Synchronicity

ผมทราบว่ากำลังอหังการ์ทำอะไรเกินตัว แต่ก็ด้วยความรู้สึก "อดมิได้" หลังจากที่โดนระดมข้อมูลใส่จากการกระเสือกกระสนแสวงหาของตนเอง สมองร้อน และ "ความต่อเนื่อง เชื่อมโยง สอดประสาน" นั้นวิ่งพลุ่งพล่านไปหมด

ครับ ผมกำลังเล่าความประทับใจหลังการอ่าน Synchronicity, An Acausal Connecting Principle ของ CG Jung; Embrace Our Selves ของ Hal และ Sidra Stones; และ Buddhism without Beliefs ของ Stephen Batchelor และ บทความคุณ K-jira อันนั้น

 Merriam-Webster's Medical Dictionary - Cite This Source

Main Entry: syn·chro·nic·i·ty
Pronunciation: "si[ng]-kr&-'nis-&t-E, "sin-
Function: noun
Inflected Form: plural -ties
: the coincidental occurrence of events and especially psychic events (as similar thoughts in widely separated persons or a mental image of an unexpected event before it happens) that seem related but are not explained by conventional mechanisms of causality —used especially in the psychology of C. G. Jung

Merriam-Webster's Medical Dictionary, © 2002 Merriam-Webster, Inc.

คาร์ล จุง (Carl G Jung) ใช้คำๆนี้ครั้งแรกในปี 1930 เขียนวิเคราะหนังสือเรื่อง I Ching, or Book of Changes หรือคัมภีร์อี้จิงนั่นเอง หลังจากนั้นได้พูดถึงเรื่องนี้อีกทีเมื่อ 1935 ว่า "Synchronicity...... a peculiar principle active in the world so that things happen togther somehow and behave as if they were the same, and yet for us they are not."

เรื่องราวบางเรื่องเกิดขึ้นดูเหมือนมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงอย่างประหลาด ทั้งๆที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือไม่น่าจะอยูในความเชื่อมโยงลักษณะ A causes...... B, or C, or even Z คือพูดง่ายๆมันไม่น่าเกี่ยวกันเลย แต่ถ้าเป็นการบังเอิญล่ะก็ น่าจะเป็นการบังเอิญที่ไม่น่าเชื่อ หรือยอมเชื่อว่ามีการเกี่ยวข้องกันจริงๆจะยอมรับได้ง่ายกว่า

ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงในการยอกมาอ้าง ได้แก่ evolution ของมนุษย์ ถ้าเชื่อในทฤาฎี Charles Dawin มนุษย์มาจากลิง หรือสัตว์ชั้นสูงค่อยๆพัฒนามาจากสัตว์ชั้นต่ำ ซึ่งจะขัดแย้งกับทฤาฎีพลังงานเบื้องต้น ที่ว่าพลังงานต่างๆจะพอใจอยู่ในสภาพที่ chaos มากกว่าที่จะถูกจัดเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งต้องอาศัย bond อาศัยพลังงานเชื่อมโยงสูงว่าการอยู่อย่างกระจัดกระจายมากนัก

แต่คนเป็นสัตว์ที่ซับซ้อนกว่าสัตว์อื่นๆ จริงหรือไม่? ทำไมวิวัฒนาการจึงย้อนความเสถียรของพลังงาน?

วันก่อนผมซื้อหนังสือเล่มนึงมาอ่าน เป็นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎี voice dialogue ของ Hal & Sidra Stones ฟร้อมๆกับ Facilitator's guide ของ Miriam Dyak และก่อนหน้านี้ผมกอ่านเรื่อง "อย่กับมาร" หรือ Living with the Devils ของ Stephen Batchelor ในหนังสือของ Stones กล่าวว่า "You simply cannot just aware life, but you have to live the life"

หนังสือวันนี้เป็นภาคต้นของ Stephen Batchelor เรื่อง Buddhsm without Beliefs เปิดไปไม่กี่หน้าก็มีลอยออกมาเลย "Dharma is not for believing but it is for understanding, doing, reliazation and cultivate it (or do it)

จริงๆมีตัวอย่างมากกว่านี้ แต่ทำไม new science book, buddhism book, voice dialogue ของต่างชาติ ต่างภาษา เกิดขึ้นมาในเวลาอันไร่เรี่ยกัน จะเป็น Acausal Connection Principle ของ Jung หรือไม่ หรือแค่การบังเอิญที่หนังสือทั้งหมดมาทะยอยโผล่กันตอนนี้พอดี?