ชุมชนชนบทจะเหลืออะไรเล่า ก็เหลือคนเฒ่านั่งตาปริบๆ มือก็จูงหลานเล็กๆมานั่งแคร่ใต้ถุนบ้านมองรถมอเตอร์ไซด์เสียงระเบิดแก้วแตกวิ่งผ่านไปมาพร้อมกับเสียงเพลงที่ฟังไม่รู้เรื่องดังมาจากตู้ลำโพงบ้านโน้น

การคลุกคลีกับชุมชนมาทำให้ได้เฝ้าติดตาม การเปลี่ยนแปลงของสังคมชุมชนอยู่เป็นระยะ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะเรียกในหลายคำ เช่น การพัฒนา ซึ่งมองในแง่มุมของการดีขึ้น หรืออาจจะเรียกว่า การเคลื่อนที่ของสังคมชุมชน ซึ่งอาจจะมองในแง่ของมวลสารกระเดียดไปทางหลักการทางฟิสิกส์  

 

การเข้าไปทำงานพัฒนาชุมชนชนบทจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในเรื่องต่างๆทั้งที่เกิดจากการขับเคลื่อนของหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน  แต่ที่มีน้ำหนักมากคืออิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงของสังคมใหญ่(เมือง)ที่มีต่อสังคมเล็กๆในชุมชน(ชนบท)  แม้ว่าสังคมชุมชนจะปรับเปลี่ยนไปตามสังคมเมืองแต่ก็วิ่งตามไม่ทัน ไม่เท่าทัน และกลายเป็นการตกเป็นเบี้ยล่างไป  

มีตัวอย่างมากมายที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างชุมชนชนบทกับเมือง คนทำงานพัฒนาชุมชนชนบทก็เป็นคนมีชีวิตอยู่ในสองโลก ในสองวิถีชีวิต เห็นจนชินตา  การเคลื่อนที่ของสังคมชุมชนจะเข้ากับทฤษฎีพื้นฐานทางสังคมวิทยาที่เรียกว่า Periphery theory กล่าวคือชุมชนชนบทจะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะความห่างของสังคมเมือง ขยายความได้ว่าสังคมชุมชนที่อยู่ใกล้เมืองจะเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมเมืองมากกว่าสังคมชุมชนที่อยู่ห่างจากสังคมเมือง   

Pheriphery theory

จากแผนภูมิ ให้ A คือสังคมเมือง B และ C คือสังคมชนบท ที่มี B เป็นสังคมชนบทที่ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองมากกว่า สังคมชนบท C   โดยความเป็นจริงเราก็เห็นโดยภาพรวมๆว่าสังคมชุมชนที่ห่างไกลจากเมืองหรือศูนย์กลางการปกครองยิ่งมากเท่าใดความยากจน ความเป็นชนบทยิ่งมากเท่านั้น ทั้งนี้อาจจะมีข้อแม้ หรือข้อยกเว้นบ้าง เช่น ชุมชน C อาจจะไม่ไกลเท่าใดจากตัวเมืองแต่มีสภาพเป็นป่าเขา การเดินทางลำบากยากเย็นและเงื่อนไขอื่นๆอีก ก็อาจจะมีสภาพความเจริญที่น้อยกว่าสังคมชนบทที่ไกลกว่าแต่สภาพไม่เป็นภูเขา มีถนนหนทางสะดวก สามารถรับวิทยุ โทรทัศน์ คลื่นโทรศัพท์มือถือได้ ฯลฯ  

 การเปลี่ยนแปลงสังคมชุมชนโดยรวมจะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสค่านิยมที่เป็นที่ยอมรับกันว่าเมืองคือความเจริญ ความทันสมัย ความก้าวหน้า และสรุปโดยพลันว่านั่นคือสังคมที่ปรารถนา  แล้วสังคมชนบทก็วิ่งตามสังคมเมืองไปโดยสลัดคราบไคลของสังคมเดิมออกอย่างมิได้มีกระบวนการไตร่ตรอง วิเคราะห์ สังเคราะห์ว่าอะไรที่ควรรับเข้ามา อะไรที่ควรปรับแล้วเปลี่ยน อะไรที่ไม่ควรรับเลย   

 กระบวนการนี้ไม่ได้อยู่ในแผนงานพัฒนาประเทศชาติแต่อย่างใด ประเทศวิ่งตามสังคมเมืองจึงเป็นสนิมเกาะแน่นอยู่ในใจ โดยเฉพาะคนที่เกิดมาใหม่ๆทั้งหมด จนเกิดปรากฏการณ์แปลกที่ว่า เด็กกรุงเทพฯไม่รู้จักต้นข้าว ไม่รู้จักแยกแยะว่า อะไรคือวัว อะไรคือควาย เด็กชนบทคลั่งไคล้การทำตัวแบบเด็กเมืองเป็นต้น

ยิ่งสังคมปัจจุบันแรงของระบบทุนนิยมเสรีมีมากจนยึดกุมเครื่องมือสื่อสารต่างๆได้หมดตามระบอบเสรีประชาธิปไตย อำนาจทุนจึง เหมายกโหลโอกาส ทั้งหมดมาอยู่ในมือ แล้วกระหน่ำ ชวนเชื่อความดีงามของสินค้าต่างๆที่โดนใจประชาชีไทยยิ่งนัก

ระบบสังคมที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องจึงบริโภคข้อมูลที่ถูกเคลือบด้วยความทันสมัย ความก้าวหน้า ยิ่งสมัยนี้ก็ต้องเรียกว่า อินเทรนด์  การโดนใจ จนถึงระดับลุ่มหลงไปสู่ความเป็นแฟชั่น โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวที่สุดคือวัยรุ่นเราพบเด็กหนุ่มพันธุ์โลโซ  เด็กสาวพันธุ์กางเกงแอวต่ำเกือบเห็นตูด เต็มหมู่บ้านไปหมด  

ชุมชนชนบทจะเหลืออะไรเล่า ก็เหลือคนเฒ่านั่งตาปริบๆ มือก็จูงหลานเล็กๆมานั่งแคร่ใต้ถุนบ้านมองรถมอเตอร์ไซด์เสียงระเบิดแก้วแตกวิ่งผ่านไปมาพร้อมกับเสียงเพลงที่ฟังไม่รู้เรื่องดังมาจากตู้ลำโพงบ้านโน้น   

หมดสิ้นบทบาทหรือลดลงมาเกือบไม่รู้ว่าผู้เฒ่าเหลือชีวิตไว้ทำอะไรในชุมชนนั้นๆ ไอ้เด็กน้อยพอเข็นออกมาจากโรงเรียนได้ไม่เท่าใหร่ก็หายหน้าออกจากหมู่บ้านมุ่งสู่เส้นทางภาคกลางและเมืองกรุงเหมือน นายฮ้อย สมัยก่อนที่ต้อนฝูงวัวควายไปขายแถบภาคกลางนั่นเทียว  

งานประเพณีท้องถิ่นที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง แห่ต้น ขึ้นบ้านโน้นลงบ้านนี้ แวะเวียนไปเยี่ยมเยือน กราบไหว้ ขอขมาลาโทษกัน แม้ว่าจะกินเหล้ากลั่นเองกันเมามายแต่ก็ อบอวนไปด้วยมิตรภาพความเป็นพี่เป็นน้องป้องปาย  หาใช่อย่างปัจจุบันที่กลุ่มเยาวชนอนาคตหมู่บ้านกลับแสวงหาเวทีรำวงสาวกระโปรงเหี่ยน มาเต้นให้วาบหวามใจ โดยอ้างว่าหาเงินเข้าหมู่บ้าน พอเมาเข้าไปก็อดใจไม่อยู่ ใหญ่โตขึ้นมา มองหน้าใครก็ผิดใจไปหมด จนสิ้นความเป็นคน ตีรันฟันแทง สร้างความแตกแยกให้ร้าวฉานในชุมชนอย่างไม่เคยมีมาก่อน  มิใยจะไป ผูกข้อต่อแขน โดย ผู้เฒ่า เจ้าโคตร ให้เอือมระอาอย่างไม่น่าจะเป็น 

คอยดูซิสงกรานต์ปีนี้เขาเหล่านั้นจะถูกหามเข้าโรงพยาบาลกี่คน ภูมิคุ้มกันชุมชนอยู่ที่ไหน ใครก็ได้ช่วยตอบที ครับ