เอ่ยคำว่า “ผี” หลายท่านคงมีประสบการณ์ต่างกันไป แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ประสบการณ์เกี่ยวกับ “ผี” ที่วัดถ้ำลอด ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อายุนับร้อยปี ก็เลยนำมาลงเป็นบันทึกไว้
  • 25 เมษายน 2550
 

เอ่ยคำว่า  ผี หลายท่านคงมีประสบการณ์ต่างกันไป แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ประสบการณ์เกี่ยวกับ ผีที่วัดถ้ำลอด ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อายุนับร้อยปี ก็เลยนำมาลงเป็นบันทึกไว้

 

เราสามารถมอง ผีได้หลายความหมายนะครับ จะมองแบบวิทยาศาสตร์ แบบไสยศาสตร์ แบบพุทธศาสนา แบบสังคมศาสตร์ หรือแบบอื่นๆก็ได้ หากมีใครมอง ผี ในความหมายที่ต่างจากเราไป ก็คงเข้าใจว่าแต่ละคนสามารถให้ความหมายได้ต่างกัน และไม่จำกัดว่าใครต้องเชื่อในความหมายใดความหมายหนึ่งนะครับ

 

สำหรับผม กลางเดือนที่ผ่านมา ผมคิดว่า ผมจะใช้ผีในความหมายทางการพัฒนาชุมชน

 

เรื่องของเรื่องคือ ผมต้องจัดประชุมกลุ่มเด็กหมู่บ้านถ้ำลอดเมื่อกลางเดือน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้ารับการฝึกอบรมเป็นอาสาสมัครนวดแผนไทยประจำหมู่บ้าน ตาม โครงการนวดสานสายใย เยาวชนใฝ่กตัญญู ที่ผมได้รับงบมาจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (สพช.)

 

โครงการนี้เป็นโครงการระยะสั้น เน้นให้เกิดกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างเด็ก ชุมชน และสถานีอนามัย แล้วนำร่องไปบรรจุไว้ในแผนงานของ อบต. ผมทำหน้าที่เป็นผู้จุดชนวนแล้วสร้างกระบวนการขับเคลื่อนให้เกิดสุขภาวะ เด็ก เก่ง ดี มีสุข

 

อันที่จริงเราประชุมกลุ่มเด็กหลายครั้งแล้วครับ ครั้งแรกเป็นการเตรียมร่างโครงการ ครั้งที่สองเป็นการชี้แจงผลการอนุมัติโครงการและวางแผนงาน ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนจัดกิจกรรมการฝึกนวด ทุกครั้งเราจะจัดประชุมกันที่บ้านแกนนำเยาวชน มาวันนี้อยากจัดในที่ใจกลางชุมชน เผื่อมีผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่สนใจจะร่วมวง ในขณะนี้เด็กๆเราก็พร้อมที่จะเปิดรับผู้ใหญ่แล้ว

 

ตรงนี้ ผมเรียนรู้ว่า การให้เด็กทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ จำต้องเตรียมความพร้อมให้เด็กมีความเข้าใจ และมั่นใจในสิ่งที่ตนเองจะทำเสียก่อนครับ เมื่อเด็กรวมกลุ่มกันชัดเจนในหลักและกระบวนการขึ้นมาแล้ว จึงค่อยๆเปิดให้ผู้ใหญ่มาร่วม เพื่อที่พวกเขาจะไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง และความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา

 

แล้ววกมาเรื่อง ผีได้อย่างไรเนี่ย?

 

คืออย่างนี้ พลบค่ำวันนั้น เราจัดประชุมกันที่วัดถ้ำลอด ที่เลือกวัดก็อย่างเหตุผลข้างต้น คือเราอยากจะให้ผู้ใหญ่มาร่วมวงด้วยได้แล้ว แต่เผอิญวันนั้นมีงานศพคนในหมู่บ้าน จัดที่บ้าน ชาวบ้านก็ไปร่วมงานกันหมด แต่การประชุมก็จัดได้ แม้จะช้าหน่อย เพราะต้องไปตามเด็กๆจากงานศพ กว่าจะมาพร้อมกันได้ ฟ้าก็จวนมืดเต็มที

 

ปกติแล้ว วัดนี้มีพระสงฆ์อยู่รูปเดียว และมักจะไปจำวัดในถ้ำ ปล่อยวัดให้ทิ้งร้างไว้กลางชุมชน เวลามีงานบุญทีจึงจะมีคนมาร่วมกันเอิกเริก  บรรยากาศในบริเวณรอบๆวัดจึงเงียบสงบ และวิเวกวังเวงยามค่ำ

   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">วัดถ้ำลอดนี้ มีเรื่องชวนคนหัวลุกอยู่เนืองๆครับ น้องสาวในทีมงานของผมก็ยืนยันว่าเคยสัมผัสกับ เสียงประหลาดๆที่วัดแห่งนี้  คนเฒ่าคนแก่หลายคนเห็นสิ่งที่เรียกว่า เปรต และวิญญาณ จริงเท็จอย่างไร ผมก็ไม่รู้ แต่คนในหมู่บ้านเชื่อและยืนยันว่าประสบกันมาหลายคน</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ตอนดึก ชาวบ้านหลายคนเจอคนขอโบกติดรถไปส่งบ้าน ก็มีน้ำใจพาไปเพราะเห็นว่าค่ำแล้ว ครั้นพอนั่งซ้อนท้ายไปด้วยกันสักพัก เหลียวไปดู ไม่เห็นมีใครสักคน เหวอ!!!</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อันนี้ เป็นความหมายของ ผีในมุมมองของชาวบ้าน เป็นวิญญาณชั่วร้าย ที่สามารถทำร้าย หลอกหลอนผู้คน (ตอนที่ผมพิมพ์อยู่นี่ ดึกมากแล้ว  ฟ้าคำรามครืนๆ ฝนกำลังจะตก ลมกรรโชกแรง ไฟติดๆดับๆหลายที ประตูเดี๋ยวปิดเดี๋ยวเปิด เล่นเอาใจแป้วๆ  ถ้าไฟดับตอนนี้ คงไม่สวยเท่าไร เพราะผมก็ชักเสียวสันหลังๆเหมือนกัน ขอเอาไปพิมพ์ต่อพรุ่งนี้เช้านะครับ)</p>  <ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt">

26

เมษายน 2550 </li></ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เขียนต่อจากเมื่อคืนนะครับ ความหมายของ ผีในมุมมองของเด็กๆที่มาร่วมประชุมก็ไม่ต่างจากชาวบ้านเท่าใดนัก ช่วงนี้หนังทีวีเรื่อง ปู่โสมเฝ้าทรัพย์กำลังครองใจเด็ก ผมก็เลยเอาเล่า เล่าไปเล่ามาก็มาตกอยู่เรื่องผีที่วัดแห่งนี้ เด็กๆก็คุยสนุกกันใหญ่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ครั้งนี้ ผมประเมินการประชุมว่าแตกต่างจากการประชุมกลุ่มทุกครั้ง เพราะเด็กๆให้ความเป็นกันเองเป็นอย่างดี ผมคิดว่ามาจากการที่เราได้มีเวลาเอาเรื่อง ผีมาคุยกัน เหมือนเป็นการอุ่นเครื่องก่อนเข้าประเด็นได้เป็นอย่างดี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ผีในความหมายของนักวิจัยและพัฒนาอิสระอย่างผมในครั้งนี้ ก็เลยถูกใช้ในความหมายของ เครื่องมือในการเข้าถึงคนใน และผมคิดว่า นักวิจัย นักพัฒนาชุมชนจำนวนไม่น้อย ก็อาศัยวิธีนี้ ในการสังเกตความสัมพันธ์เชิงอำนาจของผู้คน รหัสความคิดที่ซ่อนอยู่ในหัวสมองของพวกเขา เพื่อที่จะปรับความสัมพันธ์ไปในทิศทางที่เหมาะสม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">และแม้ว่า นักวิจัยและนักพัฒนาจะไม่เชื่อในเรื่องผีๆแบบชาวบ้าน ชาวบ้านเองก็มักจะมีวิธี กลืนให้คนนอกเหล่านี้ ต้องผนวกเข้าไปมีสัมพันธ์กับผีของพวกเขา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">นึกได้ว่า ผมมีกรณีศึกษา ที่เพื่อนฝรั่งคนหนึ่งของผมเป็นนักศึกษาปริญญาเอกจากเยอรมัน มาทำวิจัยเรื่องดินที่หมู่บ้านลาหู่แห่งหนึ่งที่แม่ฮ่องสอน ทำไปทำมาเขาเกิดอาการตาแดง รักษาอย่างไรก็ไม่หาย  ชาวบ้านว่าเขาไปสร้างเครื่องทดลองขวางทางน้ำ ทำให้ผีน้ำโกรธ ต่อมาเกิดตาแดงแพร่ไปถึงผู้ช่วยนักวิจัยที่เป็นชาวลาหู่ในหมู่บ้านด้วย ชาวบ้านก็เรียกร้องให้ฝรั่งทำพิธีเลี้ยงผีขอขมา เจ้าเพื่อนผมก็ลองดู ปรากฏว่าอาการป่วยก็หายไป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">วกมาที่การประชุมกลุ่มเด็กที่วัด ท้ายสุด การประชุมเสร็จสิ้นลงด้วยดี ขาดแต่ผู้ใหญ่ไม่ได้มาร่วมอย่างที่คิดเพราะติดงานศพกัน ผมไม่อยากปล่อยเด็กกลับบ้านค่ำนัก เพราะหลายคนอยู่บ้านไกล ไม่มีไฟกิ่ง ต้องใช้ไฟฉายส่องทาง ก็น่าเป็นห่วง ทุ่มเศษๆก็เลยให้กลับกัน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ผมเป็นคนสุดท้ายที่เดินออกจากศาลาวัด เพราะต้องไล่ปิดไฟทุกดวง คนอื่นๆลงไปกันนานแล้ว ผมยังความหาสวิตช์ ไฟดวงสุดท้ายไม่เจอ และไฟดวงสุดท้ายก็อยู่ข้างในสุด หน้าพระประธาน หมายความว่าผมไล่ปิดไฟทุกดวงหมดแล้ว เหลือแต่ไฟหน้าพระประธานดวงเดียว บรรยากาศบนวัดก็วังเวงมาก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ในที่สุด ผมก็ปิดสวิสตช์ไฟดวงสุดท้ายได้ แต่พอปิดเสร็จแล้ว บนวัดมืดสนิท มองนิ้วมือตัวเองยังไม่เห็นเลย ผมก็ใจแป้วอยู่ แลดูทางลงศาลาก็อยู่ไกลอีกหลายเมตร ผมก็คลำทางเดินตรงไป ทำใจแข็ง แต่ก็อดหวั่นไม่ได้ว่าอย่ามี อะไร โผล่มาตอนนี้ละกัน  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ระหว่างที่ระวังหลังอยู่ ก็ไม่ทันระวังหน้า ผมหล่นลงไปที่พื้นต่างระดับเต็มแรง ข้อเท้าพลิกแต่ก็พอทรงตัวได้ เด็กๆได้ยินเสียงดังบนวัดก็รีบวิ่งมาดู พอดีผมเดินเขยกมาถึงทางลงศาลา ผมก็บอกกับเด็กๆว่า ผมคิดว่ากลางวัดไม่น่าจะมีพื้นต่างระดับนะ เพราะเท่าที่ดูก่อนมืด ก็เห็นมีพื้นต่างระดับเฉพาะใกล้ทางออกอยู่ที่เดียว แต่ตะกี้ทำไมมันมีสองที่ จนผมตกลงไปขาแพลง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เด็กคนหนึ่งว่า บอกแล้ว อย่าไปเล่าเรื่องผีบนวัด</p> ผมไม่รู้ว่าการที่ผมเกิดเจ็บตัวนี่ แล้วเด็กมาพูดประโยคนี้ สะท้อนให้เห็นว่าตัวเด็กเอง หรือ ตัว ผีเอง จะพยายามผนวกเอาตัวผมให้ไปเชื่อในสิ่งที่ชุมชนมองเห็นหรือไม่  อีตอนกลับนี่ ผมก็เลยชักไม่แน่ใจว่าจะใช้นิยามความหมายของ ผีในแบบวิชาการอย่างเดียวดีรึเปล่า?   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">Abstract</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">As social researcher and social worker , “Ghost” is Socio-cultural meaningsof community, reflect power relation and cosmology of insider. We can use it as tool to make friend with them. </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> This narration is about my fieldwork experience in Pang Ma Pha , Mae Hon Son (2007). It is an example how to use “ghost” to be advantage in child development program.  </p>