สวัสดีปีใหม่ครับชิว
สำหรับเรื่อง synchronicity นั้น ถูกหรือผิด คงเป็น perception เพราะฝั่งหนึ่งไม่ต้องการพิสูจน์ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเน้นเรื่องการพิสูจน์ได้ (deduction at least) น่าจะลงไปกองแถวๆ Faith versus Science หรือ God versus no-God ซึ่งในความเห็นของผมเอง (จัดตัวเองเป็นพวก agnostic ครับ) อาจจะไม่ใช่ priority
แต่ทว่า การนำเอาอะไรมาใช้ มันมีผลต่อ ความคิด และ พฤติกรรม นี่สิน่าสนใจ
ผมคิดว่า interconnectedness ใน full meaning ณ ขณะนี้ เรายังใช้อะไรที่เป็นเครื่องมือในปัจจุบันแสดงออกได้ถึงที่สุด (ที่จริงในบท argument ของ primary article เรื่อง sceptic ก็ไม่ได้ argue อะไรมากไปกว่า impractical และ discredit เรื่อง psychotic attack ของ Jung) ว่าเราจะใช้อะไรมาอธิบาย ความเชื่อมโยงแบบนี้ แล้วมั่นใจ ว่ามันเป็นความจริง การถกเถียงในระบบนี้ เป็น core weapon ของกลุ่ม Athiest หรือพวกที่เชื่อว่า ไม่มี God และที่แน่ๆก็คือ ไม่มี หรือ ไม่เชื่อใน "ศรัทธา"
สำหรับผมเอง ก็ไม่ได้วางอยู่บน ศรัทธา อย่างเดียว หรือฝักใฝ่ใน superstition ในระดับเดียวกับ Jung (ในกรณีที่มีคนเป็นห่วงว่าจะเกิด psychotic breakdown!!) แต่ผมคิดว่า sensory system ที่อธิบายในขณะนี้ทั้ง5 อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้น ไม่พอเพียงที่จะอธิบายปรากฏการณ์การรับรู้ หรือ cognitive psychophysiology ของมนุษย์ ทั้ง evidence-based และ non-evidence-based ข้อสำคัญก็คือ ไม่เพียงแต่อธิบายไม่พอ แต่ทว่ายังมีการผลักดันที่จะ ลดความหมาย ความสำคัญ ของ personal experience/ personal meaning ลงไปอีกด้วย สังเกตจาก Evidence-based Era ในขณะนี้ ขณะที่เราสามารถชื่นชมการรวบรวมและสังเกตความเป็นไปแบบรวม (statistical significance, meta-analysis หรือ systemic review) เราก็ได้กำหนดว่า personal experience นั้นเป็น evidence-based level 5 คือ ต่ำสุด (อีกหน่อยถ้าจัดมี 5, 6, 7 ก็คงจะลดตามไปเรื่อยๆ ให้อยู่ที่ก้นกุฎิ)
ในการที่ผมทำงานกับ ชีวิต คน ถึงแม้จะไม่ยาวนานมากเท่าไหร่ (ทั้งๆของผมเอง หรือของคนไข้ด้วย) แต่สถิติ หรือ meta-analysis นั้น ไม่ค่อย work well เท่าไรนักครับ เวลาลงมาที่ individual experience แล้วเราจะบอกว่า คนๆนี้แปลกประหลาดจากเพื่อนๆส่วนใหญ่ ได้จริงหรือ? ที่แปลกนั้นเป็นของคนส่วนใหญ่ หรือเป็นคนจริงๆที่นอนอยู่ตรงหน้าเรากันแน่ ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
ในเรื่องของวิวัฒนาการนั้น น่าสนใจในประเด็นที่ ตอนมีวิวัฒนาการ ครับ น่าสนใจกว่า ตอนนี้ คือผมเรียนเรื่อง transplantation immunology หรือภูมิคุ้มกันวิทยาการปลูกถ่ายอวัยวะมา ตอนเรียนไปๆ ก็เกิดความรู้สึกว่า ระบบภูมิคุ้มกันของเรานี่มันมหัศจรรย์จริงๆ ยิ่งมาทราบทีหลังว่า genes ของมนุษย์ที่บอกความเป็นมนุษย์มีแค่ 30,000+ genes เท่านั้นเอง ยิ่งมหัศจรรย์มากขึ้น แต่แรกเกิดเซลลืเม็ดเลือดขาวของเราจะถูกอบรมสั่งสอนใน thymus gland ว่า อะไรคือเซลล์ของเรา อะไรไม่ใช่เซลล์ของเรา โดยการ detect surface protein ที่เรียกว่า Major Histocompatibility complex อะไรที่ไม่ใช่เราก็จะทำหน้าที่ทำลายเสีย แต่แค่นั้นไม่พอ เพราะเซลล์ใน thymus ไม่ได้รู้จักเซลล์อื่นๆทั่วร่างกายที่ไหน ไม่นับ maturation protein ที่จะออกมาทีหลัง เช่น adolescent protein, aging proteins มากมาย ระบบร่างกายก็มี โรงเรียนพิเศษ สอนว่า บางทีถึงเป็น foreign proteins ก็ให้ดูก่อนว่าเป็น harmless หรือ harmful protein แล้วค่อยลุย ตรงนี้ยิ่ง ingenius ใหญ่เลย ว่ามันทำได้อย่างไร ที่พวกเรากินเป็ด กินหมู กินเนื้อทุกวันนี้นี่ เป็น foreign proteins ที่เข้าไปใน circulation "intact" นะครับ (เดี๋ยวจะบอกว่าย่อยหมดแล้ว) เราก็ยังรับได้หน้าตาเฉย แต่ถ้าเอาหัวใจหมูมาต่อเส้นเลือดคน เพียงไม่ถึงนาทีดี ร่างกายก็จะส่งทหารเซลล์เม็ดเลือดขาวมาถล่มในพริบตา
จริงๆแค่ระบบภูมิคุ้มกันอย่างเดียว ก็มีพวก Thiesm หรือศาสนาที่มี god บอกว่าเป็น หลักฐาน ว่า ทฤษฎี evolution นั้น ไม่เพียงพอที่จะบอกว่าระบบต่างๆที่มีสอดประสานกัน perfect แบบนี้ สามารถ self-evolved เอง โดยไม่มีคนช่วยทำ (acausal connection or someone does it?) ตรงนี้ทิ้งไว้ให้คิดกันเองต่อ เพราะมีการ debate เรื่องนี้มานานมาก และคงจะมีอีกนานมากๆๆต่อไป
แต่ agnostic ไม่สนนี่ครับ!!