ทุกขังของรูปคือ มันต้องเคลื่อนไหว ต้องกะพริบตา ต้องหายใจ ห้ามมันไม่ได้ เพราะมันติดมากับรูป

เมื่อวานนี้ อาจารย์ศิริศักดิ์ ได้ให้หนังสือใหม่มาอีกเล่ม ชื่อ "สำหรับ...ผู้เห็นปัญญา" รวมรวมโดย รศ.ดร.บุรัญชัย จงกลนี ที่รวบรวมคำสอนจากพระเกจิอาจารย์หลายๆ รูป เป็นเรื่องสั้นๆ โดยมีเรื่องหนึ่งที่รวบรวมมาจากประวัติของหลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ ซึ่งดิฉันอ่านแล้วชอบตรงที่ท่านได้กล่าวถึงเรื่องของไตรลักษณ์ โดยเฉพาะในเรื่อง "ทุกขัง" ไว้ว่า..

ทุกขัง ไม่ใช่เรื่องปวดแข้ง ปวดขา... ปวดอันนั้นมันเป็นทุกขเวทนา ทุกข์โศกโศกา ...

ทุกข์อันนั้น เด็กน้อยก็รู้ คนทำกรรมฐานก็รู้ อย่างเด็กนี่ หยิกเข้ามันก็เจ็บ (หลวงพ่อหยิกแขนเด็กคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไกล้ๆ)

"เจ็บไหม?" หลวงพ่อถาม

"เจ็บครับ" เด็กตอบ

เด็กมันก็รู้ แต่เด็กไม่รู้ทุกขัง...

ความรู้อันนั้น รู้แบบไม่รู้

ความรู้ที่อาตมารู้นั้น รู้แบบผู้รู้ คือ...

ทุกขังมันติดอยู่กับรูป

รูปนั่งนิ่งๆ ไม่ได้ ไม่เคลื่อนไหวไม่ได้ เดี๋ยวก็กะพริบตา เดี๋ยวก็หายใจ เดี๋ยวก็ดีดนิ้ว เดี๋ยวก็กำมือ มันเป็นสภาพตัวทุกข์

ทุกขังของรูปคือ มันต้องเคลื่อนไหว ต้องกะพริบตา ต้องหายใจ ห้ามมันไม่ได้ เพราะมันติดมากับรูป

ทุกขังของนามคือ มันต้องคิดต้องนึก ห้ามไม่ได้

ตัวอิริยาบทเป็นทุกขัง

ตัวอิริยาบททุกอย่างเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง

ตัวมันเคลื่อนมันไหว มันห้ามไม่ได้ เป็นอนัตตา...

ดิฉันว่าหลวงพ่อเทียน ท่านอธิบายทุกขังไว้ได้ชัดเจนมาก ทั้งทุกขังของรูป และทุกขังของนาม ก็เลยนำมาฝากกัน เพราะเมื่อเราเข้าใจทุกขังที่เกิดขึ้น เราก็จะเห็นด้วยว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันไม่เที่ยง มันเป็นอนิจจัง มันเกิดขึ้น มันตั้งอยู่ แล้วมันก็จะดับไป

เวลาเราเกิดทุกข์ที่รูป เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย เราจะได้เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติ ที่สังขารมันไม่เที่ยง ถ้าทุกข์กายเกิดขึ้นแล้วจะกังวลคิดมากอย่างไรก็ไม่หายด้วยความคิดนั้นๆ แต่ถ้าเราเข้าใจในสภาวธรรม รู้จักพิจารณาดูความทุกข์กายที่เกิด ดิฉันพบว่าแม้จะมีความเจ็บป่วยทางกาย แต่จิตใจกลับสบายมาก อย่างที่เคยเล่าในบันทึกก่อนหน้านี้

เวลาที่เราคิดมาก เราจะได้เข้าใจ ว่าห้ามความคิดไม่ให้คิดนั้นไม่ได้ แต่ตามดูและพิจารณาให้เห็นเหตุเห็นผลได้ และทำความเข้าใจได้ว่าคิดอย่างนั้นอย่างนี้แล้วตัวเราจะ "เป็น" ทุกข์ สู้พิจารณาแล้ว "ดู" ทุกข์ที่เกิดด้วยความเข้าใจไม่ได้เลย ใช่ไหมคะ ...