งานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ไม่ทราบว่ามีกี่เรื่องที่ทำเพื่อตอบคำถามให้คนชนบท หรือทำเพื่อจะหาทางช่วยเหลือเจอจานญาติร่วมแผ่นดิน ถ้าคิดประเด็นนี้บ้าง มหาวิทยาลัยก็จะเป็นความหวัง เป็นเพื่อนเป็นที่ปรึกษาที่หันหน้าไปพึ่งพาได้บ้าง

 

มหาชีวาลัยอีสานจะตั้งหม้อน้ำร้อนไว้บนเตาอยู่เสมอ ปกติจะราไฟไว้ให้อุ่นมีควันฉุยลอยออกมาเล็กน้อย เพื่อให้สังเกตได้ว่ายังมีน้ำร้อนเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน อีกมุมก็จะมีน้ำเย็นผสมยาอุทัยลอยดอกมะลิหอมสดชื่นรอไว้ มุมที่สามก็จะมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นในกรณีฉุกเฉิน พร้อมที่จะเข้าไปหิ้วเอาหมูที่คาคานสอดออกใส่รักษาพยาบาล ใส่ยาแดง ยาดม แล้วแต่อาการ 

     

วันนี้มีอาจารย์ผู้ใหญ่ คณบดี ทีมงาน อาจารย์ที่ปรึกษา และหน่วยสอดเสริมกำลังใจ เตรียมพัดวีให้ยามชักกะตุ๊ก ที่จริงก็เป็นเรื่องสนุก แต่ผมเขียนให้พิศวงงงงวยไปอย่างนั้นเอง อากาศร้อนก่อนพายุจะมา คนเราก็ป้ำๆเป๋อๆอย่างนี้แหละ 

ข่าวเกี่ยวกับนักศึกษาที่มาทำวิทยานิพนธ์ที่นี่ ล้วนเป็นข่าวที่น่ายินดีด้วยทั้งสิ้น หนูกุ๊ก จากเมืองสองแคว เล่าว่าเพิ่งสอบวิทยานิพนธ์ของสถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯผ่านได้ในระดับดี ส่วนหนูออยใหญ่แห่ง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพิ่งได้รับความเห็นชอบหัวข้อวิทยานิพนธ์ จะมาทำเรื่องบ้านแบบพอเพียงของคนอีสาน ส่งตัวร่างแบบบ้านมาให้ดูล่วงหน้า แล้วเจ้าตัวจะตามลงมาในเดือนหน้า ตอนนี้ขอเวลาเข้าวัดนั่งวิปัสสนาเป็นเวลา2สัปดาห์ 

 ยังมีงานช้างที่จะมาถึงวันที่29-30เดือนนี้ อาจารย์ที่ปรึกษาจะมาตรวจสอบวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ศักดิ์พงศ์ หอมหวน(ท่านเม็กดำ1) ขั้นสุดท้าย ถ้าวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ผ่านเรียบร้อย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครและเพื่อนพ้องในท้องถิ่นทุ่งกุลาร้องไห้ ก็จะได้ดุษฎีบัณฑิตคนแรก ไม่ภาคภูมิใจก็คงไม่ไหวละครับ ที่คนอีสานสามารถเข็นเรื่องตนเองเข้าไปสู่กระบวนการปริญญาเอก ของมหาวิทยาลัยในส่วนกลางได้เป็นหมายเลข1ของสถาบันฯและชุมชน ดีไม่ดีอาจจะได้แห่กันหลอนเป็นการเฉลิมฉลองครึกครึ้นทั้งหมู่บ้าน  

สองวันดังกล่าวนี้จึงมีความหมายสำหรับชาวชนบทที่ต้องการพิสูจน์ กระบวนการทำวิทยานิพนธ์ ที่มีรากเหง้าเหงาหงอยในวิถีชนบทเป็นสะพานเดินเรื่อง เพื่อเชื่อมโยงวิชาการลงสู่วิถีชุมชนได้ค่อนข้างดี ที่กระบวนการศึกษายกเอาเอาแก่นของปัญหาและเรื่องราวชาวบ้านหลายตำบลเป็นตัวเดินเรื่อง เรียกว่าเอาชีวิตและชะตากรรมคนอีสานมาผ่าดูว่า จะหาทางรักษาแบบพึ่งพากันเองในเบื้องต้นอย่างไรได้ เพราะมีท่านอาวุโสรำพึงว่า..มหาวิทยาลัยก็ไปทาง วิกฤติในชุมชนก็ไปทาง ไม่ได้หันหน้าเข้ามาร่วมทุกข์ร่วมสุขกันแต่อย่างใดแม้แต่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ก็พูดกันปาวๆ ถือตำรากันคนละฉบับ คิดกันคนละมุม เข้าใจกันคนละด้าน ยืนอยู่กันคนละแดน แถมแต่ละสำนักยังมีลูกติดปลายนวมอีก มันเลยเป็นคนละเรื่องเดียวกัน  

งานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ไม่ทราบว่ามีกี่เรื่องที่ทำเพื่อตอบคำถามให้คนชนบท หรือทำเพื่อจะหาทางช่วยเหลือเจือจานญาติร่วมแผ่นดิน ถ้าคิดประเด็นนี้บ้าง มหาวิทยาลัยก็จะเป็นความหวัง เป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษายามยากหันหน้าไปพึ่งพาได้บ้าง เรื่องที่จะมุ่งรับใช้สังคมเมืองไม่ผิดหรอก แต่อย่าลืมว่ายังมีชาวชนบทตั้งตาคอย สายตาชาวมหาวิทยาลัยให้เหลียวแลมาทางนี้บ้าง แม้นานๆครั้งก็ยังดี ถ้าไม่ดูดำดูดีกัน ต่างฝ่ายต่างไม่อยู่ในสายตาของกันและกัน ช่องว่างก็จะถ่างห่างออกไป ออกไป.. จนเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน เมื่อถึงจุดนั้น ความหนาวเย็นก็มาเยือน เพราะไม่ทราบว่าจะไปหาความอบอุ่นมาจากที่ไหนทั้งคู่ เราก็จะตกอยู่ในวิถีชีวิตและสังคมที่เย็นยะเยือก..

"หนาวผู้หญิงเขาให้อิงผู้ใหญ่

แต่ชาวบ้านหนาวมหาลัย จะให้ไปอิงใครครับผ๊ม!"