เป็นคำถามที่จะได้รับจากเพื่อนร่วมงานหรือคนรู้จักมักจะถามเสมอ เมื่อใกล้จะถึงวันสงกรานต์ ทุกๆ ปีคำตอบของผมก็จะเหมือนๆ กัน คือไปวันนั้น-วันนี้ (ผมอยู่จังหวัดลำพูน / คุณนายที่บ้านอยู่จังหวัดเชียงใหม่)
แต่คำของผมปีนี้แตกต่างออกไปครับ เพราะผมตั้งใจที่จะไม่เดินทางไปไหนทั้งนั้น เพราะสงกรานต์นี้ตั้งใจที่จะปลูกฝังและฝึกลูกสาวและลูกชายให้ได้เรียนรู้กับวัฒธรรม วิถีการปฏิบัติของ "คนเมือง(เหนือ)" ที่กำแพงเพชรนี้แหละ หลังจากเมื่อปีที่แล้วได้ลองปฏิบัติดูแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นผลดีแก่เด็กๆ ที่จะได้ซึมซับสิ่งเหล่านี้ (ควันหลงวันสงกรานต์ปี 2549)
หลายพื้นที่ หลายท้องถิ่น อาจมีการปฏิบัติหลักๆ ที่คล้ายกัน แต่อาจมีรายละเอียดย่อยๆ ต่างกันไปบ้าง ขึ้นอยู่กับพื้นที่ สำหรับครอบครัวของผมนั้น ได้วางแผนไว้นานแล้วโดยเลือกที่จะไปสร้างบ้านอยู่ในชุมชนคนเมืองในจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งได้อพยพมาจากจังหวัดลำปางเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ ไม่เฉพาะแต่งานวันสงกรานต์ยังคงมีอยู่เช่นเดิมไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง (ถิ่นฐานเดิมมักจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว) สำหรับการไปเยี่ยมญาติพี่น้องทางลำพูน-เชียงใหม่ ค่อยไปในช่วงนอกเทศกาล เพราะการเดินทางช่วงนี้อันตรายครับ
และในวันสงกรานต์ปีนี้เราได้ออกแบบกิจกรรมในบ้านไว้คร่าวๆ ว่าจะทำอะไรกันบ้าง เช่น
- การทำความสะอาดในวันที่ 13 เมษายน ซึ่งคนเมืองถือว่าเป็นวันสังขารล่อง ต้องปัดกวาด-ทำความสะอาดบ้านเรือน
- วันที่ 14 เมษายน ถือว่าเป็นวันเนา ก็จะร่วมกันทำอาหารและขนมเพื่อเตรียมสำหรับแจกจ่ายบ้านใกล้เรือนเคียง และไปทำบุญที่วัด
- วันที่ 14 เมษายน ตอนเย็นก็จะไปขนทรายเข้าวัดกัน
- วันที่ 15 เมษายน ช่วงเช้าจะไปทำบุญที่วัด และช่วงสายๆ จะพาเด็กๆ ไปรดน้ำดำหัวคนแก่ที่เคารพนับถือในหมู่บ้าน
- ฯลฯ
เป็นสาระที่เราได้รับรู้และซึมซับสิ่งเหล่านี้ผ่านการบอกเล่าและทำให้ดูมาตั้งแต่เด็กๆ จากพ่อ-แม่ หากเราไม่ได้ส่งต่อหรือปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น ปฏิบัติจริงๆ ในบ้าน ในครอบครัวของเราเอง สิ่งเหล่านี้ก็คงจะถูกลบเลือน และทดแทนด้วยวิถีปฏิบัติหรือวัฒนธรรมที่เป็นเพียงเปลือกนอก ไม่รู้ว่าแนวทางและความเป็นมาเป็นอย่างไร อีกหน่อยประเพณีวันสงกรานต์อาจเหลือเพียงวันหยุดยาว เพื่อการเที่ยวสาดน้ำ และตั้งวงดื่มกินกันเท่านั้นเอง (การตั้งใจปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร-ขนม /การรดน้ำดำหัว จะกลายเป็นเพียงพิธีที่ทำเพื่อแสดงว่าเคยมี-เคยทำ ให้สำหรับแขกบ้านแขกมืองหรือนักท่องเที่ยวได้ดูชมกันเท่านั้น)
เป็นอีกแนวปฏิบัติหนึ่งที่ได้เรียนรู้ และนำการจัดการความรู้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราเอง โดยผ่านการทำจริง-ปฏิบัติจริง ส่วนผลจะเป็นอย่างไร จะส่งต่อวิถีปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหนก็คงไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยเราก็ได้ทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดแล้วละครับ
บันทึกมาเพื่อการ ลปรร.ครับ
วีรยุทธ สมป่าสัก
สวัสดีค่ะคุณสิงห์ป่าสัก เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการกลับไปเยี่ยมบ้านหากเราเลือกได้ไปช่วงนอกเทศกาลดีกว่า เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่มีข้อจำกัดในการหยุดงานมากกว่าเราได้ไปก่อน เราได้ช่วยลดความหนาแน่นของการจราจรไปได้หนึ่งครอบครัว
บันทึกของคุณได้ช่วยย้ำถึงความสำคัญของการส่งต่อความรู้ผ่านเด็ก ซึ่งเป็นอนาคตของชาติจริงๆ ไม่ใช่พูดแบบว่าตามๆกันไปเหมือนคำขวัญวันเด็ก หากคนรุ่นเราๆไม่ช่วยกันอย่างเข้มแข็งวัฒนธรรมประเพณีของจริงที่มีจิตวิญญาณคงหมดเหลือแต่ทำโชว์นักท่องเที่ยวอย่างคุณว่า
ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆที่จริงใจต่อความเป็นชาติไทย ขอให้มีกำลังใจทำต่อไปและมีความสุขในเทศกาลนี้ค่ะ
รู้สึกดีหลังอ่านบันทึก
เข้าใจ "ความดี" มากขึ้น ว่าความดีทุกอย่าง คิดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องผ่านการฝึกฝน ลงมือทำแล้วมันจะทะลุเข้าหัวใจได้
เรียน พี่สิงห์ป่าสัก
มาซึมซับเอาความดีงามประเพณีสงกรานต์ทางเหนือครับ...ขอบคุณที่เล่ากิจกรรมทำดีสืบทอดลูกหลานให้ทราบครับ
ทางใต้ไม่มี “การขนทรายเข้าวัด” อย่างอื่นมีหมดค่ะ..มีที่ต่างคือวันว่าง…เป็นงานนัดทำบุญกระดูกบรรพบุรุษ…ซึ่งวัดจะเป็นผู้ออกกำหนดวันเอง…โดยดูหลายอย่างประกอบกันค่ะ
เรียน คุณนายดอกเตอร์
เรียน คุณธวัชKMI คุณหมอนนทลี และน้องวิศรุต
เรียน คุณจ๊ะจ๋า , คุณบอย สหเวช , พี่โอ๋-อโณ ครูนงเมืองคอน , และท่านพี่เมตตา