แต่ปัจจุบัน ค่อนข้างจะเจอคนสองกลุ่มที่อยู่กันคนละขั้ว ขั้วหนึ่งยึดหลักการและทฤษฎีจนไม่ยอมยืดหยุ่นกับสภาพการณ์จริง กับอีกขั้วหนึ่งที่เรียกร้องความเห็นใจว่าประสบการณ์ทำงานบางทีต้องโยนทฤษฎีที่เรียนมาทิ้งขว้างไป

"การเป็นครูนั้นไชร้ไม่ลำบาก

แต่...สอนดีนั้นสิยากเป็นหนักหนา

เพราะต้องใช้ศิลปวิทยา

อีกทั้งมีความเมตตาอยู่ในใจ"

กลอนสำนวนหนึ่งของท่าน ม.ล.ปิ่น  มาลากุล อดีตรัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงศึกษาธิการ  ประพันธ์ไว้นานแล้ว  แต่ เป็นคำตอบที่ดีสำหรับ

หลายคำถามที่เขียนมาแลกเปลี่ยน  โดยเฉพาะว่าที่อาจารย์ 3  ที่อาจ

จะไม่เข้าใจว่าทำไมจึงได้ยากเย็นแสนเข็ญ และคิดว่าน่าจะเป็นเพราะ

ถูกกลั่นแกล้ง  (เพราะอะไร ๆ ก็ทำได้หมด  แต่ไม่มีคะแนน)

ทีจริง เรื่องที่น่าจะทำได้ง่ายๆ แต่ไม่ง่ายคือ  กลวิธีสอนหรือเทคนิค

การสอน  ซึ่งถ้าจะเปรียบเหมือนสูตรการทำอาหาร สูตรเดียวกัน

แต่รสอร่อยต่างกัน เป็นเพราะอะไร

ฉันใด   การวิเคราะห์หลักสูตร การจัดทำกำหนดการสอน การจัดทำ

หน่วยการเรียนรู้  ก็เหมือนสูตรแกงเผ็ด แกงฮังเล  แต่การออกแบบ

การเรียนรู้ เทคนิคการสอน ลีลาการสอนที่จะให้ผู้เรียนบรรลุจุดหมาย

เปรียบเหมือนรสมือคนปรุงแต่ละคน  มีเทคนิค ลีลาการสอนแตกต่าง

กัน  จึงมีคำถามว่าทำอย่างไร จึงจะสอนจนได้ชื่อว่า ชำนาญการ

พิเศษ หรือผู้เชี่ยวชาญ  แน่นอนว่า  ในวงวิชาการจะอาศัยแต่ประสบ

การณ์การสอนฝ่ายเดียว โดยไม่มีหลักการและทฤษฎีรองรับก็น่าจะ

ไม่สมบูรณ์  หรือรู้แต่ทฤษฎี หลักการเต็มสมอง แต่ขาดประสบการณ์

การนำไปสู่การปฏิบัติจริง ก็กลายเป็นกอดตำรา อยู่บนหอคอยงาช้าง

ความลงตัวน่าจะอยู่ที่ การเรียนรู้ทฤษฎี หลักการสอน หลักการวัดผล

หลักจิตวิทยา แล้วรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับสภาพจริง

หรือการปฎิบัติจริงในภาคสนามแล้วศึกษาค้นคว้า หาคำตอบรองรับ

ด้วยการวิเคราะห์ วิจัย  ก็จะมีคำตอบที่สมดุลในตัว

แต่ปัจจุบัน  ค่อนข้างจะเจอคนสองกลุ่มที่อยู่กันคนละขั้ว  ขั้วหนึ่ง

ยึดหลักการและทฤษฎี  จนไม่ยอมยืดหยุ่นกับสภาพการณ์จริง

กับอีกขั้วหนึ่งที่เรียกร้องความเห็นใจว่า  ประสบการณ์การทำงาน

บางทีก็ต้องโยนทฤษฎีที่เรียนมาทิ้งขว้างไป

ความหมายโดยนัยนี้  คือ การประเมินผลงานวิชาการเพื่อเข้าสู่

การกำหนดตำแหน่งและแต่งตั้งให้ได้ อาจารย์ 3 หรือ ครูชำนาญการ

พิเศษ 

พบกันครึ่งทาง  การสอนที่เป็นผู้ชำนาญการพิเศษ หรือผู้เชี่ยวชาญ

การสอนนั้น  ควรประกอบด้วยความเป็นผู้รู้หลัก(หลักสูตร หลักการสอน

หลักการวัดผล ประเมินผล หลักการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ หลัก

จิตวิทยา)  แล้ว  ควรเป็นผู้มีศิลปะการจัดกิจกรรมได้สอดคล้องกับ

จุดมุ่งหมาย และความต้องการ สภาพการของผู้เรียน

เห็นได้ชัดที่สุด คือ การมอบหมายให้พูดในหัวข้อเดียวกัน หรือให้สอน

ในหัวข้อเดียวกัน  เราจะพบว่าผู้ฟัง หรือผู้เรียนจะเป็นผู้ประเมินที่ดี

ว่าการพูดหรือการสอนแต่ละคน น่าประทับใจต่างกันอย่างไร

และที่สำคัญ นอกจากการใช้ศิลปะวิทยาแล้ว   สิ่งที่แตกต่างกันมากๆ

คือคุณธรรมประจำใจ  ของผู้เป็นครู  ที่ไม่อาจบอกเล่ากันได้ ถ้าไม่มี

ในอยู่ในจิตในใจของผู้เป็นครู

ท่านเอง ก็ย่อมทราบดีว่าครูที่ท่านประทับใจมีดีอย่างไร

และครูที่ท่านเกลียดนักเกลียดหนา  มีอะไรให้เกลียดนัก

คงจะประมวลรวมได้ว่า  ถ้าจะเป็นครู จะทำอย่างไร   ?  มิใช่หรือ ?