ตามรอยสามก๊ก ที่ เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน
ตะลุยเมืองเฉิงตู ชมมรดกโลก ตามรอยสามก๊ก

คอลัมน์ บันทึกเดินทาง

โดย สรญา จิตพงศ์สถาพร

นิยายประวัติศาสตร์เรื่อง "สามก๊ก" ของ "ล่อ กวน ตง" หรือ หลัว ก้วน จง นักเขียนชาวจีน ทำให้คนทั้งโลกรู้จักประเทศจีน ประเทศที่ปัจจุบันมีระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

แต่ก็เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะการเมืองภายในประเทศอันสับสน วุ่นวาย และหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ รวมทั้งกาลเวลาอันยาวนาน ทำให้การหาข้อเท็จจริงทางด้านประวัติศาสตร์เป็นไปได้ไม่ชัดเจนละเอียดลออนัก

ถึงกระนั้นก็ตาม การรู้จักประเทศจีนผ่าน สามก๊ก เป็นอีกหนทางหนึ่งที่คนรุ่นหลังพยายามศึกษาและทำความเข้าใจ เพื่อนำไปสู่ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์จีนโบราณ

จะว่าไปแล้วในระยะ 4-5 ปีมานี้การศึกษาประวัติ ศาสตร์จีนโบราณผ่านนิยายประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก บรรดาบริษัททัวร์ต่างๆ ล้วนแต่มีโปรแกรมท่องเที่ยวตามรอยสามก๊กแทบทั้งสิ้น

อาศรมสยาม-จีนวิทยา ถือเป็นสำนักหนึ่งของ บมจ. ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น ที่จัดโครงการจีนศึกษา ตั้งสมาคมปัญญาภิวัฒน์ขึ้นมา เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่รับรู้เข้า ใจเรื่องราวต่างๆ ของประวัติศาสตร์จีนโบราณ ได้ชัด เจนยิ่งขึ้น

โดยการพาสื่อมวลชนเดินทางไปตามรอยสามก๊ก ที่ เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน

จากสนามบินสุวรรณภูมิใช้เวลา 3 ชั่วโมง ก็ถึงท่าอากาศยานซวนหลิว เมืองเฉิงตู เมืองหลวงแห่งมณฑลเสฉวน ศูนย์กลางการคมนาคม การสื่อสาร และการค้าของจีนในภาคตะวันตกเฉียงใต้

ปัจจุบันข้อมูลจากสำนักประชากรศาสตร์ ประเทศจีน ระบุว่า ประชากรในเมืองเฉิงตูมีถึง 12 ล้านคน และเฉิงตู ยังเป็นเมืองที่มีศักยภาพน่าลงทุน 1 ใน 50 เมืองของจีนด้วย

อากาศปลายเดือนมีนาคมที่ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไปนัก ทำให้เมืองเฉิงตูร่มรื่นอยู่สบาย น่าเดินทางท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อคณะเดินทางไปถึง เจ้าภาพปล่อยให้แต่ละคนจัดการกับสัมภาระและทำภารกิจส่วนตัวในที่พัก หลังจากนั้น รายการรับประทานอาหารก็ตามมา เสร็จสิ้นแล้วนั่นแหละจึงเปิดฉากชมเมืองเฉิงตู

ท่ามกลางแสงสียามค่ำคืน การเดินเอื่อยๆ ใน "เมืองโบราณ" นับเป็นการย่อยอาหารอย่างดีเยี่ยม และยังได้อาหารตามาเสริม

ที่เมืองโบราณ มีการแสดง โชว์เปลี่ยนหน้ากาก ซึ่งถือเป็นการแสดงขึ้นชื่อของเมืองเฉิงตู นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมาดู เพราะเป็นโชว์พิเศษแสดงเฉพาะที่มณฑลเสฉวนเท่านั้น

ทั้งฉากทั้งตัวแสดงทำได้สวยงามและน่าติดตาม ความประทับใจอยู่ที่การเปลี่ยนหน้ากากที่ทำภายในเสี้ยววินาที โดยที่คนดูไม่สามารถจับตาดูได้ทัน การแสดงใช้เวลา 1 ชั่วโมง

ความหมายของการแสดงโชว์เปลี่ยนหน้ากาก เป็น การสะท้อนถึงอารมณ์อันหลากหลายของมนุษย์ที่มีทั้งความโหดร้าย ทารุณ ความใจดี ความรัก ฯลฯ

จั่นเจา ไก๊ดชาวจีน์ที่เพียบด้วยวาทะและความรอบรู้ในวัฒนธรรมทั้งไทย-จีนเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นผู้พาทัวร์ บอกว่า โชว์เปลี่ยนหน้ากากเป็นการแสดงที่สงวนและสืบทอดกันมาภายในตระกูลหลายชั่วอายุคน ไม่ถ่ายทอดให้บุคคลภายนอกทั่วไป

นอกจากโชว์เปลี่ยนหน้ากากแล้ว ยังมีโชว์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น โชว์เล่นเงา โดยใช้มือเล่นเป็นรูปต่างๆ เป็นนกบ้าง เป็ดบ้าง ดูแล้วเกิดความประทับใจไม่รู้ลืม

ในนิยายสามก๊ก มณฑลเสฉวน ที่ตั้งเมืองเฉิงตู คือเมืองที่ "ขงเบ้ง" วางแผนให้ "จ๊กก๊ก" ชื่อก๊กของเล่าปี่บุกเข้าตีเพื่อยึดเมืองด้านตะวันตกของจีน เนื่อง จากมีชัยภูมิที่ดีตามตำรายุทธศาสตร์

ตัวละครที่ยกเข้าตีเมืองเสฉวน คือ "บังทอง" แต่การรบไม่สำเร็จ ทำให้บังทองต้องเสียชีวิตที่เมืองนี้ มีการตั้งสุสานให้ มีชื่อจีนแท้ๆ ว่า "ผังถ่ง" (Pang Tong) ปัจจุบันในสุสานมีศิลาจารึกเพื่อรำลึกถึงบังทอง มีชื่อว่า "ลั่วซ่งโพ" ซึ่งมีความหมายว่า "หงส์ตก" หมายถึงบังทองได้เสียชีวิต ณ ที่นี่

หลังจากนั้น เล่าปี่จึงให้ขงเบ้งยกทัพบุกเฉิงตู ในที่สุด สามารถยึดมณฑลเสฉวนได้สำเร็จ โดยศึกครั้งนี้ผู้ที่มีบทบาทเด่น คือ "เตียวหุย" ซึ่งปกติมีนิสัยมุทะลุ ใจร้อน แต่ศึกครั้งนี้เตียวหุยกลับใช้ยุทธวิธีทั้งอ่อนและแข็ง จนได้รับชัยชนะ

หากล่องเรือตามแม่น้ำแยงซีเกียง จะผ่านจุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ตามนิยายสามก๊กหลายจุด ตั้งแต่ วัดเตียวหุย ที่สร้างขึ้นภายหลังเตียวหุยเสียชีวิตระหว่างการรบในเส้นทางนี้ เมืองเป๊กเต้ หรือ ไป๋ตี้เฉิน ตามประวัติศาสตร์หลังจากเล่าปี่สูญเสียกวนอูและเตียวหุยแล้ว ตอนหลังพ่ายทัพแก่ซุนกวน และได้มาอยู่ที่เมืองไป๋ตี้เฉินนี้ และฝากขงเบ้งให้ดูแลบุตรชายของตัวเองคือ อาเปา

ส่วน "ขงเบ้ง" ภายหลังก็เสียชีวิตที่เมืองเฉิงตูเช่นกัน แต่ไม่ปรากฏว่าจุดไหน แต่ก็มี ศาลเจ้าอู่โหว หรือ อู่โหวฉือ ที่ด้านหลังเป็นหลุมฝังศพของเล่าปี่และขงเบ้ง

มีรูปปั้นที่ศาลเจ้าด้วย ด้านซ้ายขวาของเล่าปี่เป็นขุนนางฝ่ายบู๊และบุ๋น ฝ่ายบู๊มีกวนอู เตียวหุย จูล่ง ม้าเฉียว และหวังตง ขณะที่ฝ่ายบุ๋น ได้แก่ ซีซี ขงเบ้ง และบังทอง

อาจารย์ถาวร สิกขโกศล ผู้รอบรู้ประวัติศาสตร์จีน อธิบายเป็นเกร็ดความรู้ ว่าผู้ใหญ่แต่ก่อนนิยมอ่านสามก๊ก ยิ่งผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรบทัพจับศึกด้วยแล้ว ว่ากันว่าถือเป็นหนังสือสำคัญเรื่องหนึ่งที่ต้องอ่านและรู้ไว้

เพราะนับถือกันว่า เป็นเรื่องให้ความรู้และแง่คิดในกลยุทธ์ และยุทธวิธีต่างๆ ในการปกครองประเทศ

"สามก๊ก" ได้ใช้ศิลปะการประพันธ์ต่างๆ บรรยายการต่อสู้ทางการเมือง การทหาร ผ่านตัวละครที่สร้างขึ้นมาถึง 400 ตัว แต่ละตัวต่างมีเอกลักษณ์โดดเด่น

"ทุกคนที่ได้ศึกษาเรื่องราวของสามก๊ก จะพบถึงความมหัศจรรย์ของประโยชน์ที่ได้รับจากวรรณกรรม"

อาจารย์ถาวรบอกเสียงจริงจัง

มรดกโลกอีกสองสามแห่งที่คณะเดินทางไปเยือน คือ พิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย อยู่ในอำเภอก่วงฮั่น แห่งเมืองเสฉวน

"ซานซิงตุย" แปลเป็นไทยว่า "ดอยสามดาว" เป็นมรดกโลกและแหล่งโบราณคดีเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งที่น่าศึกษา

ภายในมีข้าวของเครื่องใช้ที่ทำจากทองสำริด ขุดพบจากเมืองซานซิงตุย สิ่งของเหล่านี้สะท้อนถึงการหล่อหลอมวัฒนธรรมสมัย 3,600 ปีมาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีข้าวของจากเส้นทางสายไหมทางใต้หรือทางทะเล เช่น หยก งาช้าง เป็นต้น

สวนฝูเล่อซาน ที่เมืองเต๋อหยัง เป็นรายการสุดท้ายของวัน ก่อนกลับที่พักในการทัวร์ช่วงแรก

วันถัดมาคณะทั้งหมดเดินทางต่อไปยังเมือง ตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan) ซึ่งเป็น 1 ใน 6 มรดกโลกของเสฉวน เพื่อชมเขื่อนโบราณตูเจียงเยี่ยน เป็นเขื่อนดินชลประทานแห่งแรกของโลก สร้างในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ มีอายุกว่า 2,000 ปี

ไก๊ด์จั่นเจาคนเดิมเล่าว่า เขื่อนแห่งนี้สร้างโดย "หลี่ปิงและลูก" ปัจจุบันยังใช้งานได้ และเป็นแม่แบบของการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของจีน เล่ากันว่าเขื่อนตูเจียงเยี่ยนยังส่งน้ำหล่อเลี้ยงการเพาะปลูก สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้เมืองใหญ่อย่างเฉิงตูมาจนทุกวันนี้

ระหว่างทางไปวัดหลวงพ่อโตเล่อซาน ผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจี ทุ่งดอกไม้สองข้างทางที่มีฉากหลังเป็นภูเขา และช่องเขา มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน งามราวกับภาพจิตรกรฝีมือเอก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวคณะ

ไก๊ด์พาลงเรือล่องแม่น้ำหมิงเจียงเพื่อชม "หลวงพ่อโตเล่อซาน" พระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความสูงถึง 71 เมตร พระพักตร์ของหลวงพ่อหันหน้าสู่แม่น้ำหมิงเจียง แสดงออกถึงความเมตตาที่มีต่อมวลมนุษย์ ใช้เวลาในการก่อสร้างถึง 90 ปี หลวงพ่อไห่ธง เป็นผู้ริเริ่มสร้างขึ้นโดยใช้เงินบริจาคจากชาวบ้าน

ความศรัทธาในแบบพุทธศาสนิกชน หลายคนร่วมทำบุญกับทางวัด ขณะที่อีกหลายคนตื่นตาตื่นใจจนอดจะถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกไม่ได้

เป็นเวลากว่าสองชั่วโมง ไก๊ด์จึงพาเดินทางต่อเป็นการปิดท้ายวันด้วยการพาไป ตลาดใต้ดิน แหล่งที่คนไทยชื่นชอบเป็นหนักหนา เพราะทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ราคาถูกเหมือนได้เปล่า เลือกซื้อหากันตามอัธยาศัย

ภาพที่ได้พบเห็นตั้งแต่แรกที่มาถึงเฉิงตู รวมถึงเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากไก๊ด์ทำให้มองเห็นถึงที่มาของอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ก่อเกิดในแผ่นดินจีนแห่งนี้ ประชาชนรุ่นลูกรุ่นหลานของจีนไม่เคยทอดทิ้งสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างไว้

"เฉิงตู" เป็นแค่เมืองเดียวในแผ่นดินใหญ่ แต่ก็มีเรื่องราวมากมายให้จดจำ
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10620 หน้า 23