ผมสงสัยมานาน ว่าทำไมประเทศไทยจึงมีไม่ครบพุทธบริษัทสี่ : ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา      มีคำอธิบายว่า เพราะขาดช่วงไป     เมื่อไม่มีภิกษุณีเหลืออยู่ จึงบวชภิกษุณีใหม่ไม่ได้     ผมรู้สึกว่าเป็นคำตอบที่แปลก     ในเมื่อไม่ว่าอะไรๆ ในสังคมต่างก็เป็นสิ่งสมมติทั้งนั้น     ทำไมเราจะเริ่มสิ่งสมมติขึ้นใหม่ไม่ได้

         ท่านพุทธทาสท่านให้พินัยกรรม "ธรรมะมาตา" ไว้     ผมมองว่าท่านบอกเป็นนัยไว้ว่าต่อไปพุทธศาสนาต้องใช้พลังของเพศแม่ให้มากกว่าที่เป็นอยู่      ผมเดาว่าท่านไม่อยากแสดงท่าทีที่ไม่ตรงกับท่าทีของมหาเถรสมาคมชัดเกินไป     เพราะหลายๆ อย่างที่ท่านทำอยู่มันก็แหวกแนวมากอยู่แล้ว

         เมื่อปีที่แล้ว ผมไปเห็นนิกายพุทธฉือจี้ที่ไต้หวัน     เป็นนิกายที่ภิกษุณีเป็นใหญ่     เน้นที่เมตตา และการทำประโยชน์แก่ผู้อื่นเป็นมรรคาแห่งการชำระจิตใจตนเองให้บริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ     ไปสู่ความหลุดพ้น     เน้นการทำความเพียรรวมหมู่     แต่ไม่ใช่แค่ภาวนารวมหมู่     แต่เน้นที่การทำงานรวมหมู่     เป็นการทำงานเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น     เอาการทำงานนั้นเองเป็นอุบายลดโลภะและอัตตา     ผมเห็นพลังยิ่งใหญ่ของภิกษุณีจากการไปเห็นมูลนิธิฉือจี้ และขบวนการเครือข่ายทั่วโลก   

         ผมได้เรียนรู้ว่าฉือจี้เกิดขึ้นได้เพราะสังคมและการเมืองไต้หวันเปิดช่องให้ทำได้     เขาเป็นสังคมที่ยอมรับและอดทนต่อความแตกต่าง     แต่ก็มีกฎเกณฑ์กติกาที่มาควบคุมทางตรงและทางอ้อมให้กิจกรรมเพื่อสังคมเป็นกิจกรรมที่บริสุทธิ์จริงๆ     ไม่ใช่กิจกรรมแอบแฝงเพื่อความยิ่งใหญ่ของศาสดา      หรือเพื่อประโยชน์แอบแฝงเพื่ออำนาจการเมือง    

          การทำความดีเพื่อสังคม ไม่ควรจำกัดและแบ่งแยกเพศ     ผมไม่เชื่อว่าเพศหญิงจะบรรลุธรรมไม่ได้ หรือได้ไม่ดีเท่าชาย      ผมไม่เชื่อว่าเพศหญิงจะเผยแผ่ความดี หรือเผยแผ่ธรรมะได้ไม่ดีเท่าชาย     ผมเชื่อว่าถ้าเราให้โอกาสและส่งเสริมเพศหญิงให้ทำสิ่งเหล่านี้ เราจะได้พลังบางส่วนที่เพศชายทำได้ไม่ดีเท่าเพศหญิง     ผมเชื่อในพลังของความหลากหลาย     ผมเชื่อในพลังของ empowerment      ผมจึงเห็นด้วยกับการมีภิกษุณี และการมีวัดที่ภิกษุณีเป็นเจ้าวัด

วิจารณ์ พานิช
๘ เม.ย. ๕๐