ไม่ทราบเพราะเหตุใด เวลาอ่านบทความของอาจารย์แล้ว.. มันจะเกิดมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเสียทุกครั้ง
คือรู้สึกว่าเข้าใจ แต่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้ ว่าเข้าใจว่าอย่างไร มันเป็นความเข้าใจที่อยู่ในระดับส่วนลึก ในระดับของการสัมผัส รับรู้ เห็นด้วย คล้อยตาม ชอบว่าตรงใจ แต่สรรหาคำพูดมาอธิบาย ตีความไม่ถูก
เหมือนคำว่า Synchronicity แปลความหมายไม่ถูกค่ะ แต่มีความรู้สึกว่า มันคือ การเชื่อมประสาน ตรงกัน สอดคล้อง เข้าจังหวะกัน ประมาณนั้นหรือเปล่าคะ ?
เกี่ยวกับความ "ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงอย่างประหลาด" นั้น อาจารย์หมายถึงเหตุการณ์ "ความบังเอิญที่ไม่บังเอิญ" หรือเปล่า ?
.......
จำไม่ได้ว่าเคยดูสารคดีช่อง discovery หรือว่าเคยอ่านหนังสือ ว่าคน สัตว์ หรือแม้แต่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ มันจะเปล่งคลื่นที่เป็นลักษณะของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา คลื่นที่มีความถี่ต่างกันไป ในบางครั้งก็จะมาสอดประสาน เชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดการสัมผัส ...รับรู้ ...เกี่ยวพัน ... บันดาลให้เกิด...ฯลฯ
ตัวอย่างเช่น ... คนๆหนึ่ง จ้องมองคนอีกคนหนึ่งแต่ไกล คนอีกคนก็จะรู้สึกว่าตนเองถูกจ้อง แล้วก็จะหันไปมอง
การจ้อง ปกติเป็นการกระทำที่ผู้ถูกกระทำ ไม่น่าจะสัมผัสรับรู้ เพราะไม่ได้แตะตัวต้องตัว ไม่มีโดนประสาทสัมผัสใด ทั้งสัมผัสกาย สัมผัสกลิ่นโดยจมูก สัมผัสเสียงโดยหู หรือสัมผัสรสโดยลิ้น แต่ทำไมคนถูกจ้องจึงมักรู้สึกตัวว่าโดนจ้อง ?
เพราะการจ้องมอง.. คนจ้องมองอาจจะแผ่คลื่นบางอย่างออกมา แล้วคนที่ถูกจ้องสามารถสัมผัสรับคลื่นนั้นได้
ปัญหาอยู่ที่.. เขาใช้อะไรสัมผัสรับคลื่น... นั่นก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน !
หรืออีกเหตุการณ์ ... ลูกกำลังเผชิญเหตุการณ์บางอย่างที่กำลังทุกข์สาหัส หรือไม่ก็เกิดอุบัติเหตุ ความกลัว ความทุกข์ทรมาน ความตื่นตระหนกของลูก บังเกิดคลื่นแผ่ออกไป คนเป็นแม่ที่รักและห่วงใยลูก สัมผัสรับรู้ บังเกิดเป็นความรู้สึกที่เรียกว่า "ลางสังหรณ์" ถึงสิ่งที่เกิดกับลูกซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป
หรือเหตุการณ์ใกล้ๆตัว.. ของ k-jira เอง เวลาแทงน้ำเกลือให้คนไข้ มีหลายครั้งที่หากโดนจ้องมากๆ มักจะแทงพลาด ความรู้สึก มันเหมือนมีอะไรรุกเร้าเข้ามาในใจ จนสมาธิสับสน ความนิ่งจะหายไป บางครั้งจะต้องขอร้องญาติคนนั้นช่วยหันหน้าไปทางอื่น ซึ่งพอเขาปฏิบัติ ก็จะแทงได้สัมเร็จ .... อันนี้คงเรียกว่า ความกดดัน
![]() |
ดังนั้น k-jira จึงมีความเชื่อว่า ความรู้สึกนึกคิด แรงปรารถนาของคนนั้น มีคลื่นพลังงานชนิดหนึ่งแฝงอยู่ และคนเราทั้งหลาย สามารถสัมผัสรับมันได้ เพียงแต่..สัมผัสชนิดนี้ แต่ละคนจะแตกต่าง รับได้มากน้อยต่างกันไป ขึ้นอยู่กับคนๆนั้น ฝึกใช้มันบ่อยแค่ไหน และมีสัมผัสอื่นเข้ามาเบี่ยงเบนสิ่งนั้นมากน้อยแค่ไหน
ถ้าใครเป็นคอหนังกำลังภายใน คงจะเจอบ่อยๆ จอมยุทธที่ตาบอด มักมีประสาทหูไวมาก จอมยุทธที่ตาบอด จะสามารถรับวิชาดาบไวของคู่ต่อสู้ ได้ดีกว่าคนตาดี ทั้งนี้เพราะเขาใช้หูและใจ สัมผัสทิศทางของดาบที่จู่โจมเข้ามา ในขณะที่คนตาไม่บอด.. อาจจะถูกมายาภาพของวิชาดาบไว ล่อหลอกจนหลงกล
นั่นเป็นเพราะ.. การ compensate ที่เกิดขึ้นหรือเปล่า ? เราต้องตัดประสาทสัมผัสบางอย่างออกไป เพื่อให้สามารถดึงเอา สัมผัสที่อยู่ในส่วนลึก ที่ซ่อนเร้นของมนุษย์ออกมา เหมือนคนที่ไม่มีมือ สามารถใช้เท้าเขียนหนังสือ หรือ สีไวโอลินได้ แต่คนที่มีมือ ต่อให้ฝึกอย่างไร ก็ฝึกใช้เท้าแทนมือได้ดี แบบคนที่ไม่มีมือ ย่อมทำไม่ได้ เป็นต้น
ตัวอย่างดังกล่าว.. คงยืนยันได้ว่า มนุษย์เรามีประสาทสัมผัสที่พิเศษอีกชนิดหนึ่งอยู่จริงๆ บางครั้ง เราเรียกมันง่ายๆว่า "ใจ" เพื่อฝึกสัมผัสชนิดนี้ ให้ใช้ประสาทชนิดนี้ได้มีประสิทธิภาพขึ้น เราคงต้องปิดประสาทตา ปิดประสาทหู ปิดประสาทกายสัมผัส เพื่อให้รับรู้ถึงคลื่นความรู้สึก ที่อีกฝ่าย ส่ง (แผ่) เข้ามา
ใจที่จะรับสัมผัสได้ดี คงต้องอยู่ในสภาพสมาธิที่นิ่ง เปรียบเสมือนผิวน้ำที่เรียบสงบ แม้ลมที่แผ่วเบา ก็จะสะกิดให้ผิวน้ำเกิดเป็นละลอกคลื่นเล็กๆขึ้นมา จิตของเราก็คงจะรับสัมผัสคลื่นความรู้สึกที่ส่งมาเช่นนั้น แต่ถ้าจิตไม่สงบ ดั่งน้ำที่มีละลอกคลื่นบางๆอยู่ หากมีคลื่นอีกละลอกส่งมากระทบ มันก็จะเข้ามารวมกับคลื่นเดิมที่มีอยู่ ทำให้เกิดการแปลความหมายที่ผิดเพี้ยนไป
พูดยกตัวอย่างออกไปเสียไกล ก็เพื่อนำมาโยงกับผู้รักษา (แพทย์ พยาบาล) และคนไข้ (รวมไปถึงญาติ) หากผู้รักษาฝึกการใช้ประสาทส่วนลึกออกมาสัมผัส กับคลื่นความรู้สึกที่ผู้รับการรักษาเปล่งออกมา บางทีแม้เขาไม่พูด ไม่แสดงอาการออกมาให้ตาเห็น แต่ผู้รักษาก็อาจจะสัมผัสได้..ว่าเขาป่วยเป็นอะไร และกำลังรู้สึกอย่างไร
ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ ก็คงจะดีไม่น้อยเนอะ
......

ปล : - ไม่แน่ใจว่า k-jira กำลังคุยเรื่องเดียวกับอาจารย์อยู่รึเปล่านะคะ ถ้าคนละเรื่องกัน ก็ขอโทษด้วย ^^'
- รู้สึกว่า k-jira ชักจะเขียนอะไรเท้งเต้ง ขึ้นต้นมากล่าวเรื่องหนึ่ง แต่จบท้ายด้วยอีกเรื่องหนึ่ง ยังไงก็.. รบกวนช่วยโยงอ่านให้เป็นเรื่องเดียวกันที่ต่อกันหน่อยนะคะ แหะๆ
.....

