การฟังอย่างใส่ใจเป็นอะไรๆ ที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นการทำ Knowledge Sharing การทำสุนทรียสนทนา (Dialogue) หรือการพูดคุยกันธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน หรือคนในบ้านก็ตาม การฟังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างพื้นฐานแต่ว่าสำคัญมาก ในเรื่องนี้กฤษณมูรติได้เคยกล่าวไว้ว่า
“....พวกเราส่วนมากฟังจริงๆ ไม่เป็น เพราะเราฟังด้วยการโต้แย้ง ด้วยการตีความ เราแปลความสิ่งที่กำลังฟังให้เข้ากับแนวความคิดของเรา หรือเปรียบเทียบสิ่งที่ฟังกับสิ่งที่รู้มาก่อนแล้ว ดังนั้น ที่แท้แล้วเราไม่เคยรู้จักฟัง....แต่หากคุณสามารถที่จะฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่เปรียบเทียบและไม่แปลความแล้ว ผมคิดว่าการฟังอย่างนั้นจะมีผลพิเศษสุด การฟังเช่นนั้นก่อให้เกิดการปฏิวัติอย่างสิ้นเชิงภายในจิตใจ เพราะมันต้องการความใส่ใจอย่างเต็มที่ และความใส่ใจอย่างเต็มที่คือคุณความดีที่สมบูรณ์”
(จากหนังสือ “แด่อิสรภาพ” หน้า 18 Published by The Quest Foundation)
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ วันนี้แหววพึ่งกลับมาจากการประชุมที่อยุธยา เห็นหัวข้อนี้เข้าแล้วโดนใจ สนับสนุนเต็มที่เลยค่ะ เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วแหววได้ศึกษาเรื่องสุนทรียสนทนาจากคุณหมอวิธาน(หนังสือหัวใจใหม่ชีวิตใหม่) ซึ่งให้อะไรที่ดีมากๆมาใช้ในชีวิตประจำวัน แล้ววันหนึ่งก็มีเรื่องราวของความขัดแย้งของคนในองค์กรจากเรื่องส่วนตัวที่มีมายาวนาน และรุนแรงขึ้นอย่างลับๆ จนทำให้เกิดปัญหาลึกซึ้งของคนสองกลุ่ม จนถึงขั้นทำร้ายสิ่งของ ทำร้ายจิตใจ มีการแจ้งความ จะเอาผิดกัน จะฟ้องร้องให้ต้องออกจากราชการ ตอนนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งระดับผู้นำเข้าไปจัดการ(สอบสวนหวังยุติ) กลับก่อให้เกิดปัญหาบานปลาย แล้ว ผอ. ก็มาขอให้แหววช่วยจัดการไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ แหววเครียดมากๆเพราะเรื่องลุกลามมากแล้ว ส่วนหนึ่งคิดว่าทุกคนไม่มีใครอยากทำผิดหรือทำชั่วเพียงแต่มีเหตุผลสิ่งใดทำให้เรื่องราวต้องดำเนินไปเช่นนั้น ช่วงนั้นได้พบกับคุณหมอวิธาน ที่ HA Forum ครั้งก่อนโน้นพอดี จึงปรึกษาท่าน คุณหมอบอกว่า มันยากมากเพราะเรื่องมันหนักมากแล้ว จริงๆเราควรหว่านเมล็ดพันธ์ แห่งความดีความงามด้านสุนทรียสนทนาไว้ตั้งแต่แรก ก็จะเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องราวขนาดนี้ได้ ตอนนั้นก็เลยเพียงแต่ต้องกลับมาแล้วตั้งหลักในการแก้ปัญหาซึ่งหาใครช่วยไม่ได้แล้ว โดย นำกระบวนการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งมาใช้ และนำหลักการสุนทรียสนทนามาใช้เต็มๆกับทั้งคู่กรณีและสมัครพรรคพวกทั้งสองฝ่ายโดยการที่ตนเอง ฟังๆๆๆ...ด้วยใจ ทำไปตามขั้นตอน สุดท้ายก็ให้พูดคุยตกลงกัน จากแค่ 2 คน เป็นตกลงทั้งกลุ่ม เรื่องราวจบลงด้วยดี จากที่เกลียดกันมากๆ ก็เห็นใจให้ความช่วยเหลือกัน ให้อภัย ให้โอกาส และพรรคพวกก็ยอมรับ....ไม่มีใครต้องโดนฟ้อง ทำงานกันได้ด้วยดี ครั้งนั้นเป็นเครื่องยืนยันให้แหววและคนส่วนใหญ่ขององค์กรเห็นความสำคัญของการยอมรับในความเป็นมนุษย์ และประสิทธิภาพของความรัก ความเมตตา กรุณา ด้วยการฟังอย่างตั้งใจ ด้วยหัวใจ ซึ่งมันมีค่ามากๆ กับมนุษย์ทุกคน ทั้งองค์กรและสังคม ที่สำคัญคือ ถ้าสิ่งเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวันของเราได้ มันจะดีสักแค่ใหน...และช่วงนี้แหววก็ฟังอย่างตั้งใจด้วยหัวใจพร้อมการปฏิบัติการตามรู้กาย-ใจ กับ CD ธรรมะ ทีพึ่งได้รับมาเมื่อ 2 วันก่อนอยู่ค่ะ ขอบคุณผู้ซึ่งให้มาอย่างจริงใจ...ที่ได้นำสิ่งดีๆมามอบให้เพราะคงได้ประโยชน์กับบุคคลอื่นต่อๆไปอีกเช่นกัน...
เป็นแฟนประจำบล๊อกของอาจารย์ครับ
ผมได้ติดตามผลงานของอาจารย์มาเป็นระยะ ๆ
และก็เคยศึกษาผลงานของ กฤษณมูรติ บ้างเหมือนกัน ลึกซึ่งครับ
ขอบคุณครับ
โอ…นั่นแลท่านถึงว่า…หยุดคิดเสียได้ถึงได้รู้…แต่ต้องอาศัยความคิดจึงรู้ได้…
มนุษย์เราถูกโปรแกรมด้วยกลไกของตรรกะแบบเส้นตรงมาตั้งสามร้อยปีแล้ว…อีกไม่นาน…แสงสว่างจะมาเยือน…มนุษย์จะอยู่ด้วยความรู้…แทนการอยู่ด้วยความคิดอย่างเช่นปัจจุบัน…
ในชีวิตการทำงาน (การศึกษา) "ความคิด ความเห็น" เป็นเรื่องที่สำคัญครับ...แต่เรื่องที่สำคัญกว่า ก็คือบางครั้ง (บ่อยครั้ง) ต้องรู้ด้วยว่า ...เมื่อตะกี๊ "เผลอ" คิดไป (อีกแล้ว!!)