การจัดการเรื่องการใช้ประโยชน์จากที่ดิน...นับเป็นหัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งของพี่น้องเกษตรกรที่จะต้องใช้ความรู้ในการวางแผน

ก่อนอื่นต้องขออภัยพี่น้องชาว Blog GotoKnow ทุกๆ ท่านครับ ที่หายหน้าหายตาไปหลายวัน ...เนื่องจากต้องนอนรักษาอาการไข้อยู่ครับ ตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้นบ้างแล้วแหละครับ แล้วก็จะพยายามนำเรื่องเล่าดีๆ มาเล่าสู่พี่น้องฟังอีกเช่นเคย และจะพยายามรักษาสุขภาพให้ดีครับ แล้วท่านผู้อ่านก็อย่าลืมรักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ...

วันนี้...อยากจะเล่าเรื่องการจัดการเรื่องดินและที่ดินสู่กันฟังครับ...จัดการอย่างไร ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าเมื่อเช้าผมได้มีโอกาสนั่งล้อมวงสนทนา...พูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกอีก 2-3 คน ของบ้านหนองน้ำกิน อำเภอพยัคภูมิสัย จังหวัดมหาสารคาม ท่านผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่าตนเองมีที่นาอยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องให้ และที่นาของตนเองเป็นนาที่มีปริมาณเกลือมาก (นาดินเค็ม) น้ำก็ไม่ค่อยดี ทำนาทีไรต้องเสี่ยงดวงว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตหรือไม่ เพราะตนเองทำนาโดยอาศัยน้ำฝน และคันนาปลูกอะไรก็ไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

หลังจากนั้นผมก็เลยได้สอบถามพี่น้องสมาชิกในหมู่บ้านเดียวกันครับว่าใครรู้บ้างว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ....จากนั้นเราก็ได้สนทนากันไปเรื่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องดินเค็มครับว่าจะจัดการกันอย่างไร...บ้างก็บอกว่าในการจัดการดินเค็มนั้นต้อง

1. เปาปุ๋ยคอกไปใส่ให้มากๆ ก่อนปักดำประมาณไร่ละ 5 ตัน ต่อปีติดต่อกัน 3 ปี และหลังใส่ทุกครั้งให้ทำการไถกลบทุกครั้ง แล้วปีที่ 4 คุณภาพดินจะดีขึ้นเองครับ

2. หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวให้ทำการหว่าพืชตระกูลถั่ว (ถั่วพร้าดีที่สุด) แล้วไถกลบบางๆ ช่วงที่ดินยังมีความชื้น ติดต่อกัน 3-5 ปี ดินดีขึ้นแน่นอนครับ

3. เอาปุ๋ยหมัก และพวกเศษวัชพืช ไปใส่ให้มากๆ แล้วทำการไถกลบ แล้วดินจะดีขึ้น

นั่น...ก็เป็นเทคนิคและวิธีการที่แต่ละคนมีวิธีการในการจัดการที่แตกต่างกันครับ... ทันใดนั้นได้มีพ่อทองใบ คนในมู่บ้านเดียวกันเดินผ่านมา และได้ยินพวกเราสนทนากันปัญหาเรื่องที่นาดินเค็ม พ่อทองใบจึงบอกว่าจะไปยากอะไร ปัญหาเรื่องนี้ผมแก้ไขได้แล้ว...ทุกคนต่างก็สนใจ จึงถามว่า...แล้วทำอย่างไร

คุณพ่อทองใบจึงได้เล่าให้ฟังว่าเดิมที่นาของตนเองก็เป็นดินเค็มเช่นกัน เค็มมากด้วย เมื่อ 5 ปีที่แล้วตนเองตัดสินใจล้อมรั้วลวดหนามรอบที่นาของตนเองทั้งหมด 12 ไร่ ในช่วงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว จากนั้นซื้อวัวมาเพิ่มจากเดิมที่มีอยู่แล้วรวมประมาณ 10 ตัว ขังเลี้ยงให้อยู่ในทุ่งนาของตนเองโดยให้อยู่ให้กินตลอดฤดูแล้ง ทั้งกลางวัน และกลางคืน ในปีแรก ฟาง และหญ้าอาจจะไม่เพียงพอเราอาจจะต้องหาจากที่อื่นมาให้วัวเรากินด้วย ทำติดต่อกัน 3 ปี ดินเค็มหายไปเลยครับ เนื่องจากเราได้ปุ๋ยคอกจากวัวที่ปลดปล่อยใส่ทุกวัน สำหรับบริเวณบนคันนาก็ปลูกต้นยูคาลิปตัสรอบแปลงนาเช่นกัน จึงทำให้ได้ทั้งเงิน และไม้ไว้ใช้ประโยชน์ได้อีกทางด้วย ตอนฤดูทำนาข้าวก็งามผลผลิตก็ได้มากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่าพลังของการโสเหล่ (การแลกเปลี่ยนเรียนรู้) สามารถที่จะทำให้เกิดชุดของความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นกัน เพียงแต่ว่า.....ท่านจะเลือกใช้หรือไม่เท่านั้นเอง

 ครับจากชุดความรู้ของหลายๆ ท่านที่กล่าวมาดังกล่าวอาจจะเป็นชุดของความรู้ที่มีความแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ แต่ในส่วนของพ่อทองใบ ก็อาจจะเป็นชุดความรู้ในเรื่องของการจัดการเรื่องดินเค็มที่สามารถเชื่อมโยงให้เห็นถึงกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์ที่เกื้อกูลต่อจุลินทรีย์ และโครงสร้างของดิน จนกระทั่งสามารถทำให้ดินดี เหมาะต่อการปลูกพืชได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการจัดการและวางแผนที่ดี มีประโยชน์สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ได้ 

 

ขอบคุณครับ

อุทัย อันพิมพ์

26 เมษายน 2550