เมื่อครูสอนภาษาอังกฤษ........ต้องกลายเป็น “ จิตแพทย์ (จำเป็น) ” ถ้าเราไม่มีความรู้ที่ชัดเจน ก็ควรจะปรึกษาผู้รู้จริงเป็นสิ่งที่ควรกระทำที่สุด

เมื่อครูสอนภาษาอังกฤษ........ต้องกลายเป็น จิตแพทย์ (จำเป็น)

เอาอีกแล้วล่ะค่ะ   เรื่องวุ่นๆ.....ของครูที่สอนเด็กวัยรุ่น.....เกิดขึ้นอีกแล้ว    

เคยมีคุณครูผู้ชายท่านหนึ่งสอนที่โรงเรียนเดียวกันนี่ล่ะค่ะ  ได้นำเสนอหัวข้อสนทนาขึ้นมาว่า  พี่ว่า....ครูแบบเราๆ นี่ ต้องเป็นได้หลายอย่างนะ  บางครั้งบางคราวเราก็เป็นนักแสดง  เป็นโน่น  เป็นนี่   โอย...อีกตั้งแยะที่ครูไทยสามารถเป็นได้ ฯลฯ     เออ!  คิดๆ ดู....ก็จริงแฮะ   บางเวลาก็ (แสร้งทำ) เป็นผู้รู้ (ซะเต็มประดา) , เวลาอยู่หน้าห้องเรียนก็คล้ายๆ จะเป็นนักแสดง (เพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กๆ ให้หันมาสนใจเรียน  แอบแสดงเป็นนางเอกบ้าง, นางงาม (รักเด็กๆ) บ้าง  หรือแม้กระทั่งบท..นางร้าย..ก็ต้องมีกันบ้างเล็กๆ เพื่อความสงบสุข...ในห้องเรียน) 

คราวนี้ถึงเวลาที่คุณครู.......ต้องเป็น จิตแพทย์(จำเป็น) บ้างแล้วล่ะค่ะ             

 เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ   2   สัปดาห์...ที่ผ่านมา   ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จากลูกศิษย์ที่เป็นเด็กผู้ชายคนนึงค่ะ  แต่เค้าไม่ได้เป็นเด็กในที่ปรึกษาของผู้เขียนหรอกนะคะ   เท่าที่สอนมาก็พบว่าเค้าเป็นเด็กเรียบร้อย  น่ารัก  นิสัยดี  ขยันและมีความพยายาม  แม้จะเป็นเด็กที่เรียนอ่อนก็ตาม  เค้าติดต่อกับผู้เขียนทางโทรศัพท์มาสักระยะหนึ่งแล้ว ( ด้วยความพยายามเสาะแสวงหาเบอร์โทรศัพท์ของผู้เขียนมาจากครูท่านอื่น )  จากการพูดคุยกันทำให้ทราบว่าตัวเด็กเองมีปัญหาทางบ้านในเรื่องฐานะทางการเงินของครอบครัว  และคุณพ่อก็ติดเหล้าอีก  ตัวเด็กเองเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความฝันในอนาคตว่าเค้าอยากจะเป็นวิศวกรไฟฟ้าในโรงงานไฟฟ้าที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในอีกอำเภอใกล้ๆ  เค้าเลยมักจะโทรฯมาขอกำลังใจจากผู้เขียนอยู่บ่อยครั้ง  ด้วยคำถามที่ว่า..... 

 Q   :   ครูว่าผมจะเป็นวิศวกรไฟฟ้า  ได้มั๊ยครับครู 

    =  ได้น่ะได้อยู่หรอก   แต่ต้องขยันเรียนหน่อยนา

Q   :   พอผมได้เข้าไปทำงานที่โรงไฟฟ้านั่น  ผมจะมารับครูไปดูที่ทำงานผมได้มั๊ย    

    =  เออ! ได้ๆ แต่ตอนนั้นคงต้องช่วยพยุงฉันเดินแล้วแหงๆ  (นึกสภาพตอนตัวเองแก่ๆ) แล้วฉันจะรอแล้วกัน

Q   :   ครูแล้วผมจะเรียนสาขาไหน  ผมจึงจะเป็นอย่างที่ผมหวังล่ะครับ    

    =  เอ๋า!  ก็เรียน........สิ        

         จนกระทั่งเมื่อ  2  สัปดาห์ที่ผ่านมา  เด็กโทรฯมาปรึกษาเรื่องเรียนของเพื่อนเค้า  ครูก็ตอบไปเสร็จสรรพจนเป็นที่เข้าใจ  จนมาถึงคำถามนี้ที่เด็กขอสัญญาว่า ครูอย่าโกรธผมนะ….”  ( ก็ O.K.ไม่มีปัญหา...ว่ามาเลย )  แล้วเด็กก็ถามว่า 

   Q   :   ครูครับ....ครูว่าผมเป็นเกย์มั๊ย    

   =  หา!  อะไรนะ  (ตกใจ....ตั้งสติก่อน....ไม่คิดว่าจะเจอคำถามนี้...)  เฮ้ย..ไม่เป็นหรอก( ด้วยความเชื่อมั่นในตัวลูกศิษย์  ระหว่างนี้แอบทบทวน..บางพฤติกรรมของเด็กในบางมุมของพฤติกรรมที่เป็นแบบเฉพาะตัวเค้า)        

         คำถามนี้คำถามเดียวนำไปสู่การพูดคุยแบบเปิดใจของเด็กมากขึ้น  และอีกหลายๆ คำถาม  หลากเรื่องราวที่เราผลัดกันถาม-ตอบ แถมท้ายด้วยตัวอย่างประสบการณ์ที่เคยดูมาจากละครหรือภาพยนตร์  แต่สุดท้ายเด็กเค้าบอกว่าเค้ารับได้หมด  ยังอุตส่าห์แนะนำให้เค้าไปคุยกับจิตแพทย์   แต่อย่างที่คิด....เด็กเค้าบอกไม่ไปหรอกครู   แล้วจะให้ผมบอกแม่ว่าไงล่ะครู  เออ...จริง  มันวุ่นหนักเข้าไปอีกแฮะ        

         ทำไงดีหว่า.....จำได้ว่าเคยดู T.V. เกี่ยวกับการประกวดทิฟฟานี่  แล้วนางงามที่ชนะเลิศเค้าเล่าว่าเค้ามีปัญหาตรงที่ปกปิดมาตลอด  จนที่สุดแล้วก็เปิดเผยกับผู้ปกครองว่าเค้าชอบที่จะเป็นแบบนี้  แต่โชคดีที่ผู้ปกครองรับได้  เพียงแค่ขอให้เป็นคนดีของสังคมก็พอ....  (เอาล่ะ...ขอยืมมาใช้หน่อยนะ) 

              =   เฮ้ย! เอางี้ละกันไม่ว่าผมจะเป็นอะไร  ยังไงก็แล้วแต่  ครูขอนิดนึงนะ  โตขึ้นผมต้องเป็นคนดี  เหมือนอย่างที่เคยเป็นเด็กดีของพ่อแม่และครู     แค่นี้ทำได้มั๊ย

         เด็กเค้าก็ O.K. ตกลงตามนี้  แถมบอกว่าหลังจากจบการศึกษา,หางานได้, จะเลี้ยงดูพ่อแม่เอง แต่ดันทิ้งท้ายไว้อีก....ผมคงไม่มีครอบครัวแล้วล่ะครับครู... 

         หลังจบการสนทนา  ปัญหาในใจเด็กได้ระบายออกมาแล้ว  แต่ครูกลับนอนไม่หลับซะเอง  คิดอยู่แต่ว่าแล้วไอ้ที่ตอบเด็ก, แนะนำเด็กไปนี่มันถูกต้องมั๊ยล่ะ  เฮ้ย...แทนที่เด็กเค้าจะเป็นไม่มาก....คำตอบผู้เขียนจะเป็นการไปสนับสนุน,ส่งเสริมให้เค้าเป็นมากขึ้นรึปล่าว   แล้วจะทำอย่างไรให้เค้ากลับมาเป็นปกติตามเพศเค้าล่ะ  จริงๆ แล้วคือไม่อยากให้เค้าผิดปกติ  กลัวเค้าจะมีปัญหาเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่  ผู้เขียนเลยต้องลุกมาเปิด Internet

นึกถึง Gotoknow (ขอบคุณ G2K ที่เป็น web ดีๆ ให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้) แล้ว search หาจิตแพทย์ (เพราะเพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่  เลยไม่ทราบว่าใครเป็นใครใน G2K มากนัก) เลยไปฝากคำถามค้างคาใจในกรณีนี้ไว้กับ  คุณหมอมาโนช  หล่อตระกูล  ด้วยความกรุณาจากคุณหมอที่อุตส่าห์ตอบกลับมาให้ทาง  G2K 

 (ต้องขอบพระคุณมา ณ ที่นี่อีกครั้งหนึ่ง)

แต่เมล์ถูกตีกลับค่ะ  คุณหมอเลยแจ้ง E-mail อื่นให้ ในที่สุดก็ได้รับคำตอบจากคุณหมอ  ซึ่งขออนุญาตนำคำตอบของคุณหมอมาลงไว้    ที่นี้  เพื่อเป็นวิทยาทานแก่คุณพ่อคุณแม่ และเพื่อนครูท่านอื่นๆ ที่อาจจะเจอเด็กในกรณีเดียวกันกับผู้เขียน...ด้วยความเคารพ

อาจารย์ เกศวิไลครับ

เด็กพอเข้าวัยนี้ก็มักจะทราบว่าตัวเองมีความสนใจทางเพศแบบไหน  จริงๆ แล้ววัยนี้อาจสับสนได้ บางคนนึกว่าชอบชายพอสักพักรู้ว่าไม่ใช่ก็มี แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเจอ แบบนี้มีน้อยครับ โดยทั่วไปถ้าเด็กยัง ไม่มีเพศสัมพันธ์กับชายด้วยกันถือว่ายังไม่ถึงกับแก้ไม่ ได้ แต่จริงๆ แล้วแก้ยากมากครับ
1.    ยอมรับเขา  ให้เขาเห็นคุณค่าตัวเอง อย่างที่อาจารย์พูด ดีมากเลยครับ
2.    บอกเขาว่าจริงๆ เขาอาจสับสนก็ได้ ให้เขาลองพยายามชอบหญิงดู  ลองพยายามดูสักปี  หนึ่ง ถ้า ไม่ได้ก็จะได้รู้ว่าตัวเองเป็นแบบนี้จริงๆ
3.    บอกเขาอย่าหมกมุ่นเรื่องนี้มาก  ถ้าเกิดอารมณ์เพศ ให้ฝืนตัวเอง ให้สนหญิงบ้าง  เช่น หาก สำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง อย่านึกถึงผู้ชายให้นึกถึงผู้หญิง อย่าพยายามใกล้ชิดกับชายในแบบเพศ
4.    เรื่องนี้ไม่มีถูกผิด เพียงแต่ถ้าเป็นเกย์ต่อไปชีวิตจะไม่มีความสุขนักเพราะสังคมยังแบ่งชายหญิง อยู่
5.    พฤติกรรมการแสดงออก เขาต้องควบคุมตัวเองให้ปกติตามเพศ
6.    สิ่งหนึ่งที่ต้องปลูกฝังให้เขาเยอะๆ คือการมองตนเองด้านบวก และให้กำลังใจตนเอง เพราะ ทางที่เขาเลือกเดินจะเจออุปสรรคเยอะ
7.    บอกตรงๆ นะครับ สำหรับผมแล้ว ผมรับเขาได้อย่างที่เขาเป็นครับ ขอให้เขาเป็นคนดี มีจิตใจ เพื่อผู้อื่นก็พอ

ยินดีครับที่อาจารย์ปรารถนาดีต่อเด็ก ขอเอาใจช่วยครับ
มาโนช

         หลังจากได้รับคำตอบจากคุณหมอ  ผู้เขียนก็โทรศัพท์พูดคุยกับเด็กอย่างตรงไปตรงมา  ว่าครูเข้าไปคุยกับจิตแพทย์มานะ  คุณหมอแนะนำให้ผมลองปฏิบัติตามคำแนะนำดูอีกทีนะ  มาถึงตรงนี้เด็กกลับบอกผู้เขียนว่าเค้ารู้จักชื่อคุณหมอมาโนชด้วย  แถมสัญญาว่าจะพยายามทำตามที่คุณหมอแนะนำค่ะ 

       ......เราคงต้องมาลุ้นและเอาใจช่วยเด็กแล้วล่ะค่ะ

       ......กราบขอบพระคุณ  คุณหมอมาโนช  หล่อตระกูล  แทนเด็กด้วยนะคะ