทุกฤดูกาล  .. ต่างจากบ้านเรา  ไม่เพียงปัญหาแห้งแล้งเท่านั้น  แต่แม่น้ำเท่าที่มีอยู่กลับกลายพบปัญหาเรืองมลพิษมาซ้ำเติมอย่างน่าเห็นใจ

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับ
P

ชีวิตเหมือนสายน้ำ   ไหลไปสู่กระแสธารใหม่เสมอ 

ชาวชนบทจำนวนไม่น้อยก็จากบ้านไปเติบโตตามวิถีการงานในเมืองใหญ่,  หากแต่ผมยังโชคดีที่ยังได้อยู่ใกล้ ๆ  กับบริบทแวดล้อมของบ้านเกิดที่มีทุ่งนาให้พักวางหัวใจและสายตาอยู่อย่างไม่ยากเย็น

ขอบพระคุณครับ...

เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับ
P

ระบบทุนนิยม  กลายเป็นศัตรูที่ลื่นไหลในทางจริยธรรมที่เรายากยิ่งต่อการจำแนกแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร ...

ทุกวันนี้หลายที่ทำนาด้วยรถไถ  และเครื่องจักร  แรงคนและแรงสัตว์เลี้ยงถูกลดบทบาทลงอย่างเห็นได้ชัด  แต่นั่นก็คือวิถีแห่งการวิวัฒน์ของสังคม,  ใช่ไหมครับ

  • ชอบรูปควายจังครับ
  • ให้ความรู้สึกเป็นแรงงานที่ขยัน
เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับ
P

ผมเชื่อว่าในทุกสังคมไม่เคยแล้งด้วยน้ำใจ  หากแต่จะมาก หรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาวะทางทุนนิยมเป็นสำคัญว่าที่ใดที่ถูกรุกคืบและครอบงำมากไปกว่ากัน

ขอบคุณครับ  สำหรับการสะท้อนสังคมเมืองอย่างน่าประทับใจและชวนคิดเป็นที่สุด  ...เรื่องแปลกแต่จริงที่คนเมืองนั้นน้ำกินมีใช้ได้สะดวกมาก  แต่น้ำดื่มฟรีนั้นหายากมาก

ขอบคุณมากครับ,

เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับ
P

อีสาน....ยิ่งใหญ่เสมอในเรื่องของ "น้ำใจ"  และ "ความใสซื่อ"

ผมเป็นคนไทย - ลูกอีสาน  พันเปอร์เซนต์  ครับ !

เขียนเมื่อ 
ขอบคุณครับ  คุณออต
P
ผมก็ชอบคำเหล่านี้จัง 
  • ชอบรูปควายจังครับ
  • ให้ความรู้สึกเป็นแรงงานที่ขยัน
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณแผ่นดิน

  • ได้อ่านได้ชมภาพจากบันทึกนี้แล้ว  มิมีผิดเพี้ยนแม้แต่น้อยในอดีตของผม ชีวิตพันผูก กับท้องนา ฝูงควาย  แต่ต้องห่างจากกันเมื่อเข้ามาเรียนในตัวเมือง  ให้ผู้เป็นพ่อรับช่วงแทน 
  • เคยมีรูปในอดีตตอนหาบน้ำให้ควายกิน  พระที่ทำงานอยู่ใน กทม. กลับไปบวชอยู่วัดที่บ้าน ถ่ายแล้วนำมาให้

ผมครับลูกชาวนาและเคยเป็นชาวนา 1,000 % 

เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับ พี่สมนึก
P

ยินดีที่ได้รู้จักมักคุ้นกับลูกชาวนาที่มีเลือดท้องทุ่งและโคลนตมอยู่อย่างเต็มร้อย...

ชีวิตหลายคนก็เป็นเช่นนี้แหละครับ  สัญจรไกลไปจากบ้าน  ทั้งด้านการศึกษา, การงาน  และชีวิต ...แต่ไม่เคยแม้แต่จะหลงลืมรากเหง้าชีวิตของตนเอง

ทำดีที่สุด คือ การระลึกถึง, หวนหา  และเมื่อเวลาก็กลับบ้านมาเยี่ยมความทรงจำเก่า ๆ ของตนเอง

ขอบคุณพี่สมนึกมากครับ...

(ปล...เดี๋ยวจะมีเรื่องเถียงนา..เป็นภาคต่อ ๆ ไป)

เขียนเมื่อ 
  • มาซึมซับ ความสุขในบรรยากาศธรรมชาติเช่นเคยค่ะ...ขอบคุณที่ยังมีภาพเหล่านี้มาให้ชมบ่อยๆ
เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับ
P

ทุกวันนี้  ไปไหนมาไหนพกพากล้องส่วนตัวไปทุกครั้ง  และไม่เคยลังเลที่จะแวะเวียนข้างทางลงไปบันทึกภาพเก็บไว้ ...

ผมมีความสุขกับเรื่องเหล่านี้ และภาพเช่นนี้เสมอครับ..

ขอบคุณครับที่แวะมาทักทาย....

 

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณ คุณแผ่นดิน มากครับที่จุดประกายในการทำสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิตหนึ่ง...ที่มีชีวิตอยู่ในแต่ละวัน สำหรับ ไอดิน กลิ่นท้องทุ่ง ที่ลูกชาวนาแท้ดังเดิมแบบผมโหยหา

อาชีพอิสระ ที่ไม่มีใครคอยบงการ นาฬิกาไม่ต้องดูมีดวงอาทิตย์เป็นนาฬิกา 

มีโทรศัพท์มือถือไว้ติดต่อถามสารทุกข์ สุกดิบกับคนคุ้นเคย ไม่ได้มีไว้เป็นนายอย่างผมตอนนี้

ชีวิตที่เลือกได้ ความสุขอยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่สิ่งที่เรากระทำ

มีเพื่อนผม เปรย ๆ กับผมอยู่เหมือนกัน ในเรื่องความสุข แล้วกูหาเงินไปทำไมวะ .....

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ .. คุณ คำสม

นาฬิกาไม่ต้องดูมีดวงอาทิตย์เป็นนาฬิกา  ...

ผมชอบถ้อยคำนี้มาก  เพราะในชีวิตช่วงเป็นเด็ก  ผมก็ไม่เคยมีนาฬิกา  จนบัดนี้ก็ไม่มีนาฬิกาติดข้อมือเลยสักเรือน  เวลาต้อนวัวควายไปเลี้ยง  ก็กะเกณฑ์เวลาเองจากดวงตะวันว่า ได้เวลากินข้าว.. ได้เวลากลับบ้านหรือยัง  ซึ่งคะเนได้อย่างใกล้เคียงกับเวลาจริงมาก

นั่นเป็นเรื่องประสบการณ์ที่สั่งสม .. แต่ทุกวันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ายังคะเนเวลาจากดวงอาทิตย์ได้เหมือนเก่าก่อน หรือไม่ ?

นี่เป็นอีกเรื่องที่อยู่ในความทรงจำอันดีงามของชีวิต และมีความสุขกับการได้ระลึกถึงอย่างไม่รู้เบื่อ

ขอบคุณครับ