สบประมาทอย่างอื่นพอทนได้ครับ สบประมาทว่า "แก่"เนี๊ยะรับไม่ได้จริงๆ

ในการไปสัมมนาหลังฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่ทะเลตรังที่ผ่านมา คณาจารย์และนักศึกษา สาขาวิชาการสอนอิสลามศึกษาได้รับการสบประมาทอย่างแรงครับ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเรา(ทั้งอาจารย์และนักศึกษา) ต้องเกาะหลังกันเข้าถ้ำมรกต ทั้งนี้เนื่องจากขบวนของเรามีกันเกือบร้อยคนครับ ทำให้การเข้าถ้ำที่มีความยาวเพียง 80 เมตร ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง กว่าขบวนของเราจะได้เห็นแสงสว่างของถ้ำมรกตแห่งนี้

เหตุที่ขบวนของเราล้าช้าเนื่องจาก เมื่อขบวนมันยาวมาก และเป็นการผสมผสานระหว่างคนที่ว่ายน้ำเป็นกับคนที่กลัวจมน้ำ(อย่างผม) ทำให้เป็นการว่ายอยู่กับที่เสียเป็นส่วนใหญ่  ออ. บางทีก็มีถอยหลังด้วยครับ

เมื่อหัวขบวนเข้าไปในถ้ำแล้ว (ซึ่งผมเองก็อยู่ในส่วนหัวเหมือนกัน) ส่วนหางขบวนยังอยู่บนเรือเลยครับ ดังนั้นมันก็เลยเกิดทั้งแรงดึง แรงลาก และแรงพลัก ผลก็คืออยู่กับที่ครับ

ข้อสำคัญที่ไกด์ชี้แจง(แบบของผ่านไปที) คือ ทุกคนต้องช่วยกันปั้นจักรยาน ซึ่งอย่าว่าคนอื่นเลยครับ ผมเองยังไม่เข้าใจเลยว่าทำยังงัย

ระหว่างที่ขบวนเข้าถ้ำของเรากำลังคืบคลานเข้าไปด้วยอัตรความเร็ว 1 ซม.ต่อ 15 นาที ขบวนที่สวนทางออกมาก็สบประมาณขึ้นมาว่า

"สงสัยจะเป็นขบวนคนแก่แน่เลย"

"ทำไมว่ายถอยหลังละครับ"

หลายเสียงจากขบวนของเราบอกเขากลับไปว่า ไม่ใช่ที่มาเนี้ยะหนุ่มๆ ทั้งนั้น ผมคิดในใจว่า ไม่ต้องไปบอกเขาหรอกว่า หนุ่ม ให้เขาเข้าใจว่าเป็นคนแก่นะไม่เสียหน้าเท่าไร ถ้ารู้ว่าเป็นคนหนุ่มแล้วทำได้เท่านี้ละอายจริงๆ

หลายคน(รวมผมด้วย) คิดว่า คงพากันตายหมู่ในถ้ำมืดเป็นแน่แล้ว เนื่องจากว่ายยังงัยขบวนก็ไม่เคลื่อนที่สักที แถมบางทีเมื่อมีขบวนอื่นสวนทางมา เราก็ได้รับผลจากกระแสคลื่นทำให้มีการลอยถอยหลังไปบ้างก็หลายครั้ง แต่ในระหว่างนั่น ผมและอีกสองสามคนก็หึดสู้ครับ พยายามช่วยกันตะโกนเพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจ ซึ่งก็ช่วยให้เกิดความพร้อมเพรียงขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง และเราก็ผ่านพ้นไปได้

ทีนี้ตอนจะกลับออกไปขึ้นเรือ เราจึงมีการปรับขบวนทัพใหม่ครับ เพื่อไม่ได้เกิดปัญหาเดิมๆ อีก ทีแรกมีการเสนอว่า ทำเป็นสองขบวนเพื่อให้ขบวนมันเล็กลงไปหน่อย แต่ไกด์ไม่ยอมครับ บอกว่า เคยมีขบวนใหญ่กว่านี้ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร

เมื่อไกด์ไม่ยอม ทีมงานป.บัณฑิตก็ต้องชี้แจงวิธีการใหม่ให้กับลูกทีมครับด้วยการตกลงกันว่า ห้ามอยู่เฉย ไม่ว่ายไม่ปั้นจักรยาน (ใครอยู่เฉยของให้จมน้ำคนเดียว)

ปรากฏว่า เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผลก็คือ เราใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการออกจากถ้ำไปขึ้นเรือ

ผมได้ข้อสรุปว่า 1) ต้องสามัคคีกัน ต้องเชื่อใจกันและท้อไม่ได้ครับ ถ้อคนเดียวก็เป็นภาระทั้งที 2) ต้องมีความเข้าใจ ทำอย่างไม่รู้ไม่เข้าใจทำให้งานไม่สำเร็จ 3) ต้องมีการวางแผนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เสร็จจากการว่ายน้ำ ดำน้ำดูปลาดูปะการัง ผมเหมื่อยไปทั้งตัวครับ จนนั่งเฉยๆ ไม่ไหว ตอนแรกนึกว่าเราเป็นอย่างนี้คนเดียว ปรากฏว่า อาจารย์อีกสองท่านก็มีอาการเหมือนกัน และพอเหลียวมองแล้วถามไปยังลูกศิตย์หลายคนก็มีอาการเหมือนอาจารย์ๆ เหมือนกัน เรา(อาจารย์) ก็พากันหัวเราะ แล้วพูดขึ้นว่า นึกว่าคนแก่อย่างเราที่มีอาการ ที่ไหนได้คนหนุ่มๆ ก็ยังไม่ไหว (แสดงว่า เราก็ยังฟิตอยู่เหมือนกัน)

สุดท้าย ผมจบด้วยการแช่น้ำอุ่นและนวดด้วยน้ำมันปาล์ม ส่วนอาจารย์อีกสองท่าน มีออฟชั้นเพิ่มอีกหนึ่งรายการคือ ยาคลายเส้น ครับ ฮิฮิ แสดงว่าในอาจารย์สามท่าน ผมยังฟิตที่สุดคราบบบบบบบ.