ผมพยายามทำตัวให้ว่างจากกิจการงานอื่นๆ เพื่อตรวจข้อสอบนักศึกษา ในระดับปริญญาตรี ซึ่งร้างลาการสอนมานานหลายปี วิชาที่ผมรับผิดชอบสอนในเทอมที่ผ่านมา คือ มโนทัศน์ทางการศึกษาในอิสลาม (วิชานี้เป็นวิชาพื้นฐาน นักศึกษาปีหนึ่งต้องลงทะเบียนเรียน) ซึ่งวิธีการสอนของผมไม่ได้เน้นทฤษฏีอะไรมากนัก เน้นการเรียนรู้สภาพจริงของการศึกษาในปัจจุบัน และหาคำตอบจากหลักการของอิสลาม ในการสอนก็เป็นกระบวนการวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตอนปลายเทอมก่อนการสอบ ผมบอกให้นักศึกษาได้รู้ว่า ข้อสอบปลายภาคมีสามข้อ ได้แก่หัวข้อดังนี้...... ซึ่งทั้งหมดนี้ผมยังไม่ได้กล่าวถึงโดยตรงมาก่อนตลอดที่ได้สอนไป ดังนั้นวิธีการที่จะทำข้อสอบผมได้คือ ศึกษาเพิ่มเติมในประเด็นที่ผมบอกไป (แต่ผมไม่มีเอกสารประกอบการสอนให้นะครับ)  อีกอย่างหนึ่งคือการวิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหาที่เรียนไปทั้งหมดมาตอบ

ผลจากการตรวจข้อสอบพบว่า มีนักศึกษาประมาณร้อยละ 25 ตอบคำถาม ซึ่งคำตอบดังกล่าวทำให้เข้าใจได้ว่ามีการศึกษาเพิ่มเติมมาก่อนการเข้าห้องสอบ อีกประมาณร้อยละ 10 รู้สึกเหมือนศึกษาเพิ่มเติมมา แต่การนำเสนอสะเบะสะบะ อ่านแล้วงงนิดๆ  อีกร้อยละ 40 ไม่ได้มีการอ่านเพิ่มเติม แต่สามารถวิเคราะห์สังเคราะห์เนื้อหาที่เรียนไปมาตอบได้อย่างน่ารับฟัง ส่วนที่แย่ที่สุด คืออีกประมาณ ร้อยละ 25 กลุ่มนี้ ทำให้ผมคิดได้หลายอย่างมาก คือ หลับในห้องหรือเปล่า ฟังรู้เรื่องหรือเปล่า คิดอย่างมีเหตุผลเป็นหรือเปล่า ไม่ต้องคิดหรอกครับว่า อ่านหนังสือมาตอบหรือเปล่า

กลุ่มหลังทำให้อาจารย์อย่างผมรู้สึกเหนือยครับ อ่านคำตอบของกลุ่มนี้แล้วต้องหยุดพักเป็นระยะๆ (ทำใจ)

คิดว่า สิ่งสำคัญในการสอนในครั้งต่อๆ ไป คือการกระตุ้นให้นักศึกษาค้นคว้ามากขึ้นกว่านี้ครับ ผมว่าหัวใจสำคัญของการศึกษาคือการค้นคว้าให้ได้มากกว่าที่ได้รับในห้องเรียน

ผมเคยคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดกับอาจารย์หลายๆ ท่านว่า ถ้าเนื้อหาเรื่องใดผมทำเอกสารประกอบการสอนให้นักศึกษาอ่านแล้ว เรื่องนั้นผมจะไม่บรรยายในห้องอีก แต่ในห้องในคาบนั้นจะต้องเป็นการสนทนาสรุปผลและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเนื่องจากเอกสารที่แจกให้ครับ ไม่งั้นผมจะทำเอกสารประกอบการสอนทำไม ถ้าต้องมาอธิบายของที่เขียนให้ฟังอีก จริงมัยครับ