เวรดึกคืนนั้น..กับสัมผัสลี้ลับบางอย่าง


ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่สองวันที่แล้ว
ตั้งแต่ตอนที่ความรู้สึกนั้นยังเข้มข้นอยู่ในใจ
ตั้งแต่อะไรๆยังพรั่งพรูออกมาจากความคิด
เพียงแต่เวลาและร่างกาย ณ เวลานั้นยังไม่อำนวยให้เขียนจริงๆ
จึงได้แต่พักเรื่องนั้นไว้ก่อน..

 จนกระทั่งวันนี้จึงค่อยได้ลงมือเขียน.....

 

มันเป็นเรื่องแปลก ที่ฉันก็บอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร

จากเหตุการณ์นั้น ทำให้ฉันอดมีคำถามขึ้นมาในใจไม่ได้ว่า Tacit K.  กับ จิตสัมผัส มันเป็นสิ่งเดียวกันไหม ?

Tacit K.  เกิดมาจากการสั่งสมความรู้และประสบการณ์  จนบังเกิดเป็นองค์ความรู้ของคนๆนั้น  แต่จิตสัมผัสมันไม่น่าจะใช่ Tacit K.  เพียงแต่ตามขั้นตอนมันคงต้องเกิด Tacit K. ขึ้นมาก่อน จึงจะบังเกิดจิตสัมผัสขึ้นมาได้

และเพราะ จิตสัมผัส มันไม่ได้เกิดขึ้นมาได้ทุกครั้ง  ดังนั้นมันน่าจะมีอะไรซึ่งมากกว่านั้น ที่จะทำให้เกิด

สิ่งนั้นคืออะไรล่ะ ?

หรือคำตอบของมัน คือความลี้ลับของจักรวาล ?

ฉันอยากให้คุณอ่านเรื่องนี้ แล้วอยากจะให้ช่วยบอกฉันหน่อยเถิดว่า ฉันกำลังเจอเรื่องลี้ลับเรื่องหนึ่งเข้าแล้วใช่ไหม ?

..............................

 

 2007年4月份壁纸酷月历 1280*1024 11 - [wallcoo.com]_April_calendar_wallpaper_EA5202837.jpg

เมื่อคืนของวันที่ 4 ซึ่งเวลากำลังย่างเข้าสู่วันที่ 5 เมษายน  ฉันตื่นขึ้นตอนสี่ทุ่มครึ่งเพื่อเตรียมตัวขึ้นเวรดึก การได้หลับก่อนขึ้นเวร 2 ชม.เต็มๆ ปกติจะทำให้ฉันรู้สึกสดชื่น  แต่แปลกที่วันนี้กลับตื่นมาด้วยอาการเพลียและมึนอย่างบอกไม่ถูก  ร่างกายเจ็บร้าวไปหมดทั้งตัว เหมือนมันกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ รวมไปถึงอาการเสียวๆแปล๊บๆที่ในหัว และปวดตื้อรอบกระบอกตาขวากับแสบลูกตา

ถามตัวเองและประเมินตัวเองอยู่ในใจว่า

"เราไม่สบายอีกหรือเปล่า"

แล้วทำไม อยู่ๆถึงได้เกิดอาการไม่สบายขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุแบบนี้ ทั้งๆที่เมื่อตอนเย็นก็สบายดี ?

ลุกลงจากเตียงหยั่งตัวเหยียดยืนแทบจะไม่ไหวเลย ฝ่าเท้าระบมเจ็บ ตามแขนขา ลำตัว ปวดเสียวบอกไม่ถูก  คล้ายๆกับกล้ามเนื้อทั้งตัวมันอักเสบขึ้นมา  นึกถึงอาการเจ็บกล้ามเนื้อเวลาเป็นไข้หวัดใหญ่ แต่ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ ก็น่าจะมีไข้ หรือมีอาการคล้ายหวัดนำมาก่อนสิ

เอ๊ะ..หรือว่าโรค "คออักเสบ" ที่เพิ่งกินยา antiboitic หมดไปเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วมันกำเริบขึ้นอีก ถ้าใช่ก็แย่เลย..ต้นแขนขวาที่โดนฉีดยาจนปวดระบมไปเกือบสัปดาห์เพิ่งขยับแขนได้คล่อง ถ้าเกิดเป็นอีก..แล้วจะโดนฉีดยาอีกไหมเนี่ย ?

คำถามพอวูบขึ้น ฉันก็ยกมือขึ้นลูบคอตัวเองแล้วลองกลืนน้ำลายดู  พบว่าไม่ได้มีอาการเจ็บคออะไรเลย ค่อยโล่งใจว่าคงไม่ใช่คออักเสบ เพราะถ้าเป็นมันจะเจ็บแสบในคอมากๆเตือนขึ้นมาก่อน

มันจึงเป็นการลุกลงจากเตียงที่ยากลำบากพอดู พอลองเดินช้าๆไปมาสักสองสามนาที ให้เลือดลมไหลเวียนสะดวกขึ้น ก็ค่อยรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่อาการเสียวตามกล้ามเนื้อ เหมือนเส้นกล้ามเนื้อมันเกร็งบิด กับอาการปวดเสียวในหัวยังมีอีกเป็นพักๆ เพียงแต่ไม่ได้ทรมานเหมือนเมื่อตะกี้อีกแล้ว

แวบหนึ่งตอนนั้น ไม่อยากไปขึ้นเวรเลย อยากจะนอนต่อ ..แต่.. มันเป็นเพียงแค่แวบหนึ่ง ที่ฉันคิดไปเองว่า มันคงเป็นความรู้สึกขี้เกียจของคนเพิ่งตื่นจากนอนมากกว่า  ดังนั้นในใจจึงไม่ได้คิดถึงเรื่องการลาป่วย.. เพราะพอนึกถึงความวุ่นวายของเพื่อนร่วมงาน ที่ต้องตามคนขึ้นเวรดึก นึกถึงความทรมานและความเหนื่อยของเพื่อนที่ต้องมาทำงานแทนเรา หากเราไม่สามารถขึ้นเวรได้ ความเห็นใจก็แล่นเข้ามา ปลุกปลอบใจตัวเองว่า สู้ๆน่า เราต้องไหว อย่าไปสร้างความทุกข์ ความยากลำบากให้เพื่อนเลย

แต่อย่างไรก็ตาม.. ฉันมีเวลาประเมินตัวเองแค่ 5-10 นาที  เมื่อลองวัดไข้แล้วไม่มีไข้ ลองบ้วนปากแล้วไม่มีเสมหะปนเลือด (เพราะคราวก่อนตอนเป็นคออักเสบ ขากเสมหะออกมาเป็นเลือดสดเชียวล่ะ) แค่ปวดกล้ามเนื้อตามตัวและตามข้อ บางทีอาจเกิดจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตรากตรำร่างกายมากไปหน่อย  ปวดหัวปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ก็โด๊ปกินแต่ยาแล้วขึ้นเวรทำงาน ทำ..ทำ จนมันหายไปเอง

 

宽屏日本风景 1440*900 20 - [wallcoo.com]_widescreen_nature_wallpaper_IMG0063.jpg

 

อ่านถึงตรงนี้บางท่านอาจจะนึกถามในใจ.. แล้วทำไมไม่ไปหาหมอ ?

ถ้าหากอยู่ตรงหน้าท่าน และสามารถตอบได้ ฉันคงจะโพล่งตอบออกไปอย่างรวดเร็วว่า 

" จะเอาเวลาที่ไหนไปหา  เสียเวลานอนค่ะ "

เพราะไปหาหมอแต่ละครั้ง นั่งรอตรวจ รวมไปถึงจัดการอะไรต่างๆเสร็จก็เป็นชั่วโมงสองชั่วโมง  อันนี้หมายถึงถ้าหากได้ตรวจอย่างรวดเร็วนะ  แต่ก็หลายครั้งที่คนไข้เยอะ ต้องรอคิวนาน.. บางทีก็เสียเวลาเป็นครึ่งวัน แล้วส่วนใหญ่ก็พอจะเดาออก ว่าหมอจะสั่งยาอะไร 

ดังนั้นช่วงหลังจึงใช้วิธีมักง่าย คือกินยาเองเสียเลย  เพราะว่ายาเหล่านั้นซื้อเก็บไว้ที่ห้องเพียบพร้อมหมดแล้ว ทั้ง Paracet  Brufen Omeprazole  Plasil Loratadine Motilium แม้แต่ Neurontin ก็ยังมีเหลือเก็บอยู่ 1-2 แผง (เพราะเวลาที่ปวดหลังมาก NSIAD ก็เอาไม่อยู่ ต้องกิน Neurontin ติดต่อกัน 4-5 วันถึงจะทุเลา) 

บางครั้งพอหมอจะสั่งยา..ก็พบว่า  ยาตัวนั้นมีแล้วค่ะ  ยาตัวนี้มีแล้ว ..หมอก็เลยได้แต่บอก

"งั้นพี่กลับไปกินยานั้นต่อนะ "

ยังดีที่หมอเกรงใจ ไม่มองหน้า แล้วถามว่า " แล้วพี่มาหาหมอทำไมเนี่ย ? "

ดังนั้นถ้าไม่ได้เจ็บหนักจริงๆ ขนาดที่ต้องลาพัก ให้หมอเขียนใบรับรองแพทย์ หรือเป็นโรคที่ต้องกินยาปฏิชีวนะ (ถึงแม้จะกินยารักษาตัวเอง แต่จะไม่ซื้อยาปฏิชีวนะ กินเองอย่างเด็ดขาด  หากจะให้หมอเป็นคนสั่งให้เท่านั้น)จึงไม่ค่อยอยากไปตรวจที่โรงพยาบาลเลย


.....................

 

2007年4月份壁纸酷月历 1280*1024 10 - [wallcoo.com]_April_calendar_wallpaper_EA5202836.jpg

คราวนี้ก็อีกเหมือนกัน  พอประเมินตัวเองว่า ยังไหวน่า  จึงลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟัน เพื่อกินกาแฟและขนมปังรองท้องก่อน จากนั้นก็กิน Paracet  Brufen Omeprazole อย่างละเม็ดดักไว้  (เอ่อ.. ถ้าหมอท่านไหนเข้ามาอ่าน อย่าเพิ่งตำหนิ ว่าทำไมกิน Omeprazole หลังอาหาร ทั้งนี้เพราะว่าเวลามันน้อยค่ะ ไม่สามารถกินก่อนอาหารได้ เพราะรอไม่ได้ เลยกินมันพร้อมกันไปเลยทีเดียว)

ระหว่างกินก็ทำกิจกรรม relax จิตใจ นั่นคือเปิดคอมเปิดเนต เข้ามานั่งอ่านนั่งดูอะไรในเวบนิดหน่อย ประมาณ 10 นาที เงยหน้าขึ้นดูนาฬิกา ห้าทุ่มแล้ว  จึงลุกขึ้นอาบน้ำเพื่อแต่งตัวไปขึ้นเวร

ตอนลุกเดินไปห้องน้ำ รู้สึกตัวเองสบายขึ้นนะ ยามันคงออกฤทธิ์มั้ง (ว่าแต่อะไรมันจะเร็วขนาดนั้นวุ้ย)  แต่พี่น้องเอ๋ย... พอน้ำรดถูกตัวเท่านั้น  อาการแม่หมาตกน้ำ (จะเรียกเป็นลูกหมา ก็เขินอายุตัวเอง)  สั่นเป็นเจ้าเข้า ก็อุบัติขึ้น

มันเย็นเยือก เสียวแปลบปลาบ เหมือนใครเอามีดมากรีดตามเส้นประสาทไปทั้งตัวยังไงยังงั้นเลย  ดังนั้นรีบรดน้ำตูมๆล้างคราบสบู่อย่างรวดเร็ว  อากาศก็ออกร้อน แต่ทำไมเราถึงเย็นขนาดนี้เนาะ 

รีบเช็ดตัวออกมานอกห้องน้ำ นั่งสั่นพั่บๆ พักหนึ่ง  พอหายสั่นก็รีบแต่งตัว  ตอนนี้แหล่ะ ที่มันเจ็บระบมไปทั้งตัวอีกครั้ง หนังหัวซีกขวาทั้งซีกก็เสียบแปล๊บๆขึ้นมาอีก ตาทั้งสองก็แสบมากๆ แต่ด้วยความที่กลัวขึ้นเวรสาย ก็ทำให้ลืมทุกๆอย่าง 

พลังหนึ่งเดียวในตอนนั้น ที่ขับดันให้มือและขาทำกิจกรรมให้กับตัวเอง แล้วลุกไปข้างหน้า คือ

" ฉันต้องไปขึ้นเวรดึก "

โปรดอย่านึกว่า ฉันกำลังจะบอกทุกท่านว่า ในใจของฉันนึกถึงการไปปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ต้องทำเพื่อคนไข้ เสียสละตนเองเพื่อคนไข้  ขอสารภาพโดยความสัตย์จริงว่า ฉันไม่ได้นึกถึงอะไรตรงนั้นเลย และไม่ได้มีจิตใจอันสูงส่งถึงเพียงนั้น ในใจของฉันเพียงแค่คิดง่ายๆอย่างเดียวก็คือ

" การขึ้นเวรดึกคืนนี้คือหน้าที่ของฉัน เป็นภารกิจที่ฉันต้องรับผิดชอบ และอย่าไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นมาทำแทน" 

ตอนที่ขับมอเตอร์ไซต์ไปขึ้นเวร  ยามที่ลมมันพัดมาปะทะร่าง  ความรู้สึกบางอย่างมันวูบๆเบลอ เหมือนใจจะขาดเป็นช่วงๆ  แล้วคำถามหนึ่งซึ่งเหมือนถูกกดซ่อนเอาไว้ในความรู้สึกก้นบึ้งที่ลึกๆในใจ ก็ผุดๆโผล่ๆขึ้นมาถามตัวเองอย่างน้อยใจ

" นี่ฉันกำลังฆ่าตัวตายอยู่รึเปล่านะ ? "

บ้าจริง.. ทำไมฉันต้องทรมานตัวเองขนาดนี้ด้วย ?

ไม่เข้าใจตัวเองเลย ..

พลังอะไรหนอ ที่กำลังเรียกหาตัวเรา ขับดันตัวเราให้ไปขึ้นเวรดึกคืนนี้ให้ได้ ?
..............................

 

2007年4月份壁纸酷月历 1280*1024 3 - [wallcoo.com]_April_calendar_wallpaper_EA5202823.jpg

 

เวรดึกคืนนี้ฉันรับผิดชอบคนไข้ในทีม A (มีทั้งหมด 10 ห้อง มีอยู่หนึ่งห้องเป็นมารดาหลังคลอด มีทารกด้วยหนึ่งคน จึงรวมคนไข้ในความดูแลทั้งหมดในคืนนี้ คือ 11 คน)

ทีม A คืนนี้มีคนไข้หลังผ่าตัดไม่ถึง 24 ชม. อยู่ 2 ห้องซึ่งต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดอยู่ แต่ห้องที่ฉันรู้สึกเป็นห่วง และต้องสังเกตอย่างใกล้ชิดกว่า กลับเป็นคนไข้ห้อง 402 ซึ่งเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย  และกำลังอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต

จึงเป็นงานที่ต้องดึงเอา Taxit K. ที่สั่งมาสมทั้งชีวิตออกมาใช้  เพราะผู้ที่เราต้องให้การดูแลในระยะนี้ไม่ใช่เฉพาะตัวคนไข้  แต่ยังรวมไปถึงญาติสนิทใกล้ชิดผู้เป็นคนในครอบครัว นั่นคือสามีและลูกของคนไข้ผู้นี้ด้วย

ดังนั้นงานในคืนนี้ ถือเป็นภารกิจที่ยากน่าดู

ไม่ใช่ "หนัก"  แต่ขอใช้คำว่า "ยาก"  ถ้าเป็นข้อสอบ มันคงเป็นข้อสอบระดับไฟนอล อย่าว่าแต่..ด้วยสภาพร่างกายทีไม่พร้อมเอาเสียเลยในตอนนี้ของฉัน ทำให้ฉันรู้สึกทั้งหวั่น และ กลัว

หวั่นว่า ถ้าเกิดทำงานไป แล้วเกิดอาการเป็นมากขึ้น คนไข้จะเป็นอย่างไร เพื่อนร่วมทีมซึ่งเป็นรุ่นน้องทั้งนั้นในคืนนี้ จะเป็นอย่างไร ?

กลัวว่า.. ด้วยอาการปวดไปหมดทั้งตัว และสะบัดร้อนสะบัดหนาวในตอนนี้ จะทำให้ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำออกมาไม่ดี ก็กระทบถึงคนไข้อีกนั่นแหล่ะ

แต่สุดท้ายก็สรุป และปลอบให้กำลังใจตนเองว่า

"สู้เถอะ..ในเมื่อตัดสินใจตั้งแต่ก่อนมาขึ้นเวรแล้วนี่นา ว่า ขึ้นได้  ก็ลุยให้สุดกำลังเถอะนะ  ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น ขอเพียงแค่รวบรวมสติและตั้งใจทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน "

แต่ลึกๆแล้ว ก็อดปฏิเสธไม่ได้หรอกนะว่า  พลังใจสำคัญ ที่ทำให้ฉัน "รู้สึกฮึด" ขึ้นมาสำหรับคืนนี้ ก็คือเพื่อ คุณป้าห้อง 402

บางทีคืนนี้อาจจะเป็นคืนสุดท้าย... ที่ฉันจะทำให้กับป้าคนนั้น

ไม่ใช่.. จากพยาบาลที่ทำเพื่อคนไข้คนหนึ่ง

แต่เป็นจาก...  ใครคนหนึ่ง ที่อยากจะทำเพื่อใครอีกคน.. ผู้ซึ่งมีความรู้สึกที่ดีๆต่อกัน

...............................

2007年4月份壁纸酷月历 1280*1024 16 - [wallcoo.com]_April_calendar_wallpaper_EA5202841.jpg

เพราะที่วอร์ดเป็นห้องพิเศษที่มี 19 ห้อง  การที่พยาบาลหนึ่งคนจะรู้จักหรือดูแลผู้ป่วยพร้อมกันทั้งวอร์ดคงทำไม่ไหว  เราจึงแบ่งออกเป็น 3 ทีม ทีมละ 6-7 ห้อง  โดยพยาบาลจะรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยทั้งทีมทุกอย่างเบ็ดเสร็จในพยาบาลคนเดียวกัน

การจ่ายงานก็มักจะหมุนเวียนกันไป และตอนที่ฉันเวียนมารับผิดชอบในทีม A  และมารู้จักกับคุณป้าท่านนี้  ท่านก็อาการหนักแล้ว  Palliative care เข้ามาใช้กับเคสนี้ได้ดี  คนไข้ยอมรับ และเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง โดยขอสู่วาระสุดท้ายอย่างสงบ คนไข้ตัดสินใจเอง ที่จะไม่ขอใส่ท่อช่วยหายใจ และไม่ CPR (ปั๊มหัวใจ)

ดังนั้นหลักสำคัญที่สุดในการดูแลคนไข้เคสนี้ในระยะ 1-2 สัปดาห์สุดท้ายของชีวิต  คือดูแลความสุขสบาย  จิตสังคม และจิตวิญญาณ

สมรรถนะของพยาบาลที่จะใช้ในการดูแลคนไข้ระยะนี้ ไม่ใช่ความเก่งด้านความรู้เรื่องโรค หรือการทำหัตถการ  แต่เป็นความสามารภในการควบคุมสติและอารมณ์ของตนเอง การสร้างสัมพันธภาพกับคนไข้และคนในครอบครัว ตลอดไปถึงการใช้จิตวิทยา

คนไข้มะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย มักมีอาการสำคัญที่เด่นชัดมากๆคือ ท้องโตจากมีน้ำในช่องท้อง  ขาบวมจากการไหลเวียนน้ำเหลืองไม่สะดวก ถัดจากนั้นก็คืออาการเหนื่อย เพราะน้ำในท้องมันดันกระบังลมรวมไปถึงการมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด

ด้วยอาการเหล่านี้ จะทำให้คนไข้รู้สึกทรมาน ไม่สุขสบาย จะนอนก็ไม่ได้ จะกินก็กินไม่ลง อ่อนเพลีย และเหนื่อย   และอาการไม่สุขสบายเหล่านี้ก็จะโยงไปที่ญาติ ทำให้ญาติพลอยรู้สึกทรมานใจไปด้วย

พอคนไข้กระสับกระส่าย ญาติบางคนก็พลอยกระวนกระวาย จึงเป็นเหตุให้มักมีการเรียกหา ตามหมอ ตามพยาบาลบ่อยๆ  และจึงเป็นที่มาของเหตุผลที่ว่า พยาบาลจำเป็นต้องรู้จักควบคุมสติ ไม่ร้อนรนไปกับคนไข้และญาติ  และรู้จักควบคุมอารมณ์ไม่ไปหงุดหงิดใส่คนไข้และญาติ

การที่คนอื่นร้อนรนและเราสงบเยือกเย็น มันจะทำให้คนที่เขากำลังรุ่มร้อนมา สงบลงได้

แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งร้อนรน แล้วเราก็ร้อนรุ่ม  สุดท้ายมันจะสรุปลงด้วยทั้งสองฝ่ายลุกเป็นไฟ !

......

2007年4月份壁纸酷月历 1280*1024 20 - [wallcoo.com]_April_calendar_wallpaper_EA5202845.jpg

อันที่จริงฉันเองก็ไม่ใช่คนที่ใจเย็นอะไรนักหนาหรอก  เพียงแต่จะคอยพยายามเตือนสติตนเอง เมื่อมีสิ่งเร้าเข้ามากระตุ้นว่า 

" ช้าก่อนเพื่อตั้งสติ...นิ่งไว้สี่ห้าวิ (นาที) ..แล้วคิดตริตรอง "

จากนั้น.. มันก็จะเกิด คำตอบออกมาว่า... ต่อไปควรทำอะไร

กับเคสนี้ก็เหมือนกัน ก่อนหน้านี้เมื่อญาติมาตามว่าคนไข้ไม่สุขสบาย  คนไข้แน่นอึดอัด หายใจไม่ออก ก็ต้องไปประเมินก่อนว่าคนไข้เป็นอย่างไร แน่นอึดอัดหายใจไม่สะดวกจากอะไร ทำอย่างไรที่สามารถช่วยผู้ป่วยเบื้องต้นได้ แล้วฉันก็พบว่า การจัดท่า (หมายถึงท่าทางการนอน) ของผู้ป่วย รวมไปถึงการปลอบโยนให้กำลังใจ จะช่วยให้ผู้ป่วยสงบลงได้

ผู้ป่วยเคสนี้ใส่  O2 canula  (ออกซิเจนที่เป็นสายแหย่เข้าไปในจมูก)  3 LPM อยู่แล้ว  เมื่อช่วยจัดท่าให้นอนหัวสูง ใช้หมอนช่วยรองตามข้อพับต่างๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อหลังและขาได้ผ่อนคลาย ผู้ป่วยก็จะหายใจได้สะดวกขึ้น และรู้สึกสบายขึ้น วัด O2 Sat ที่ปลายนิ้ว ค่าของ O2 ก็เพียงพอ แสดงว่ายังหายใจโอเค

แต่ที่คนไข้ไม่สุขสบาย คงเพราะแน่นอึดอัดในท้อง กับปวดเมื่อยหลังเนื่องจากท้องโตทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก รวมไปถึงอาจจะมีการลามของมะเร็งไปที่กระดูกด้วยมากกว่า

อยากชมเชยญาติมากๆสำหรับเคสนี้  ว่าเอาใจใส่ดูแลคนไข้อย่างดีมาก  ซึ่งทั้งนั้นและทั้งนี้ฉันคิดว่าเป็นบุญของคนไข้  คงเป็นเพราะคุณป้าท่านนี้เป็นคนดี และใจดีด้วย  ลูกๆถึงรักและใกล้ชิดกับท่านขนาดนี้   ความใจดีของท่านยังแผ่มายังตัวฉันที่เป็นพยาบาล ฉันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความใจดีของท่าน มันจึงทำให้แม้แต่ฉันที่เป็นคนนอก ยังรู้สึก "อยากจะทำอะไรๆให้"  กับคุณป้าคนนี้

นี่กระมังที่สะท้อนสัจธรรมที่ว่า ทำดีได้ดี  ท่านใดก็ตามที่มาอ่านตรงนี้ อยากจะบอก...คนเราทุกคน เกิดมาหนีไปพ้นการเจ็บและตาย เมื่อถึงวาระหนึ่งที่เราช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ณ ตอนนั้นกรรมต่างๆที่เรากระทำมาในชีวิต จะส่งผลการตอบสนอง  หากทำความดีทำให้คนอื่นรัก เมื่อถึงจุดนั้น ท่านก็จะได้รับความรักได้รับความเข้าใจตอบ  แต่หากทำให้คนอื่นกลัวคนอื่นเกลียดชัง สิ่งที่ท่านจะได้รับในวาระสุดท้าย คือความอ้างว้าง และการถูกทอดทิ้ง

หลายเคสที่ฉันเจอ.. คือสิ่งที่พิสูจน์สัจจธรรมในข้อนี้

ดังนั้นยังไม่สายเกินไป ที่จะฝึกควบคุมตนเอง ทั้งควบคุมสติ ควบคุมอารมณ์ ควบคุมจิตใจ เพื่อที่จะให้ความรักความเข้าใจต่อคนรอบข้าง  ให้สิ่งดีๆต่อคนรอบข้าง หยุดการคิดร้ายคิดไม่ดี คิดเอาเปรียบต่อคนอื่น เพราะเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต... เราจากไปแต่ตัวจริงๆ  ไม่สามารถเอาอะไรไปได้เลย

2007年4月份壁纸酷月历 1280*1024 22 - [wallcoo.com]_April_calendar_wallpaper_EA520287.jpg

การดูแลคนไข้ที่กำลังรู้สึกไม่สุขสบายนั้น จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย  มี Trick ในการดูแล 3-4 ข้อเท่านั้นคือ

1. ให้คิดว่าคนไข้คือญาติสนิทคนหนึ่งของเรา  คือแม่ของเรา..ถ้าเราเป็นลูก เราอยากทำอะไรให้คนไข้

2. มีความรู้สึกว่าอยากจะทำให้เขาสุขสบาย อยากช่วยให้เขาพ้นจากความทรมานตรงนั้น ด้วยความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่เพราะหน้าที่หรือทำตามความรับผิดชอบ

3. พยายามเข้าใจในความต้องการของเขา ช่วยเหลือและทำให้ในสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ใช่ สิ่งที่เราเองคิดว่า " ดี "  " น่าจะทำ" หรือ "ทฤษฎีบอกว่าควรทำอย่างนั้น"

4. ทำให้ญาติและคนไข้ สงบ  ไม่กลัว และมีความมั่นใจในตัวพยาบาล ว่า " เดี๋ยวพยาบาลช่วย" สำหรับข้อนี้ จะเรียกว่า.. การทำให้เขารู้สึกศรัทธา หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ   ฉันคิดว่า..เวลาที่จิตใจของคนเราไม่มั่นคง การสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่าง ที่เป็นเสมือนขอนไม้ ให้คนที่กำลังแหวกว่ายอยู่กลางสมุทรได้จับยึดพิงไว้ เป็นสิ่งสำคัญมาก

"..ขอนไม้คงไม่สามารถพาคนๆนั้นแหวกว่ายถึงฝั่ง  แต่ว่ามันจะสามารถช่วยยึดเหนี่ยวสติของคนผู้นั้น ให้ประคองตัวเองได้ระยะหนึ่ง จนกว่าจะมีเรือใหญ่มารับขึ้นฝั่ง  ย่อมดีกว่าการร่วงดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทรด้วยความหวาดกลัว.."

 

宽屏日本风景 1440*900 19 - [wallcoo.com]_widescreen_nature_wallpaper_IMG0059.jpg


สำหรับเคสนี้..เทคนิคที่ฉันใช้มากที่สุด คือ "การสัมผัส" ทุกครั้งที่ฉันเข้าไปดูแลคุณป้าท่านนี้ ฉันจะจับมือและบีบมือท่านเบาไปพลางระหว่างพูดคุย  เวลาคุณป้ารู้สึกไม่สบายตัว เวลาฉันช่วยจัดท่าให้ท่านนอนหรือนั่ง ฉันก็จะจับมือบีบมือไปด้วยระหว่างถามว่า

" แบบนี้ได้หรือยังคะ พอดีหรือยัง " 

ตอนที่ยังมีแรงพูดคุณป้าก็จะบอกว่าตรงนั้นยังไม่พอดี ขยับหมอนขึ้นมาอีกหน่อย ถ้าหากโอเคแล้ว ท่านก็จะพยักหน้า บอกว่าได้แล้ว

เวลากลับมาถึงห้องบางทีฉันก็สงสัย ว่านอนแบบไหนมันจะสบายนะ  ก็ลองเอาหมอนมารองตัวเอง ตะแคงบ้าง หงายบ้าง ถึงได้รู้ว่า อ๋อ..คนท้องโตๆถ้านอนแบบนี้จะเมื่อยนะ ต้องท่านนี้ถึงจะสบาย   จึงต้องขอบคุณคุณป้ามากเลยที่ช่วยเป็นครูสอนฉันให้รู้จักเทคนิคการจัดท่า (position) มันดูเหมือนง่ายๆ แต่ความจริงมันยากนะ แต่พอจัดให้คุณป้าไปหลายครั้ง มันเลยเกิดความชำนาญ คุณป้าพอใจ ชอบเรียกให้ฉันให้เข้าไปช่วยจัดท่าให้  สำหรับฉันแม้จะเหนื่อยหน่อย แต่ก็ภูมิใจลึกๆยังไงไม่รู้

บางทีเวลาคุณป้าบ่นแน่นอึดอัด หายใจไม่สะดวก ก็ใช้วิชาชาวบ้านแบบง่ายๆ คือจับคนไข้นั่งห้อยขาข้างเตียง วางเท้าบนเก้าอี้ มือหนึ่งจับมือคนไข้ ให้ญาติ (ลูกชายคนไข้ ซึ่งตัวโตแข็งแรง) ช่วยจับประคองตัวคนไข้ไว้อีกข้างกันล้ม เพราะพยาบาลคนเดียวคงเอาคนไข้ไม่อยู่  จากนั้นก็ใช้อีกมือ ลูบหน้าอกขึ้นลงช้าๆ พลางบอกให้คนไข้สูดหายใจเข้าออกลึกๆ   คุณป้าน่ารักมาก.. ท่านก็จะพยายามสูดลมหายใจเข้าออกตามมือของฉันที่ลูบขึ้นลูบลง

ท่านี้สังเกตว่าคนไข้จะชอบนะ เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องการหายใจแล้ว มันเป็นการช่วยกำหนดสมาธิอย่างหนึ่ง ทำให้จิตใจผ่อนคลายลง  บางครั้งเพราะเมื่อย ฉันจึงอ้อมมือไปลูบข้างหลังให้ พลางนวดคลึงเบาๆไปด้วย 

ฉันได้ประสบการณ์กับตนเองว่า เวลาที่เราแน่น อึดอัดหายใจลำบาก ถ้ามีคนมาช่วยนวดคลึงเบาๆที่หลัง มันจะทำให้เราเรอ  พอได้เรอแล้วมันจะรู้สึกสบาย  ดังนั้นจึงลองใช้มือที่เหลืออีกข้างซึ่งไม่ได้จับมือคนไข้ นวดหลังให้คุณป้า ปรากฏว่าท่านเรอออกมาได้จริงๆ

ญาติผู้หญิงซึ่งอยู่เฝ้าไข้ตลอดเวลาอีกคนจึงช่วยขึ้นไปนั่งบนเตียง ใช้ฝ่ามือบ้าง ปลายนิ้วบ้าง ลูบคลึงหลัง กดรูดเบาๆ ไปตามจุดที่อยู่ขนานกับไขสันหลัง เหมือนกับท่าจอมยุทธตอนถ่ายเทลมปราณยังไงยังงั้น เป็นการร่วมมือร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งพยาบาลทั้งญาติ 

จะว่าไปแล้ว..มันก็ไม่ได้นวดพิสดาร หรือเป็นวิชาการลึกล้ำอะไร แต่กิจกรรมนี้เป็นการสร้างสานสัมพันธภาพที่ดี ที่ดึงคนในครอบครัวเข้ามาแสดงความรักต่อคนไข้ และสังเกตว่าทั้งสีหน้าคนไข้และญาติล้วนมีความสุขนะ  พอใจที่ได้ทำ ทั้งการได้รับและการได้ให้

................

2007年4月份壁纸酷月历 1280*1024 17 - [wallcoo.com]_April_calendar_wallpaper_EA5202841_2.jpg


 ช่วงวันที่ 2-3 เมษายน คุณป้าท่านนี้เหนื่อยเกินกว่าที่จะนั่งห้อยขา นวดหลังกันแบบนี้ได้อีกแล้ว  จำได้ว่าเวรบ่ายของวันที่ 3  คุณป้าเหนื่อยมาก แต่ก็ยังมีสติรู้สึกตัว  เพียงแต่เพลียล้า ขยับปากพูดแบบไม่มีเสียง  หมอให้คุณป้าใส่ O2 mask 40%  6 LPM  แต่ฉันมีความรู้สึกอึดอัดแทนคนไข้อย่างไรก็ไม่รู้  โดยเฉพาะละอองน้ำจาก O2 ที่มันพ่นออกมาใส่หน้าของท่าน คุณป้ามักจะเอา หน้ากากออกซิเจนออก  ญาติจึงต้องคอยจับมือ และใช้ผ้าซับเช็ดเกล็ดน้ำบนคิ้วได้

กลางเวรบ่ายของวันที่ 3  O2 Sat เริ่ม drop ลง จากเดิมที่อยู่ที่ 95-100 % บางครั้งยังไม่ถึง 90%  จึงต้องเปลี่ยนเป็น mask with bag ให้ ซึ่งเป็น O2 100% และไม่มีละอองน้ำ ซึ่งคนไข้ค่อยดูสบายขึ้น เวลาคุณป้าไม่สุขสบายแน่นอึดอัด ท่านไม่สามารถมีแรงพูดไหว ก็จะยกมือมาทางฉัน ฉันค่อยนึกขึ้นมาได้ จึงยื่นมือออกไปจับมือท่าน ท่านก็จะเอามือฉันไปวางที่อก คุณป้าเหมือนอยากจะพูดบอกอะไรฉัน สารภาพว่าฉันฟังไม่รู้เรื่องหรอกนะ  แต่ก็ปลอบไปว่า 

" ค่ะ..ค่ะ ป้านอนพักเยอะนะ  ไม่เป็นไรนะ "

พอฉันลูบหน้าอกให้แล้วพูดปลอบข้างๆหู ท่านก็จะสงบลง 

ออกมาจากห้อง 402 ฉันรู้สึกไม่สบายใจบอกไม่ถูก  ความรู้สึก หรือสัมผัสบางอย่างในใจของฉันบอกฉันว่า 

"คุณป้าคงใกล้ถึงเวลานั้นแล้ว คงเร็วนี้ๆแหล่ะ "

 

 2007年4月份壁纸酷月历 1280*1024 19 - [wallcoo.com]_April_calendar_wallpaper_EA5202843.jpg   ยังมีต่อข้างล่างค่ะ.....

....

หมายเลขบันทึก: 89074เขียนเมื่อ 8 เมษายน 2007 02:35 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 มิถุนายน 2012 04:34 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (48)

(ต่อ)

 

2007?4??????? 1280*1024 23 - [wallcoo.com]_April_calendar_wallpaper_EA520288.jpg


จริงอยู่ที่เคสนี้หมอได้เคยคุยกับญาติ และเตรียมความพร้อมของญาติมาระยะหนึ่ง   แม้จะพอรับรู้ว่าญาติยอมรับได้แล้ว   แต่ฉันยังไม่เคยประเมินญาติที่ดูแลใกล้ชิดด้วยตนเองสักที ว่ารับรู้สภาพของคนไข้ขณะนี้แค่ไหน   คนไข้ในระยะสุดท้าย มักจะมีอาการดีอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งเหมือนอยู่ๆก็จะมีพลังและดีขึ้นมาอย่างประหลาด จนบางครั้งญาติเกิดความหวังว่าคนไข้จะดีขึ้น   แต่ความจริงนั่นคือพลังเฮือกสุดท้ายของคนไข้ต่างๆหาก

 

ตอนนั้นน้องผู้ชาย ลูกชายคนไข้เดินออกมากับฉัน ฉันจึงถือโอกาสที่เคยสร้างสัมพันธภาพและความไว้วางใจกับเขามาระยะหนึ่งแล้ว ลองประเมินถามเขาดู  ลูกชายคนไข้ตอบว่า เขาทราบดีว่าแม่อยู่ระยะสุดท้าย แต่ก็ยังแอบหวังว่าแม่จะดีขึ้น

ตอนนั้นฉันลังเลมาก ไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันกำลังจะบอกเขาไปมันทำถูกไหม เพราะว่ามันเสี่ยงมากๆ แต่ฉันก็ตัดสินใจบอกน้องเขาไปว่า

" พี่คงต้องบอกน้องนะว่า แม่ดูหายใจแย่ลงนะคะ  และนี่ก็คือจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่มันมาถึงแล้ว หน้ากากออกซิเจนแบบมีถุง คือตัวช่วยตัวสุดท้าย ถ้ามันทำให้แม่หายใจไม่พอ ต่อจากนี้คือการใส่ท่อช่วยหายใจอย่างเดียว  แต่..แม่ได้เลือกแล้วใช่ไหม ? "

ลูกชายคนไข้หน้าเศร้าลงนิด แต่ก็พยักหน้าตอบว่า

" ใช่ครับ แม่เลือกที่จะไม่ใส่ท่อ  "

"  ค่ะ... งั้นสิ่งที่เราจะช่วยคนไข้ได้ คือทำอย่างไรให้คนไข้ทรมานน้อยที่สุด   เพื่อที่จะได้สู่ช่วงสุดท้ายอย่างสงบที่สุด "

ฉันพยายามหลีกเลี่ยงคำพูด ว่า "ความตาย" ฉันรู้ดีว่า นั่นเป็นคำพูดที่ "ทรมาน" ในการได้ยินที่สุดสำหรับญาติ ที่กำลังจะสูญเสียคนซึ่งตนรัก

 

"  ในระยะนี้ คนไข้อาจจะเหนื่อย อาจจะกระสับกระส่าย ดังนั้น..เราต้องช่วยอย่าให้คนไข้กลัว ต้องทำให้คนไข้รู้สึกสงบ  และสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้คนไข้สงบได้ คือ ความมีสติ  ในเวลานั้น ญาติต้องมีสติ  พี่จึงอยากจะบอกน้อง และบอกกับญาติทุกคนว่า ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องตั้งสติให้ดีๆ เตรียมรับทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นเวลาไหนก็ได้ นอกจากนี้ยังมีอีกอย่างที่จะช่วยคนไข้ได้  คือการหาศรัทธาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับคนไข้  ทำให้คนไข้รู้สึกสงบ  "

ฉันไม่รู้ว่าน้องเขาจะรับรู้หรือเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน  แต่ฉันก็ไม่อยากจะพูดอะไรที่มันยาวเกินไป เพราะเชื่อว่า จิตใจของเขาก็คงรับอะไรมากๆไม่ไหวหรอก เพราะสิ่งสำคัญแค่ประโยคสั้นๆ ที่ฉันอยากจะบอกเตือนญาติ  คือคำว่า "สติ"  คำเดียวเท่านั้น  ขอเพียงน้องเขานึก และจำคำนี้ได้ ก็พอแล้ว แค่บอกพอจุดประกายให้เขาได้คิด แล้วที่เหลือให้เขาได้คิดเองบ้าง คงดีกว่าที่เราจะไปยัดเยียดให้

ดูเหมือนน้องผู้ชายคนนั้น จะถามฉันมาประโยคหนึ่งสั้นๆ

" พี่คิดว่าเมื่อไหร่เหรอ คืนนี้รึเปล่า  ?"

ฉันตอบว่า " พี่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หรอกนะ  แค่รู้สึกว่ามันใกล้เข้ามาแล้ว แต่เชื่อว่าคงไม่ใช่คืนนี้หรอก "

แล้วก็ไม่อยากเชื่อ..จะบอกว่าสิ่งนั้นคือลางสังหรณ์ หรือสัมผัสลี้ลับ ก็ฟังเหมือนกับงมงาย

แต่ที่แน่ๆก็คือ...สิ่งที่ฉันรู้สึก หรือสังหรณ์อยู่นั้น... มันเกิดขึ้นมาจริงๆจนได้ !


.......................................

 

???? (?) 8 - [wallcoo.com]_spring_flower_2007_162816.jpg

 

แล้วก็มาถึงคืนเวรดึกของวันที่ 4 (ซึ่งก็คือช่วง 0-8 น. ของวันที่ 5 เมษา) 

คุณป้าห้อง 402 มีอาการหายใจแย่ลงมาตั้งแต่เวรบ่ายแล้ว   ปลายเวรเริ่มมี O2 Sat drop ความดันโลหิตก็ฟังไม่ได้ ต้องใช้วิธีคลำเอา ขณะที่ฉันเข้ามารับเวร คุณป้านอนหัวสูง มีแต่ลมหายใจที่หอบลึก แต่สม่ำเสมอ มือของป้าเย็น ปลายนิ้วซีดเขียวเล็กน้อย

สัมผัสตอนนั้นบอกกับฉัน... คุณป้าคงไม่เกินคืนนี้แล้ว

ตอนนั้น สามี ลูกชาย และลูกสาวของคนไข้ (ยกเว้นลูกสาวอีกคนซึ่งตั้งครรภ์แก่ คาดว่าคงกลับไปนอนพักอยู่ที่บ้าน)   กำลังคุยกัน ฉันได้ยินแว่วๆว่า คืนนี้จะนอนกันยังไงดี ใครจะกลับไปนอนบ้าน (ประมาณนั้นนะ ได้ยันไม่ชัดหรอก) ฉันจึงตัดสินใจบอกพวกเขาไปว่า

" พี่คิดว่า น้องอย่ากลับกันเลยนะคะ อยู่กับแม่เถอะ   คืนนี้พี่อนุญาตให้อยู่เกินได้ "

ปกติห้องพิเศษให้เฝ้าได้ไม่เกิน 2 คน และญาติก็จะปฏิบัติตามกติกาเคร่งครัดน่ารักมาก   พอฟังแบบนั้นญาติลูกสาวก็มองหน้าฉัน เหมือนจะถามประมาณว่า

 "พี่คิดว่า คืนนี้หรือ "

 

มันไม่ถูกต้องหรอกนะ   กับการที่เราจะไปทำนายแจ้งบทสุดท้ายของชีวิตให้ใคร   แต่ในตอนนั้นฉันคิดว่า.. ควรให้เวลาเตรียมตัวเตรียมใจกับญาติ ในเมื่อเขาสามารถรับได้ และพยายามยอมรับมาตลอด   เขาก็คงอยากจะรู้ตัวล่วงหน้า และเตรียมใจล่วงหน้า กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นตอน ไม่ใช่อยู่ๆปุบปับ พอเกิดแล้วค่อยบอก

"   จากประสบการณ์และความรู้สึกของพี่   พี่คิดว่าคนไข้ อาจจะไม่พ้นคืนนี้นะคะ   และคิดว่าป้าคงอยากจะอยู่กับลูกๆมากที่สุด   ดังนั้นน้องอย่ากลับเลยนะ อยู่ใกล้ๆแม่เถอะ  ถ้าน้องเพลีย น้องไปนอนที่โซฟารับแขกหน้าทีวีก็ได้นะ   พี่อนุญาต เผื่อว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น น้องจะได้มาอยู่ใกล้ๆแม่ทัน"

ลูกสาวจึงบอกว่า " ไม่นอนข้างนอกหรอกพี่  ถ้าง่วง..เดี๋ยวก็ขอนั่งฟุบใกล้ๆข้างเตียงนี่แหล่ะ "

จากนั้นถามฉันอย่างลังเลว่า

"  พี่ว่า ตอนนี้แม่รู้สึกตัวไหม ? "

ฉันจึงบอกกับญาติไปว่า   ...

" คนไข้ดูภายนอกแบบนี้เหมือนไม่รู้สึกตัวนะ   ไม่มีใครรู้หรอกว่าความรู้สึกหรือระดับสติช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร แต่มีนักวิชาการบอกว่า คนไข้จะยังได้ยิน และรู้สึกต่อสัมผัส เพียงแต่ตอบสนองไม่ได้เท่านั้น   ดังนั้นในเวลานี้ แม่อาจจะพูดไม่ได้ อาจจะมองไม่เห็น แต่แม่ก็จะยังรู้สึกตัวแบบริบหรี่   เหมือนอยู่ในความมืด มีสติที่วูบวาบ เหมือนคนที่ใกล้จะหลับ   ความรู้สึกในตอนนี้อาจจะกลัว ดังนั้น..ถ้าหากได้ลูกๆบีบมือให้แม่รู้ว่าเราอยู่ตรงนี้นะ   พูดข้างๆหูแม่ ปลอบแม่บ่อยๆว่าไม่ต้องกลัว   แม่จะได้รู้สึกว่าลูกอยู่ใกล้ๆ.. จะได้ไม่กลัว และจะได้สงบ ดีไหมคะ "

ดังนั้น.. คืนนั้นทั้งลูกสาวและลูกชาย จึงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง พอง่วงก็ฟุบอยู่ข้างๆแม่   มือข้างหนึ่งวางบนมือ วางบนแขนของแม่

เป็นภาพที่ดูอบอุ่นและน่าตื้นตัวแทนคนไข้จริงๆ

 

..................

 

???? (?) 2 - [wallcoo.com]_spring_flower_2007_162441.jpg

 

ฉันรีบเคลียร์งานข้างนอก ของคนไข้ห้องอื่นๆ ทั้งการเช็คยาเช็คเอกสารตามภาระงานของเวรดึก รีบทำรีบพิมพ์ไว้ เพราะถ้าเกิดอะไรกับป้าห้อง 402 จะได้ไม่วุ่นวายมาก

จากนั้นก็จะแวะเข้าไปดู ไปเช็ค O2 sat ทุกครึ่งชั่วโมง. เพื่อจะได้บอกญาติได้ทัน ว่าคุณป้าเริ่มแย่ลงมากตอนไหน

ช่วงต้นเวร สัญญาณชีพของป้าอ่อนล้ามาก ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตฟังไม่ได้   แพทย์เวรรับทราบอาการตลอด แต่คงไม่ทำมากไปกว่านี้ นอกจาก   "รอ" 

แล้วก็มีเรื่องประหลาดที่ฉันได้เจอ   โดยที่ฉันก็ไม่เข้าใจ (นอกจากนึกเดาไปเอง) ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

นั่นคือเวลาที่ฉันวัด O2 sat ให้คุณป้าท่านนั้น จะตรวจพบว่า O2 sat ที่ได้ต่ำลงมาก  แค่ 70-80 กว่าเอง   แต่พอฉันจับมือบีบปลายมือป้า แล้วพูดข้างหูของท่าน ปลอบถามท่านว่า เหนื่อยมากไหม   ไม่เป็นไรนะคะ  อย่ากลัวนะ   แค่ไม่กี่อึดใจต่อมา O2 sat มันก็จะขึ้นมาทันที  เป็น 94-96 %

นี่ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวนะ   แต่ว่า..มันเป็นทุกครั้งเลย   บางทีแค่ถือกุมมือป้าไว้ แล้วพูดบอกญาติ ถึงความรู้สึกที่ คาดว่าคนไข้อาจจะกำลังต้องการอยู่   เช่น

" ป้านั่งท่านี้นานแล้วนะ มาช่วยขยับท่าให้หน่อยดีไหม   จะได้ดูว่าปัสสาวะหรือยังด้วย  พวกพี่จะได้ช่วยเปลี่ยน white pad (แผ่นรองซับ) ให้ "

แค่พูดแค่นี้  O2 sat ก็ขึ้น ทั้งๆที่คนไข้ ไม่ได้สูดหายใจแรงขึ้นแต่อย่างใด

 

มีทางเป็นไปได้ 3 ประการ

  1.  เครื่องวัด O2 sat มัน error   ..แต่ไม่น่าจะใช่ เพราะวัดออกอื่นได้ปกติ
  2. มือของฉันมันร้อน (ก็เพิ่งวัดไข้ตัวเองมา กำลังมีไข้ 38 C ) พอจับมือเย็นๆของคนไข้ ความร้อนจึงถ่ายเทลงไปให้ ทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว เลือดไหลเวียนปลายนิ้วดีขึ้น จึงมีความอิ่มตัวของออกซิเจนเพิ่มขึ้น... เหตุผลนี้ฉันเดา
  3.  คนไข้แม้นอนไม่ได้สติ  แต่ในใจคนไข้สัมผัสรับรู้ต่อสอ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ได้ยินได้  เพียงแต่ไม่สามารถบอกความต้องการของตนเองได้

เหตุผลข้อที่ 3 ทำให้ฉันขนลุก

แต่พูดไปก็เหมือนงมงาย หรือโอเว่อร์นะ   แต่ฉันสัมผัสความรู้สึกบางอย่างได้..ฉันมีความรู้สึกว่า    "คนไข้รู้"


...................

 

???? (?) 11 - [wallcoo.com]_spring_flower_2007_162825.jpg

 

คืนนั้นช่วงครึ่งเวรแรกผ่านไปอย่างสงบมาก   คนไข้แม้นอนหายใจหอบลึก แต่ก็ไม่ได้กระสับกระส่ายทรมาน สัญญาณชีพแม้วัดลำบาก แต่สิ่งที่สามารถบอกได้ว่าคนไข้ "ยังอยู่"  คือลมหายใจ

เข้าสู่กลางเวร ไข้ของฉันเริ่มลง   สงสัยเพราะพาราเซตอีกเม็ดที่เพิ่งกินไปออกฤทธิ์   อาการปวดเมื่อยตัวดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังขอร้องน้องๆในเวรให้ช่วยปิดพัดลมชั่วคราว   เพราะพอโดนแอร์หรือโดนพัดลม ฉันยังเจ็บสะท้านแปลบปลาบไปทั้งตัวอยู่

เหมือนกับป้าเห็นใจพยาบาลและลูกๆนะ   ป้านอนอย่างสงบจนถึงเกือบตีสี่   แม้สัญญาณชีพข้างในร่างกายของป้าจะเริ่มแย่ลง แต่ป้าไม่ได้แสดงอาการภายนอกให้เห็นเลย   คุณป้ารอจนพยาบาลเคลียร์งานต่างๆของคนไข้คนอื่นเกือบเรียบร้อย เหลือแค่สรุปช่วงเช้าอย่างเดียว รอให้ลูกได้ฟุบกันไปคนละงีบเพื่อเอาแรง

ความจริง 3.30 น. ป้าก็เริ่มหายใจสะท้อน  ( air hunger ) นิดหน่อยเป็นช่วงๆ

แต่ก็แปลกอีกนั่นแหล่ะ   พอได้จับมือ บีบมือให้ป้า และเพิ่ม rate  O2 ให้เป็น 15 LPM   , O2 sat ของป้าก็ขึ้น

ตีสี่   หลังจากเข้าไปช่วยเปลี่ยนแผ่นรองเปื้อนให้ป้า เพื่อให้ป้าได้รู้สึกสบายตัวขึ้น ลูกชายกับลูกสาวของป้าก็เริ่มตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา   ตอนนั้นเอง ฉันก็เริ่มสังเกตว่า ป้าเริ่มมีหยุดหายใจช่วงสั้นๆ   ฉันจึงบอกกับญาติว่า ให้มาจับมือแม่ไว้นะ

เพราะตอนนั้น ชีพจรของคนไข้เริ่มช้าลงแล้ว และก็เป็นเคสที่แปลก   คือฉันไม่เห็นอาการหายใจเฮือกๆ ในคนไข้รายนี้เลย   คุณป้าดูสงบมากๆ ป้าหายใจช้าๆลง ช้าลง และลมหายใจสุดท้ายของท่าน ที่ฉันเห็น แล้วก็ค้างหายไป.. คือตอน 4.13 น.

ฉันบอกญาติตอนนั้น และให้น้องๆในทีม ไปเอาเครื่อง monitor EKG มาติด เพราะว่าฉันฟังเสียงหัวใจไม่ได้ มันเหมือนแว่วๆ แต่เบาๆ ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า   จากนั้นฉันจึงโทรบอกหมอ   ให้หมอลงมาตรวจคนไข้เพื่อคอนเฟิร์มอีกครั้ง ก่อนจะบอก "การตาย" กับญาติ

 

 

 

 

???? (?) 9 - [wallcoo.com]_spring_flower_2007_162819.jpg
 

ความตายเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่การตายอย่างสงบ อย่างสมคุณค่าความเป็นมนุษย์ ตายอย่างอบอุ่นท่ามกลางคนที่รัก กลับเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นสิ่งที่แทบทุกคนล้วนปรารถนา

เพียงแต่จะมีใครสักกี่คน ที่ได้โชคดี และมีวาสนาเช่นนี้ ?

จริงอยู่ความตายคือความทุกข์ ของคนที่อยู่ข้างหลัง   หากขณะเดียวกัน มันก็คือความสุข ที่สามารถได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของคนที่จากไป

ฉันไม่ได้ยินดีต่อความตาย แต่ฉันยินดีแทนคนไข้ ที่สามารถก้าวข้ามผ่านประตูสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ ยินดีแทนญาติ ที่มาร่วมกันส่งคนไข้หน้าประตูแห่งความตายนี้อย่างสงบ ถึงแม้ไม่อาจห้ามน้ำตาแห่งความอาลัย แต่ฉันรู้ว่า ทุกคนเต็มใจ ไม่มีอาการยื้อแย่ง ขัดขวางอย่างขาดสติ.. เพราะทุกคนรู้ 

"แม่ไปสบายแล้ว"

ถ้าดวงวิญญาณของคุณป้าท่านนั้นสามารถรับรู้ได้ ฉันอยากจะบอกว่า...ขอให้คุณป้าหลับให้สบายเถิดนะคะ   ขอบคุณสำหรับความรักเอ็นดู ขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มอบให้    รู้สึกตื้นตันใจมากที่ได้รับเกียรติให้อยู่ร่วมส่งคุณป้าในคืนสุดท้าย ร่วมกับบรรดาคนในครอบครัวในคืนนี้   ขอบคุณจริงๆค่ะ

 ......

 

???? (?) 4 - [wallcoo.com]_spring_flower_2007_162717.jpg

 

คืนนั้น.. จำได้ว่าฉันเดินทางไปขึ้นเวรดึกด้วยความรู้สึกเจ็บปวดทรมาน แต่เช้าวันรุ่งขึ้น..ฉันกลับลงเวรมาด้วยความรู้สึกโล่ง เบาหวิว   แม้กระทั่งความเจ็บปวดทางกายและอาการไข้ที่ไร้สาเหตุของเมื่อคืน ก็ราวกับหายไปอย่างปลิดทิ้ง

ทั้งหมดมันคืออะไรกันแน่ และเกิดจากอะไรกันแน่ ?

แต่ที่แน่ๆ..มาถึงตรงนี้..ฉันคิดว่าฉันได้รับคำตอบแล้วนะ ว่า  "อะไร..คือพลังเรียกหา..ผลักดัน ให้ฉันขึ้นเวรดึกเมื่อคืนให้ได้"

ท่านผู้อ่านล่ะ.. กำลังคิดเหมือนอยู่ฉันรึเปล่าคะ ?


........................................................

หมายเหตุ : ขอโทษนะคะ ถ้าบันทึกนี้มันยาวจริงๆ

แต่ก็ไม่อยากแบ่งเป็นหลายลิ้งค์ค่ะ อยากรวมไว้อยู่ในหน้าเดียวเท่านั้น.......  /

                                                                      k-jira

คุณจูนตรับ

  • เช้านี้มีพลังลึกลับบางอย่าง ทำให้ผมรีบตื่นขึ้นมาเปิด blog
  • ผมเคยคิดว่า ความรู้สึกแบบนี้ ..ปิติ จนตัวเบา  หลังเราได้ทำอะไรบางอย่างให้กับผู้ป่วย ถ้าไม่ลงมือทำ ไม่สัมผัสด้วยตนเอง คงไม่รู้ และยากที่จะทำให้คนอื่นรับรู้
  • แต่คุณจูนสามารถบรรยายด้วยตัวอักษรได้งดงามมากครับ ทั้งเนื้อหาและตัวหนังสือ จนเหมือนผมไปยืนดูอยู่ ณ ที่นั้นเลย ..น่ากลัวมั๊ย
  • ขอบคุณมากครับสำหรับสิ่งดีๆ ต้อนรับเช้าวันนี้
  • ขอให้ความปิตินี้ เป็นพลังให้เรามั่นใจที่จะ ทำต่อไป นะครับ 

 ถ่ายถอดได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคยครับพี่จูน 

  อ่านแล้วได้ความรู้สึกจุกๆที่หน้าอกในช่วงแรก แต่พอหลังๆรู้สึกน้ำตาคลอเลยทีเดียวครับ

  นี่คงเป็นพลังที่เรามองไม่เห็นที่ช่วยให้เรามีพลังทำอะไรบางอย่าง บางทีผมยังเคยคิดว่า คนเราเกิดมาทำไม ทำไมต้องดิ้นรนใช้ชีวิตที่ทุกวันนี้มันวุ่นวายเหลือเกิน พอนึกๆลึกเข้าไปก็ได้คำตอบที่ว่า เราไม่ได้อยู่เพื่อตัวเอง แต่เราอยู่เพื่อคนอื่นต่างหากครับ นั่นหล่ะพลังชีวิตที่มองไม่เห็นครับ

  ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่ดีมากเหลือเกินครับ

อ้อ ลืมไปครับ ขออนุญาตนำไปรวมไว้ที่ รวมบันทึก ของผม ที่นี่ นะครับ
คุณจูน คะ
อ่านเรื่องนี้  หรือยังคะ
เป็นเรื่องเดียวกันค่ะ
เมื่อวันที่ 5  พวกเราไปงานศพของคุณแม่ (ของน้องคนที่ท้องน่ะค่ะ)  เราพูดกันถึงคุณจูนกันค่ะ

รู้สึกดี รู้สึกปิติ อย่างยิ่ง

อยากจะสามารถรู้สึกจริงๆถึงความรู้สึกคุณ K-jira อยากจะได้ "ความทรงจำ" ความคิด ความรู้สึก หรืออะไรก็ได้ที่เราสามารถจะพกพาไป เก็บเอาไว้ใช้ตลอดไป

ผมเชื่อเรื่อง "ความไม่บังเอิญ" นะครับคุณจูน และการที่เราต้องไปอยู่ในที่ที่หนึ่ง ทำงานอะไรสักอย่างหนึงนั้น มองย้อนกลับไป มีการ ตระเตรียมที่ละเอียดเหลือเชื่อ เกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ และบางครั้งการตระเตรียมนี้เอง self ที่ละเอียดอ่อนของเราสามารถสื่อสารได้ ได้ยินได้

การตระเตรียมที่ว่านี้ เป็นการสื่อสารของจักรวาล เป็นการเตรียมคนที่เกี่ยวข้อง อาจจะสามารถ "เปิดเครื่องรับรู้" และสานต่อซึ่งเจตจำนงค์ของสิ่งที่ได้กำหนดไว้แล้วให้สมบูรณ์ที่สุด

ว่าแล้วก็พยายามเร่งพลังงานคลื่นรับของผมเอง เพื่อขอ รับรู้เรื่องนี้อย่างเต็มที่สุด

อนุโมทนา และขอบพระคุณที่กรุณาเล่าให้ฟังครับ

พี่จูนค่ะ

 แวะมาอ่านเรื่องพี่จูนทีไร อยากบอกว่า อบอุ่นใจทุกทีอ่านเลยค่ะ ภาษาที่เรียบง่ายและสัมผัสได้ถึงความเอื้ออาทร เอาใจใส่คนที่อยู่ตรงหน้าเรา

อ่านเรื่องพี่จูนครั้งนี้ด้วยหัวใจพองโต ทำให้หญิงระลึกถึงประสบการณ์เดิมของตัวเอง เป็นความรู้สึกดีๆ ที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเรา

 ขอชื่นชมความงามของจิตใจของพี่จูนค่ะ

 หญิงระหัสพี่ก้อยค่ะ

คุณจูนครับ

ผมได้วิสาสะ ไหนๆก็ post ใน public web แล้วด้วยการเชิญชวนคนใน email ring ของผมเข้ามาอ่านด้วยนะครับ

อยากจะเรียนให้ทราบว่า การที่ได้รู้ว่าเราได้มีเพื่อนร่วมงานแบบนี้ ทำเรื่องนี้อยู่ มีคนไข้ได้รับการดูแลแบบนี้ คุณจูนทำให้อาชีพการทำงานในแต่ละวันของเรามีความหมาย เป็นเครื่องเพิ่มแรง เพิ่มพลัง อย่างดีที่สุดครับ

ขอบคุณอีกครั้ง

ผมอ่านบันทึกนี้ช้าๆและมีความรู้สึกร่วมตลอดเวลาที่อ่าน

คุณจูนถายทอดได้ดีมากเลยครับ...เข้าถึงความรู้สึกเบื้องลึก และความอาทรของผู้รักษา เยียวยา

ขอบคุณสำหรับ พลังของความดีที่ผมซึมซับมาจากบันทึกนี้นะครับ และผมขอเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

สวัสดีครับ

  • เป็นบันทึกเรื่องราวและถ่ายทอดออกมาละเอียดมากครับ
  • ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น  ถึงมุมมองที่ดีๆ และประสบการณ์ในการ approach คนไข้ระยะสุดท้าย  ทำให้ได้มองย้อนกลับมาที่ตัวเองครับ บางครั้งที่ๆเราทำงาน  ก็มีเรื่องราวเช่นนี้บ่อยครั้ง  เช่น คนไข้ CA lung , Full Blone HIV , Hemorhagic CVA ที่กลับมา on Bird , แต่เพื่อนร่วมงานหรือทีมอาจจะไม่ได้สัมผัสกับสิ่งที่ดีๆเช่นนี้  หรืออาจจะเกิดแต่ไม่ได้มีเวทีแลกเปลี่ยน  หรือพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้น  ให้มีคุณค่ามากขึ้น 
  • ทำให้ผมมีแนวคิดเพิ่มเติม  เพื่อการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย  ...

วันที่ 26 เมษายน ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมเสวนา palliative care เรื่อง "ความคาดหวังและพึงพอใจของผู้ป่วยมะเร็งต่อการแจ้งข่าวร้าย" เวลา 13.00-15.00 น. ห้องประชุม 1 ชั้น 5 อาคารบริหาร คณะแพทยศาสตร์ ด้วยนะครับ คุณจูน

เขียนด้วยใจแบบนี้ ยาวแค่ไหนก็อ่านหมดค่ะ ขอบคุณมากๆนะคะ
สวัสดีค่ะ อ่านแล้วรู้สึกว่าถ่ายทอดได้อย่างดีทีเดียว บอกได้คำเดียวว่าสติดีมาก ๆ ค่ะ ชื่นชมจริง ๆ ในเรื่องการเอาใจใส่ต่อคนไข้ หายากจริง ๆค่ะคนที่ตั้งใจทำหน้าที่และสำนึกของความรับผิดชอบ 101( เกิน 100)

 เป็นบันทึกยาวที่น่าติดตามมากๆค่ะ  ขอเป็นกำลังใจในการทำงานต่อไปค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ น้องจูน พี่ต้องบอกว่า อ่านทุกตัวอักษร และน้ำตาไหลพรากมาตั้งแต่ตอนแรกๆของส่วนที่อยู่ในความเห็น อยากให้ทุกคนที่เป็นคนที่ต้องอยู่กับผู้ป่วยได้มาอ่านบันทึกนี้ค่ะ มึคุณค่ามากจริงๆ หาคำใดมาทดแทนคำพูดขอบคุณไม่ได้จริงๆ 

ขอบคุณหนู k-jira มากครับ สำหรับเรื่องดีดีอย่างนี้

สิ่งที่เป็นแรงผลักให้หนูทำงานครั้งแรก คือความรับผิดชอบ และลางสังหรณ์ในหน้าที่...ที่เกิดขึ้นสำหรับคนที่อินในหน้าที่เท่านั้นจะรู้สึกได้

อาจเรียกได้ว่าเป็น sence ของวิชาชีพ หรือ Intuition ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันที่ทำให้เรารู้ว่าต้องทำอะไรและอย่างไร

คนไข้ของหนู ไปสู่สุคติแล้ว ด้วยจิตที่มีกุศลเป็นเครื่องนำทาง โดยมีหนูและญาติมิตรเป็นองค์ประกอบสำคัญ

ผมเองเคยมีประสบการณ์ส่งผู้ใกล้ตายให้ถึงทางแห่งสุคติหลายครั้งด้วยวิธึคล้ายคลึงกันกับที่หนูเล่า

อาจารย์ว่า สิ่งที่คนทุกคนควรรู้ คือวิธีที่จะอยู่ดูแลผู้ป่วยที่เป็นญาตมิตรของตนอย่างไร ให้เกิดความสงบกายและใจในช่วงสุดท้ายที่ดีที่สุด ตามเหตุปัจจัยของแต่ละบุคคล

ทำอย่างไร จิตของญาติๆจะสงบและมีสติ

ทำอย่างไรจิตของผู้ป่วยจะสงบและมีสติ...เพื่อเตรียมตัวรอรับช่วงเวลาสุดท้ายที่จะมาถึง

 ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยทั้งผู้อื่นแล้วให้สติตนเองได้ด้วยว่า เมื่อถึงคราวของตน เราจะเป็นไปอย่างไร?

เรียกได้ว่า เป็นการเตรียมตัวตาย...ก่อนตายจริง

ขอบคุณบันทึกที่ละเอียดนี้...ที่สร้างความเข้าใจให้แก่ผู้อื่นครับ

ขอร่วมอนุโมทนาในกุศลที่หนูทำ ด้วยจิตปีติในกุศล

ขอขอบคุณคุณพยาบาล P k-jira มากเลยที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง (ดิฉันตาม link ของคุณหมอ P Phoenix มาค่ะ) ดิฉันเพิ่งเคยอ่านบันทึกของคุณพยาบาลเป็นครั้งแรก อ่านได้ง่ายและตามเรื่องได้ชัดเจนมากเลยค่ะ แม้ว่าจะไม่รู้เรื่องทางแพทย์ แต่เข้าใจเรื่องที่เป็นองค์ประกอบของมนุษย์จากที่เล่าได้ชัดเจนเลยค่ะ และเนื้อหาแสดงให้เห็นถึงการมีสติของคุณ k-jira มากกว่าใคร

สิ่งที่คุณ  k-jira ทำนี้เป็นกุศลมาเลยค่ะ ไม่ใช่แก่คุณป้าเท่านั้น แต่กับญาติๆ ของคุณป้า และผู้อ่านที่ได้รับประโยชน์ด้วยค่ะ ขออนุโมทนาบุญนะคะ และขอ add เข้า planet ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

เมื่อวานได้คุยกับลูกสาวคนป้าซึ่งเป็นคนใกล้ชิดกับพวกเรา  เธอและญาติๆ ชื่นชมการดูแลด้วยหัวใจของคุณจูนกันมากๆ  บอกว่าคุณป้ามักจะเรียกหาคุณจูนเสมอๆ  ยิ่งได้อ่านบันทึกของคุณจูนเอง ทำให้หัวใจพองโต  ดีใจแทน รพ. มอ. ที่เรามีพยาบาลดีๆ แบบนี้  

เมื่อเช้าต้องไปทำงาน  แต่แวะเข้ามาอ่านก่อน  อ่านแล้ว.....เศร้าอย่างอบอุ่น.....

เศร้า........เพราะเสียใจที่ได้เห็นการพลัดพรากจากไป 
อบอุ่น.....เพราะได้เห็น "นางฟ้าสีขาว"... ที่คอยปัดเป่าความทุกข์ให้

From the bottom of my heart,
I salute you  ค่ะ  คุณจูน

ขอบคุณคุณจูนมากๆ ครับที่ถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้สึกให้พวกเราได้รับรู้  เป็นบันทึกชิ้นที่งดงามมากครับ ผมขอร่วมอนุโมทนาในกุศลกรรมครั้งนี้ด้วยครับ
  • เป็นครั้งแรกที่ผมอ่านบันทึกยาวๆจนจบทุกตัวอักษร
  • รู้สึกซึมซับอารมย์ความรู้สึก เหมือนร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ และได้สติดีมาก
  • ขอบคุณ K-jira แทนครอบครัวนั้น
  • ขอบคุณที่ให้การย้ำเตือนสติแห่งการมีชีวิตอยู่
  • ขอบคุณมากครับ

วันนี้เวรดึกเหมือนกันค่ะ    ง่วงมากๆ  แต่นอนไม่ได้หรอก เพราะคนอื่นชิงกันนอไปหมดแล้ว(จริงๆ)  แต่เหตูผลที่แท้จริงคือไม่เคยนอนเวร  ตั้งแต่ทำงานมา  จนครบอายุ  22  ปี(อายุราชการนะคะไม่ใช่อายุจริง)  คุณจูนคะ  ขอสมัครเป็นเพื่อนใหม่นะ  (เพราะชื่อเหมือนลูกสาวเราเลย) 

อ่านเรื่องเล่าแล้วก็ได้รายละเอียดมากจริงๆเหมือนคนอื่นๆคิดเห็น  แต่ความต่างของงานก็คือ ทำงานตึกเด็ก(ที่ไม่ค่อยถนัดนัก ) แต่ชีวิตที่รับผิดชอบอยู่ต้องได้รับการดูแลที่ดีที่สุดเื่ท่าที่จะทำได้ ( ก็เลยอยู่กับคนไข้ผู้ใหญ่มาตั้ง  14  ปี )    โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีอยู่แห่งเดียวในย่านสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศทางตะวันออก ซึ่งมีทั้งชื่อเสียงที่ดีงามและอื่นๆด้วย      ถ้าตามกรอบละก็มียอดประมาณ  120  เตียง  แต่ความเป็นจริงห่างกันมากกับตัวเลขที่บอก  ยอดผู้รับบริการมากจริงๆ  ในตึกเรามีผู้ป่วยเด็กคลอดก่อนกำหนดททั้งของเราเอง  และถูุกส่งกลับมาเลี้ยงดูต่อจากร.พ.ศูนย์ค่อนข้างมาก   ช่วงไหนที่มีเด็กใส่เครื่องช่วยหายใจตั้งแต่ 2  คนและจำนวนตู้มากกว่า 5 ตู้  ไม่นับรวมคนไข้พิเศษ  6 ห้อง  และเด็กป่วยสามัญอีกประมาณ  20  คน  (ถ้าต้องเสริมเตียงก็เพิ่มขึ้นอีก)  เจ้าหน้าที่ซึ่งมีจำนวนประมาณ  3-4 คนต่อเวรก็เรียกได้ว่าประคับประคองเอาชีวิตให้รอดดีๆก็แล้วกัน  แฮะๆ ก็ยังรอดมาได้อ่านเรื่องท่ีคุณจูนเขียนด้วยไงคะ  ขอชมว่าดีมากๆค่ะ  5.30 น. แล้วเตรียมทำงานต่อก่อนนะ  เป็นดึกที่ค่อนข้างเบาเมื่อเปรียบเทียบกับ  2  เดือนที่ผ่านมา 

                          ขอเป็นกำลังใจให้หายป่วยเร็วๆนะคะ

     อ่านตามจนจบด้วยความรู้สึกชื่นชมคุณมากๆเลยค่ะ สาธุๆ  ขอขอบคุณเรื่องดีๆและน้ำใจงามๆของคุณค่ะ

    


สวัสดีค่ะ... ขอพระคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ ขอโทษที่เข้ามาชามากๆ เหตุเพราะบันทึกนี้เป็นบันทึกที่ใช้เวลาเขียนยาวมากจริงๆ (  4 ชม. x2 วัน = 8 ชม )  ดังนั้นเขียนจบก็เลยหมดแรงค่ะ เมื่อวานนี้หลับเป็นตาย ตื่นขึ้นมาช่วงบ่าย ก็ยังหมดแรงที่จะพิมพ์ตอบคอมเม้นต์ใดใด

ขออนุญาตยกยอดมาวันนี้ก็แล้วกันนะคะ  ^__^

.......................................

เรียน  P อาจารย์หมอ เต็มศักดิ์ พึ่งรัศมี

  • ขอบคุณมากๆค่ะ ที่่ช่วยไขปริศนาในจิตใจให้ k-jira   สำหรับความรู้สึก " โล่ง ตัวเบา" ที่แท้มันคือความปิตินั่นเอง
  • บางครั้ง มีหลายความรู้สึกที่เราบอกได้ว่าเป็นอย่างไร แต่เราก็บอกไม่ถูกนะคะ ว่ามันคืออะไร
  • นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า อาจารย์ย่อมเคยรู้สึก เคยสัมผัสกับความรู้สึกเช่นนี้มาบ่อยๆอย่างแน่นอนใช่ไหมคะ
  • ปลื้มอาจารย์มากเลยค่ะ ^__^
  • เชื่อแล้วว่า "ความปิติ" มันมีพลังมากมายมหาศาล ที่บันดาลให้เรา มีแรง มีพลังที่จะทำอะไร ต่อมิอะไร ต่อไปมากมายได้จริงๆ
  • ขอบคุณอีกครั้งค่ะ ^_^

 

 

สวัสดีค่ะ  น้อง P นักลงทุนเงินน้อย

ในความคิดของพี่ "พลัง" อาจมีความหมายได้ 2 อย่าง   อาจจะหมายถึง แรงขับ ผลักดัน หรือ หมายถึง อำนาจ ที่จะดลบันดาลให้บังเกิด..

แรง นั้นเป็นรูปธรรม แม้มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยกาย  หาก..อำนาจนั้น เหมือนเป็นนามธรรม ไม่สามารถใช้กายสัมผัสได้ แต่ใจรับรู้ และ รู้สึกถึงมันได้

อำนาจ..จึงมีผลต่อจิตใจของคนเรามากมาย

 

"นี่คงเป็นพลังที่เรามองไม่เห็นที่ช่วยให้เรามีพลังทำอะไรบางอย่าง"

พลังในที่นี้หมายถึง อำนาจ อันมีอานุภาพทั้จะบันดาลสิ่งต่างๆให้เป็นไป นั่นเอง

มันมีผลต่อชีวิต และความรู้สึกของเรามากๆ

 

"คนเราเกิดมาทำไม ทำไมต้องดิ้นรนใช้ชีวิตที่ทุกวันนี้มันวุ่นวายเหลือเกิน "

คำถามนี้พี่ก็มักจะนึกถามตัวเองอยู่บ่อยๆเหมือนกันค่ะ จนกระทั่ง มันกลายมาเป็นแรงบันดาลใจเขียนนิยายเรื่อง "สัญญารัก" ขึ้นมา

ไม่เพียงเคยคิดว่า คนเราเกิดมาทำไม ทำไมต้องดิ้นรนทำโน่นทำนี่มากมาย อะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิตคน อะไรคือพลังสำคัญที่จะทำให้เรามีชีวิตต่อไป

หากว่าเราสามารถตอบคำถามของชีวิตนีให้ตนเองได้ เื่ชื่อว่ามันจะทำให้เราอยู่ในโลกนี้ และทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีความหมายมากยิ่งขึ้น

 

สำหรับพี่เองมีความคิดว่า พลังสำคัญที่ทำให้คนเรามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ และต่อสู้ทำอะไรๆมากมายในชีวิต การอยู่เพื่อตัวเองจะบังเกิดพลังผลักดันชีวิตไปข้างหน้า ได้น้อยกว่า การอยู่หรือทำอะไรเพื่อคนอื่น

เพราะการอยู่เพื่อคนอื่น เพื่อคนที่เรารักนั้น มันจะทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตเรามีคุณค่า มีความหมายขึ้น

เรื่องนี้คุยไปแล้วก็ยืดยาว.. ไว้ถ้ามีเวลา เดี๋ยวค่อยเขียนบันทึกเรื่องนี้มาถกอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดีไหมคะ

 

^___^

สวัสดีค่ะ   คุณ P nidnoi

  • แวะตามลิ้งค์เข้าไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืนค่ะ
  • ขอบคุณมากๆ
  • รู้สึกทั้งปลื้ม ทั้งเซอร์ไพร้ซ์ ระคนกับ ละอายยังไงบอกไม่ถูกเลยค่ะ
  • ^______^

 

สวัสดีค่ะ อาจารย์หมอ P Phoenix

ขอโทษที่เพิ่งได้มีเวลาเข้าไปตามอ่านบันทึกมากมายในช่วงนี้ของอาจารย์ หลายบันทึกกำลังอยู่ในความสนใจของ k-jira ขณะนี้มากๆ เพียงแต่เสียดาย..ที่ช่วงนี้เข้าไปอ่านได้อย่างเดียว ยังไม่มีเวลาได้เขียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอะไร   ความจริงก็อยากจะคุย comment ในบันทึกต่างๆของอาจารย์มากๆ มีความเห็นมากมายอยากจะคุย แต่ว่ามันยังไม่มีเวลาเรียบเรียงความคิดของตนเองเลย

ขอเวลาอีกนิดนะคะ หวังว่าคงยังไม่สายเกินไปใช่ไหม ตอนนี้ขอ add บันทึกเหล่านั้นไว้ก่อนนะคะ ^__^

 

" ผมเชื่อเรื่อง "ความไม่บังเอิญ" นะครับคุณจูน และการที่เราต้องไปอยู่ในที่ที่หนึ่ง ทำงานอะไรสักอย่างหนึงนั้น มองย้อนกลับไป มีการ ตระเตรียมที่ละเอียดเหลือเชื่อ เกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ และบางครั้งการตระเตรียมนี้เอง self ที่ละเอียดอ่อนของเราสามารถสื่อสารได้ ได้ยินได้

การตระเตรียมที่ว่านี้ เป็นการสื่อสารของจักรวาล เป็นการเตรียมคนที่เกี่ยวข้อง อาจจะสามารถ "เปิดเครื่องรับรู้" และสานต่อซึ่งเจตจำนงค์ของสิ่งที่ได้กำหนดไว้แล้วให้สมบูรณ์ที่สุด "

 

อาจารย์เชื่อไหมคะว่า อ่านความเห็นของอาจารย์ตรงนี้แล้ว ทำให้ k-jira ขนลุกเลย แล้วในอกมันก็เหมือนมีลมอะไร ดันออกมาให้พองคับอกอย่างบอกไม่ถูก

มันช่างตรงกับใจของ k-jira อย่างเหลือเชื่อจริงๆ 

จึงรู้สึกตื่นเต้นมาก ที่ได้พบกับใครสักคน ที่กำลังรู้สึกเหมือนกับเรา

k-jira ก็เคยเขียนบันทึก ที่มีคอนเซปต์วเกี่ยวกับ "ความไม่บังเอิญ" และ "การตระเตรียมเรื่องบางอย่าง ไว้เพื่ออะไรบางอย่าง" ไว้ที่   เหตุเกิดจากดูหนังเรื่องรามเกียรติ์

อย่างนี้หรือเปล่านะ   ที่ผู้คนมักพูดกันจนเกิดเป็นสำนวนว่า   " ฟ้าลิขิต"   "มันคือลิขิตของสวรรค์"

 

k-jira เคยคิดเล่นๆไปอย่างเรื่อยเปื่อย   โดยดึงเอาพลังจักรวาล   มาอธิบายไปตามทฤษฎีความเชื่อ (ที่ไม่รู้งมงายรึเปล่านะ) ของตนเอง โดยคิดว่า มันจะเป็นไปได้ไหม ที่เหตุการณ์บางอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นบนโลกในอนาคตนั้น มันจะก่อให้เกิดพลังชนิดหนึ่งขึ้นมา    (อันที่จริง ทุกๆเหตุการณ์จะต้องแผ่พลังกลุ่มหนึ่ง   เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไม่ว่าจะแผ่นดินไหว น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด มันก็แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจ ที่ทำให้เกิดขึ้น และทะลักล้นออกไปอยู่แล้ว   แล้วยังมีเหตุการณ์ใดใด ที่เกิดขึ้นกับคน ไม่ว่าจะเป็นคนเดียว หรือกลุ่มคน   แต่ละคนซึ่งมีความรู้สึก มีความคิด มีชีวิตและความต้องการ มันก็มีพลังแห่งกระแสจิต ของคนเหล่านั้น ต่อความรู้สึก ต่อเหตุการณ์เหล่านั้น แผ่ทะลักออกมาเช่นกัน ตัวอย่างเช่นคำพูดที่สื่อมักชอบใช้ ได้แก่ "พลังมวลชน" เป็นต้น)

แล้วพลังที่บังเกิดขึ้นนั้น อาจจะเป็นคล้ายๆพลังแม่เหล็้กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง   เป็นพลังคอสมิค เป็นคลื่น... ที่จะแผ่ออกมาจากเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์นั้นๆ ขยายออกไปเรื่อยๆ

คลื่นพลังพวกนี้..เมื่อไปกระทบกับอะไรบางอย่าง หรือใครบางคน ที่สามารถจูนความรู้สึก หรือสัมผัสให้ "รับติด"   คนผู้นั้นก็จะรับรู้ และ รู้สึกได้  "จิต" ที่สามารถทำหน้าที่เป็นจานเรด้าร์ ที่จะรับคลื่นเหล่านี้ คงต้องมีอะไรบางอย่าง ที่ต้องปรับจูนให้ตรงกัน   คล้ายๆการทำงานของ "วิทยุสื่อสาร"

เพียงแต่ปัญหาที่น่าสงสารก็คือ   "อะไรบางอย่างที่ว่า.. มันคืออะไร ? "

นี่หรือเปล่า ที่เรียกว่า การสื่อสารของจักรวาล

 

เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับ "ปรากฏการณ์ย้อนเวลา"   เล่มหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว   นานจนกระทั่งหนังสือเล่มนั้นไม่รู้วางไว้ตรงไหน และจำชื่อหนังสือไม่ได้   แต่ในหนังสือได้อธิบายปรากฏการณ์ที่คนๆหนึ่ง รับรู้ หรือ มีลางสังหรณ์ ต่อเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ โดยดึงเอาหลักฟิสิกส์มาอธิบาย (ประเด็นนี้ ถ้าเชิญอาจารย์ ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ  มาคุยด้วย คงต้องสนุกอย่างแน่นอน ^^ )

k-jira จำได้เลือนลาง ในหนังสือเล่าถึงเหตุการณ์ ที่คนๆหนึ่ง ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น แล้วได้ยินเสียงร้องของคน จากนั้นหลายวันหรือหลายเดือนผ่านไปจำไม่ได้   ที่ใกล้ๆละแวกนั้นก็่เกิดระเบิดขึ้นจริงๆ   (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เมืองนอก) ทำให้มีคนตายหลายคน 

ปรากฏการณ์นี้มีคนอธิบายว่า เหตุการณ์..ความเจ็บปวด..ความตาย..ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดพลังชนิดหนึ่ง ที่คล้ายเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า   กระจายออกไปจากตรงนั้นแผ่ออกไปนอกโลกแล้วสะท้อนกลับมา เนื่องจาก  บลา..บลา..บลา   ขออภัยที่ตรงนี้อธิบายไม่ถูก เพราะตอนอ่านนั้นงงๆ ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด   จำได้รางๆว่า หนังสือพูดถึงเรื่องเวลาที่ต่างกัน ระหว่างบนโลกกับอวกาศ ทำให้คลื่นที่ตกสะท้อนกลับลงมานั้น กลับมาในเวลาของอดีต (ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น)   ซึ่งถ้าหากเวลาจุดนั้นคือ ปัจจุบัน ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดคือเหตุการณ์ของอนาคต จึงเหมือนกับคนผู้นั้น รับคลื่นเหตุการณ์ รับรู้เรื่องราวของอนาคตได้

บางที..คลื่นที่รับได้มันอาจจะเลือนราง ไม่ชัดเจน เพราะว่ามันผ่านการสะท้อนจนเสียพลังบางส่วนไป ทำให้คนที่รับคลื่นนั้น เพียงรับสัมผัสได้แค่ความรู้ึสึกบางๆ เลือนๆ ที่เข้ามาสะกิด มันจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า "ลางสังหรณ์" ขึ้นมา

 

แต่อย่างไรก็ตาม.. ก็มีเหตุการณ์หลายอย่าง ที่เกิดขึ้นกับตัวของ k-jira เอง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์อย่างที่ยากจะอธิบายได้ จะว่าบังเอิญ ก็คงจะไม่ใช่เสียทีเดียว เช่น...

เหตุการณ์หม้อแปลงระเบิด หน้าธนาคารหัวมุมสามแยกแห่งหนึ่งที่สาย 3 ในหาดใหญ่เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว.. ตอนนั้นเดินกับน้องสาว จากตลาดกิมหยงจะไปร้านโบทเบเกอรี่ (ไม่รู้ตอนนี้ร้านยังมีอีกไหมนะ ไม่ได้ไปนานแล้ว)   ขณะที่เกิดผ่านหน้าธนาคารแห่งนั้น k-jira ก็รู้สึกเย็นเยือกอย่างบอกไม่ถูก แล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่า มีใครบางคนอยู่ข้างบนเหนือศีรษะ กำลังจ้อง k-jira   ด้วยสายตากราดเกรี้ยว ไล่โดยไร้เสียง ให้รีบไปจากที่ตรงนั้น

ตอนนั้นจำได้ว่า k-jira กลัวมากๆ   คว้ามือน้องสาวได้ ก็วิ่งเลยค่ะ จนน้องสาวงงว่าวิ่งทำไม   แต่พอข้ามถนนไปอีกฝั่งก็ยังก้าวเร็วๆต่อ ไปอีกเจ็ดแปดก้าว  เสียงดัง " แปล๊บๆๆ"  ก็ดังไล่หลัง หันไปดู.. หน้าธนาคารตรงนั้น สว่างด้วยประกายไฟ   สายไฟเส้นหนึ่งมันขาดห้อยลงมา เกิดดวงไฟสีขาว ระเบิดขึ้นเป็นช่วงๆ จากนั้นตามมาด้วย เสียงระเบิดของหม้อแปลง 

ตอนแรก k-jira เข้าใจว่ามีคนแกล้ง   แต่อึกใจต่อมาก็ได้รู้ว่า "มีบางสิ่งบาง" ช่วยไว้  ไล่ให้ออกไปห่างๆ   ต่างหาก

เราสองพี่น้องยืนจับมือตะลึงกันครู่ใหญ่ทีเดียว ตอนนั้นน้องสาวงงมาก  ถามว่า "พี่รู้ได้ไง"    k-jira ก็งง..ตอบได้แค่ว่า " ไม่รู้เหมือนกัน.. รู้แค่ว่า ที่วิ่งก็เพราะมีคนไล่ "   แต่ว่า..คนที่ไหนล่ะ   เพราะเหนือศีรษะขึ้นไปจากที่พวกเรากำลังยืนอยู่เมื่อตะกี้ตรงนั้น มันคือหม้อแปลงขนาดใหญ่ต่างหาก

 

หรือเหตุการณ์ล่าสุดเร็วๆ.. ที่เกิดการชนกันของรถหลายคันตรงสี่แยกคลอดหวะ (คนที่อยู่หาดใหญ่คงรู้จักนะคะ)   จะว่าไปแล้ว .. บางที่รถของ k-jira อาจจะเป็นหนึ่งในรถที่เกิดอุบัติเหตุเหล่านั้นก็ได้   หากว่าพวกเราออกเดินทางจาก มอ. กันตามปกติ    หากแต่เหมือนอะไรดลใจน้องชายที่ขับรถซึ่งมารับ   ที่อยู่ๆก็เกิดจอดรถนั่งกินขนมต่ออีก 2-3 นาที   ซึ่งพฤติกรรมนี้ไม่ใช่นิสัยปกติของน้องชายเลย หลังเกิดเหตุการณ์เจ้าตัวเองก็งงตัวเองว่า ตอนนั้นก็ไม่รู้นึกยังไงถึงไม่ออกรถ.. ทั้งๆที่เราออกเดินทางสายกันแล้ว   มันเหมือนมีอะไรมาดลใจว่า   อีกสักครู่ค่อยไป

นั่นจึงทำให้เราโชคดี คลาดแคล้วกับอุบัติเหตุอย่างเฉียดฉิว อยู่ลำดับคันที่ 4-5 ที่ปลอดภัย จากขบวนรถที่ติดไฟแดงเป็นทิวแถว ในวันนั้น

 

หรือประสบการณ์ที่ทำงาน.. เหมือนกับคนไข้สื่อบอกเรา ราวกับจะมาลาเรา  ...ที่จำได้แม่นๆและตรงมากๆ คือเวรบ่ายวันหนึ่ง มีคนไข้เหนื่อย อาการทรุุดลง   พวกเราในเวรก็ช่วยกันเต็มที่ สุดท้ายคนไข้ก็ใส่เครื่องช่วยหายใจ อยู่ในห้องพิเศษ  พอลงเวรไป   k-jira ก็ฝันว่าตนเองไปที่วอร์ดค่ะ เห็นญาติยืนหน้าเศร้าอยู่หน้าห้อง   มองไปในห้องเห็นคนไข้นอนคลุมผ้าอยู่    ญาติบอกกับ k-jira ว่าคนไข้ไปแล้ว เมื่อตะกี้นี้เอง   k-jira จึงมองนาฬิกาที่ผนังวอร์ด เห็นว่าประมาณตีสี่กว่าๆ

วันรุ่งขึ้น k-jira ไปทำงานเวรบ่ายต่อ   ก็พบว่าคนไข้ห้องนั้นเสียชีวิตจริงๆ พอถามเวลาที่ไป ก็ขนลุกเลย

คนไข้ไปตอนตีสี่กว่าๆ !

ความฝันเมื่อคืน...เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆหรือคะเนี่ย ?

 

....................

 

รู้สึกว่านี่จะยาวไปจนจะกลายเป็นบัยทึกอีกเรื่องแล้วนะเนี่ย   แหะๆ  ^__^  ไว้ว่างๆ เดี๋ยว k-jira ค่อยหยิบยก เอาไปเปิดประเด็นใหม่ก็แล้วกันนะคะ ^_^

ขอบคุณอาจารย์อีกครั้งนะคะ

 

" ไหนๆก็ post ใน public web แล้วด้วยการเชิญชวนคนใน email ring ของผมเข้ามาอ่านด้วยนะครับ"

ด้วยความยินดีค่ะ.. และรู้สึกขอบคุณที่ช่วยเผยแพร่ค่ะ

 

ส่วนเรื่อง "วันที่ 26 เมษายน ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมเสวนา palliative care เรื่อง "ความคาดหวังและพึงพอใจของผู้ป่วยมะเร็งต่อการแจ้งข่าวร้าย" เวลา 13.00-15.00 น. ห้องประชุม 1 ชั้น 5 อาคารบริหาร คณะแพทยศาสตร์"

ขอดูตารางเวรอีกหน่อยนะคะ   ว่าจะแลกเวรไปได้ไหม 

อยากไปเหมือนกันค่ะ.. แต่ช่วงนี้ที่หมดอัตรากำลังคนทำงานไม่ค่อยมีเลย

อิจฉาคนที่ได้หยุดเดือนนี้จัง... k-jira แทบจะไม่มีวันหยุดเลย   วันครอบครัวปีนี้..สงสัยไม่ได้กลับบ้านแน่ๆ

เศร้าค่ะ..   T_T

 

 

รู้สึกตัวเองตอบบันทึกยาวจัง..แหะๆ ความเห็นของท่านอื่นๆ เดี๋ยวค่อยเข้ามาคุยต่อนะคะ  พอดีมีธุระ  นัดน้องๆประชุมเรื่อง QA ต้องรีบไปก่อนค่ะ ...

ค่อยเข้ามาใหม่นะคะ  ^__________^

คุณจูนครับ

ในขณะที่ผมก็ไม่มีคำอธิบายแบบวิทยาศาสตร์ (หรือไสยศาสตร์ กระยาสาตร) แต่อย่างใดในเรื่องนี้ ผมก็ยังได้ข้อสรุปเหมือนเดิมว่า "บางที ถ้าเรายอมฟังสัญญาณอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะละเอียด แฝงเร้น สักแค่ไหน ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร"

เช่นเสียงครวญครางของแม่พระธรณี ของธรรมชาติ ของไกอา ของโลก ที่ส่งสัญญาณ (เตือน และบางครั้งก็ไม่ได้ subtle หรือลึกลับเลย) เราก็น่าจะ "ลองฟัง" ดูก็ได้ ไหนๆรัฐบาลบุชก็เริ่มแพ้คดี Global warming เป็น case แรกไปแล้ว เป็นจุดเริ่มต้นของอะไรที่น่าจะดีไม่น้อย

ในการทำสุนทรียสนทนา เราเพิ่มพลังของ "ตัวรับ" ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อจะเกิด deep listening ได้ ฟังหมดตัวหมดหัวใจ ว่ายังงั้น ลางทีการฟังแบบนี้ จะช่วยให้เราสามารถ "เรียกคืน" ความสามารถในการสื่อสารกับสาส์นธรรมชาติมาไม่มากก็น้อย after all ผมคิดว่า การสื่อสารอย่างเมตตากรุณานั้น เป็นการสื่อสารแบบดั้งเดิม ที่ประสานเป็นหนึ่งเดียวกับมนึษยชาติ ตอนนั้น เราน่าจะใช้ประสาทรับรู้ของเราได้ดีเยี่ยมมากที่สุด

ผมชอบเปรียบเทียบคนที่ทำงานมานานๆ อย่างเช่น พี่ฟ่ง ว่าแกเสมือนมี aura ออกมาจากตัว aura นี้คนธรรมดามองไม่เห้น เพราะคนธรรมดาไม่ได้เปิดเครื่องรับ แต่คนที่ทุกข์จัดๆ เพราะเป็นโรคเรื้อรัง เพราะทุกข์ทรมาน เพราะเป็นโรคระยะสุดท้าย ตอนนั้น barrier ในการรับรู้หมดไป เปิดรับหมด เพราะโหยหาซึ่งความรักและความเมตตากรุณา เวลามีคนนำเอาของที่ต้องการเข้าไปหา ก็จะรับได้ง่ายกว่าปกติ เหมือนตอนหิว ใครบกกับข้าวมา เราก็ "ได้กลิ่น" มาแต่ไกล ไม่ต้องเห็นก็ยังได้

และผมเชื่ออีกอย่างหนึ่งนะครับ คุณจูน ของแบบนี้มัน "ติดต่อกันได้" เหมือนโรคติดเชื้อ เพื่อนร่วมงาน ญาติคนไข้ คนใกล้ชิด จะรู้สึกอยย่างบอกไม่ถูก แต่เราได้สร้าง condition ที่เหมือนกับการ pre-med ของดมยา ที่จะเปิดต่อมรับรู้ หรือเพิ่ม sensitivity ของตัวรับของแต่ละคนไว้แล้วนั่นเอง

keep up the good work

ps: ผมก็ติดนิสัยเขียนสั้นๆไม่เป็นเหมือนกัน ไม่ค่อยถนัด chit-chat นะครับ ขออภัยที่ทำให้ยิ่งยาวกันไปใหญ่

 

แวะมาคุยต่อค่ะ  ^__^

 

สวัสดีค่า น้อง "น้องหญิงระหัสพี่ก้อย"

  • ดีใจที่แวะเข้ามาทักทายคุยกันนะคะ
  • พี่เริ่มนึกออกแล้วล่ะ
  • ใช่น้องหญิง ที่สอนอยู่คณะพยาบาลฯ ไหมเอ่ย ^__^

 

 

สวัสดีค่ะ คุณ P จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

  • ช่วงนี้สมาชิก G2K   นับวันจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รู้สึกว่าช่วงหลังๆเราแทบไม่ค่อยได้คุยกันเลยเนอะ
  • แวะเข้าไปอ่านที่บันทึกอยู่เหมือนกันค่ะ   ช่วงนี้ก็เห็นแว่บๆอยู่เรื่องนึง แต่ยังไม่มีเวลาเข้าไปแจมเลย   ขอ add ไว้ก่อนก็แล้วกันนะคะ
  • ขอบคุณมากๆสำหรับกำลังใจค่ะ ^__^

 

 

สวัสดีค่ะ  คุณหมอ P kmsabai

  • ดีใจมากๆ เมื่อได้คุยกับคนที่ทำงานร่วมทีมสุขภาพ   เพราะรู้สึกว่าจะสื่อรับรู้ และเข้าใจ รวมไปถึงเห็นภาพเดียวกันเวลาทำงาน
  • ประการสำคัญ จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ถึงบางสิ่งบางอย่างที่อีกฝ่ายยังไม่เคยเจอ
  • เชื่อว่าคุณหมอก็คงต้องมี เรื่องดีๆเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายไม่น้อยเหมือนกัน
  • เอามาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ... จะรอฟังค่ะ ^__^

 

 

 

 

 

สวัสดีค่ะ  คุณหมอ P มัทนา

  • มีคนอ่านน่ารัก อ่านหมดทุกตัวอักษรแบบนี้   คนเขียนก็ปลื้มสุดๆเลยล่ะค่ะ
  • ขอบคุณมากๆนะคะ

 

 

 

สวัสดีค่ะ   อาจารย์  P Ranee

  • ขอบคุณเช่นกันสำหรับ กำลังใจและคำชม
  • ขอบคุณที่แวะมาอ่านค่ะ ^__^

 

สวัสดีค่ะ  คุณ P อานุไร จิตต์สุรงค์

  • ดีใจจังที่ได้รู้จักกับคนทำงาน รพ.เดียวกัน  (แหะๆ เป็นการทักทายที่ประหลาดไหมเนี่ย ^^')
  • ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ
  • บันทึกยาวๆ แต่กลับมีคนยินดีอ่านจนจบ คนเขียนรู้สึกปลื้มและขอบคุณจริงๆ
  • ไว้คงมีโอกาสได้พูดคุย และ ลปรร กันบ้างนะคะ ^___^

 

สวัสดีค่ะ  พี่ P โอ๋-อโณ

  • ขอบคุณพี่มากจริงๆค่ะ ที่ช่วยเอาบันทึกของจูนไปแนะนำเผยแพร่
  • ทั้งเขิน ทั้งตื้นตัวค่ะ
  • ต้องขอบคุณ G2K ที่ทำให้ได้รู้จักกับพี่นะคะ   ทั้งๆที่เราทำงานอยู่ รพ.เดียวกันแท้ๆ แต่กลับเหมือนกับอยู่กันคนละฝั่งโลก หลายปีมานี้แทบจะไม่เคยรู้จักกันเลย   จนกระทั่งมีวันนี้...
  • อยากจะบอกว่านึกถึงทุกครั้ง ที่ต้องโทรไปห้อง lab-chem   จะรู้สึกเฉยๆ เหมือนกับโทรไปหาคนที่ไม่ได้รู้จักกัน   แต่ช่วงหลัง พอโทรไปทีไร จะแอบจดจำสุ้มเสียงไว้   วันก่อนดีใจมาก ที่จำเสียงได้ว่าเป็นเสียงพี่ และทักทายกันถูก
  • ชักอยากจะรู้จักคนอื่นๆบ้างนะคะ   จะได้มีเสียงอื่นให้จำและให้ทาย
  • อุ๊ย..รู้สึกยิ่งคุย ยิ่งหลุดประเด็น  แหะๆๆ... สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณอีกครั้งนะคะ
  • ^___^

 

 

สวัสดีค่ะ  อาจารย์ P พิชัย กรรณกุลสุนทร

ไม่ได้เข้าไปคุยกับอาจารย์นานมากๆเลย คิดถึงอาจารย์จริงๆค่ะ

เมื่อวานคลิกไปที่บันทึกอาจารย์   โอ๊ะ..โอ๋ย.. มีบันทึกเกี่ยวกับ "ภาพ" ใหม่ๆมาตั้ง 2 บันทึก ทำให้พบว่า ตัวเองหลุดห่างหายไปจากโลก G2K นานมากๆเลยหรือเนี่ย T_T

ขอบคุณนะคะ ที่อาจารย์แวะเข้ามาอ่านบันทึกนี้ ดีใจที่ได้อ่านความเห็นยาวๆของอาจารย์ค่ะ

ชอบจังเลยที่อาจารย์บอกว่า

" อาจเรียกได้ว่าเป็น sence ของวิชาชีพ หรือ Intuition ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันที่ทำให้เรารู้ว่าต้องทำอะไรและอย่างไร "

เป็นการให้คำตอบ ของสิ่งที่ k-jira เคยนึกไม่ออก แต่เหมือนคำตอบจะติดอยู่ปลายลิ้น แต่บอกบรรยายออกมาไม่ถูก ได้ี่ตรงใจมากๆเลยค่ะ 

การมีสติ จะทำให้เราเตรียมพร้อมต่อเรื่องราว และความเปลี่ยนแปลงต่างๆำได้ตลอดเวลา

ขอบคุณที่ช่วยเน้นย้ำจุดนี้ไว้เตือนใจค่ะ

^___^

 

สวัสดีค่ะ อาจารย์ P ดร. กมลวัลย์ ลือประเสริฐ

  • รู้สึกเป็นเกียรติมาก ที่อาจารย์แวะเข้ามาอ่านและเข้ามาทักทายค่ะ
  • ขอบคุณมากๆเลยค่ะ  ^__^

 

 

สวัสดีค่ะ  อาจารย์หมอ P รศ.พญ. ปารมี ทองสุกใส

  • คำชมมิกล้ารับไว้จริงๆค่ะ   ขอรับไว้แต่กำลังใจที่ส่งมาให้ ก็ปลื้มมากมายแล้ว
  • คิดว่าทุกๆคน ใน รพ.ของเรา ต่างก็ต้องการมอบสิ่งดีๆ ให้กับผู้รับบริการ มีความต้องการอยากจะพัฒนางานเพื่อให้เกิดคุณภาพให้มากที่สุด ตามสมรรถนะและกำลัง จะทำได้อยู่แล้ว
  • ขออนุญาตแบ่ง คำชมและกำลังใจต่างๆเหล่านี้ ให้กับเพื่อนร่วมทีม และเพื่อร่วมงานทุกๆคนด้วยนะคะ
  • เพราะการทำงานในวิชาชีพนี้ เราไม่ได้ทำเพื่องานหรือเพื่อเงินอย่างเดียว แต่เรากำลังทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ของพวกเราต่างหาก
  • ^___^

 

 

สวัสดีค่ะ  คุณ P ดอกไม้ทะเล

  • ขอบคุณมากๆค่ะ สำหรับคำ ภาษาอังกฤษ ที่มีความหมายซึ้งๆ
  • อย่าชมมากเลยนะคะ   ตอนนี้นางฟ้าเริ่ม "หัวโน" แล้วค่ะ
  • เพราะตัวลอยไปโขกกับเพดานหลายรอบแล้ว
  • ยิ้มๆแล้วขอบคุณอีกครั้ง
  • ^__________^

 

สวัสดีค่ะ อาจารย์หมอ P มาโนช

  • อาจารย์ก็เป็นอีกคน ที่ k-jira กำลังคิดถึงอยู่เหมือนกันนะเนี่ย
  • แวะเข้าไปที่บันทึกของอาจารย์ เห็นมีหลายบันทึกน่าอ่านมากๆ   อยากจะร่วมแจมมากๆ (แต่ช่วงนี้ไม่มีเวลาเลย.. เสียดายมากๆ)  ดังนั้นขอ add ไว้ก่อนนะคะ
  • ไม่อยากเชื่อเลยนะคะ ว่าเรื่อง "มะเร็ง" กับ "ความตาย"   ดูเหมือนช่วงนี้ช่าง  hot เอามาเสวนาคุยกัน ตรงกันโดยไม่ได้นัดหมายกันเลย (เอ๊ะ หรือว่าไม่ใข่ความบังเอิญ ^__^ )
  • ขอบคุณมากค่ะ 

 

สวัสดีค่ะ คุณ P บางทราย

  • ขอบคุณมากค่ะ
  • ดีใจที่เห็นคนต่างวิชาชีพ เข้ามาสนใจเรื่องนี้ด้วยนะคะ
  • ขอประทานโทษสักนิด  คือ k-jira อาจจะความรู้รอบตัวน้อยไปนิดนึง   อยากรบกวนถามคำว่า "บางทราย" น่ะค่ะ เพราะว่ารู้สึกคุ้นๆมากๆ   เป็นชื่อสถานที่ หรือชื่อผลิตภัณฑ์บางอย่าง ที่มีอะไรดังๆสักอย่างหรือเปล่าคะ
  • ยินดีที่แวะเข้ามาคุยกันค่ะ
  • ^___^

 

สวัสดีค่ะ คุณ   nujaewwaew

  • ยินดีและดีใจ ที่ได้รู้จักเพื่อนร่วมวิชาชีพนะคะ
  • k-jira ยังทำงานไม่ถึง 20 ปี เอ.. งั้นจะเรียก พี่ nujaewwaew ดีไหม ^__^
  • สงสัยคำว่า "นอนเวร" นิดนึง   มันเป็นยังไงเหรอคะ ?
  • หมายถึง นอนก่อนขึ้นเวร   หรือว่า ฟุบหลับในเวร ^^'
  • k-jira ก็ไม่เคยฟุบหลับในเวรดึกเหมือนกันค่ะ   ยกเว้นจำได้ มีอยู่ครั้งสองครั้ง ที่ไม่สบายประกอบกับวอร์ดช่วงนั้น คนไข้ไม่ยุ่ง พอกินยาเสร็จ ก็เลยขอเพื่อร่วมเวรไปฟุบพัก 1 ชม. เพื่อเก็บแรงมาทำงานต่อ
  • ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ส่งมาค่ะ   ขอส่งกำลังใจไปให้ทุกคนทางนั้นเช่นกันนะคะ
  • ส่วนเรื่องอาการป่วย.. หลังจากลงเวรดึก เช้าวันนั้น ก็หายไปราวปลิดทิ้งแล้วล่ะค่ะ
  • ขอบคุณนะคะ  ^_____^

 

สวัสดีค่ะ คุณ อนิศรา

  • อุตส่าห์อ่านบันทึกยาวๆ เครียดๆแบบนี้จนจบได้เนี่ย ปลื้มและขอบคุณจริงๆค่ะ
  • ขอบคุณสำหรับคำชม และ กำลังใจที่ส่งมาให้นะคะ
  • ปล. พอไม่ได้ล็อคอิน เลยไม่แน่ใจว่า อนิศรา ไหน นะคะเนี่ย แหะๆ
  • ^___^

สวัสดีอีกครั้งค่ะ อาจารย์หมอ P Phoenix

ชอบอยู่แล้ว กับเขียนอะไรมาแลกเปลี่ยนกันยาวๆค่ะ มิต้องเกรงใจๆๆ ^___^

เห็นด้วยกับเรื่องออร่าค่ะ    ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า ตอนงานสัปดาห์หนังสือฯที่ใต้อาคารเรียนรวม เมื่อเดือนมีนาฯ  k-jira ก็ซื้อหนังสือเรื่องนี้มา 2-3 เล่ม แต่ยังไม่มีเวลาเปิดอ่าน (เพราะชอบซื้อหนังสือ จนทั้งห้องรกไปด้วยหนังสือเต็มห้อง จนชักจำไม่ได้ ว่าซื้อเล่มนั้นเล่มนี้แล้ววางไว้ตรงไหนแล้ว T_T )

 

ยังจำคำพูดของคนไข้ที่วอร์ด (ตอนที่ยังอยู่พิเศษ Med-Surg ชั้น 7/13) ห้องหนึ่งได้เลยค่ะ

กล่าวคือ.. เป็นที่รู้ๆกันนะคะ ว่า รพ. บางครั้งก็มักจะมีเรื่องราวลี้ลับบางอย่างเกิดขึ้นเสมอๆ   โดยเฉพาะภายในห้องพิเศษบางห้อง   คนไข้บางคนเขามีเซ้นต์สัมผัสรับได้ค่ะ

มีคุณลุงที่เป็นคนไข้ ห้องหนึ่งบอกให้ฟังน่ะค่ะว่า บางคืนเขารู้สึกนอนไม่หลับ คล้ายกับมีอะไรบางอย่างคอยรบกวนอยู่ แต่โชคดี พอพยาบาล (ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร) เข้ามา มันก็เหมือนมีแสงสีขาว สว่างแผ่กระจายออกมา ทำให้สิ่งๆนั้นหนีหายจากไปทันที แล้วคุณลุงแกก็เลยได้นอนหลับ

ฟังคุณลุง (และคุณป้าที่เป็นภรรยา) พูด ทำให้เราๆที่เป็นพยาบาลรู้สึกปลื้ม และภูมิใจนะคะ   คุณลุงบอกว่า อาชีพหมออาชีพพยาบาลนั้น ทำงานช่วยชีวิตปัดเป่าความทุกข์ให้คนไข้   เป็นการกระทำที่ได้บุญกุศล สั่งสมเป็นคุณความดีที่บังเกิดขึ้นอยู่ในตัว   จะทำให้คนที่เขามีความทุกข์ มีความเจ็บไข้ มาได้เข้าใกล้ก็พลอยรับกุศลนั้น แม้ว่าจะยังไม่ได้ลงมือช่วยอะไร แต่แค่ได้อยู่ใกล้ๆ ก็รู้สึกสบายขึ้น ซึ่งก็คล้ายๆกับที่อาจารย์ยกตัวอย่างเรื่องพี่ฟ่ง มาเลยค่ะ

 

นั่นเป็นคำพูดที่ k-jira รู้สึกจำได้ไม่ลืมเลยล่ะค่ะ   และเป็นกำลังใจคอยกระตุ้น ที่อยากจะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือคนไข้ที่เจ็บป่วยไม่สุขสบาย   จะว่าไป..การกระทำของเราดูเหมือน ทำเพื่อคนอื่น แต่ความจริงแล้ว k-jira คิดว่า เรากำลังทำเพื่อตัวเราเองด้วย   นั่นคือ..ทำเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเราเอง ให้ตัวเรารู้สึกชีวิตนี้มีความหมาย   มีความสุขที่ตนเองมีคุณค่าต่อคนอื่น

ขอบคุณนะคะ ที่เปิดประเด็นเรื่องนี้ให้ยาวขึ้น

^__________^

 

 

  • ผมเข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ล้วนมีเหตุและผลในตัวของมันเอง และการที่คุณจูนมีความสามารถพิเศษนี้และได้มาเป็นพยาบาลคงเป็นผลของเหตุบางสิ่งบางอย่าง และขออนุโมธนาบุญที่คุณจูนได้สร้างจากอาชีพนี้ครับ
  • เค้าบอกว่าสิ่งที่เราไม่ได้รับรู้ ไม่ได้แปลว่าไม่มี (เช่นคนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ไม่ได้แปลว่าไม่มีเสียงในโลก) คุณจูนคงมีสิ่งที่สามารถรับรู้สื่อบางอย่างที่คนทั่วไปไม่สามรถรับได้ครับ
  • ขอชื่นชมคุณจูนจากใจจริงทั้งในฐานะนักเขียนและฐานะพยาบาลครับ

ประเด็นที่ยาวเพราะมันควรจะยาวน่ะครับ

รู้สึกว่าบทความนี้จะมีเพื่อนผมแปลให้ฝรั่งที่ฝรั่งเศสอ่านแล้ว ชอบกันมากเลย รู้สึกทึ่งในการผสมผสานจิตวิญญาณกับงานที่บางครั้งคนมองแล้วเป็นเรื่องของ advanced science เอามากๆอย่างการแพทย์ การพยาบาล เรื่องราวเรื่องนี้ไม่เล็กแล้วล่ะครับ

เรื่องคลื่นรับคลื่นส่งนี้ ผมเชื่อว่าไม่ได้เป็นของพิเศษพิศดารที่บางคนเท่านั้นจะมี แต่เป็นของที่เราทุกคนเคยมีแต่ไม่ได้ใช้ต่างหาก เป็นเสมือน ตัวตนของเรา ที่เราเก็บเอาไว้ในห้องใต้ดิน ไม่ได้ใช้ เพราะบอกใครว่ามีก็จะมีคนว่าหาว่าสติฟั่นเฟือน พูดเรื่องอะไรไม่มีใครเข้าใจ ที่จริงถ้าเป็นสาเหตุนี้ voice dialogue จะช่วยได้เยอะ

งานเขียนของคุณจูนมีพลัง และไม่เพียงเพราะเป็นภาษาของนักเขียนประสบการณ์ ตรงนั้นผมว่าออกจะเป็นคำที่ฉาบฉวยไปนิด ไม่สมศักดิ์ศรีสิ่งที่เกิดขึ้น ผมว่างานชิ้นนี้เชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับสิ่งที่เคยเป็นเขา เป็นเธอ เป็นของเขา เป็นของเธอมาก่อน นี่จึงเป็นสาเหตุที่เป็นงานเขียนที่ทรงพลังอย่างยิ่ง ความรู้สึกต่างๆที่บรรยายและพรรณนา เหตุการณ์ที่เกิด และปฏิสัมพันธ์ต่างๆ แทบจะเป็นของธรรมดา (ที่ไม่ธรรมดา) เกิดขึ้นในทุกเมื่อเชื่อวัน เพียงแต่การเขียนทำให้คนหยุดอ่าน และเมื่อใช้วิธีการอ่าน ก็จะช้าลง เมื่อช้าลงก็จะดูดซับเนื้อหาใจความที่คนเขียนต้องการจะสื่อได้ดียิ่งขึ้น

การทำงานกับคนไข้ กับญาติ (หรือกับผู้คน) นั้นต้องอาศัยความชื่อมโยงนี้จึงจะสมบูรณ์ การสื่อสารที่สมบูรณ์ไม่ได้อยู่ที่ speed แต่อยู่ที่สื่อแล้ว จิตใจทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างไร ถ้าจะมีการนิยามอะไรสักอย่างนึง เช่น ภาษาวิบัติ นั้น ผมคิดว่าเป็นการสื่อสารที่เสร็จแล้ว จิตใจทั้งสองฝ่าย ท้งคนสื่อและคนรับ คนรอบข้างเศร้าหมอง ท้อแท้ หมดหวัง เพราะผมคิดว่ามันน่าจะมีวิธีที่ดี มีการสื่อที่ทรงพลัง มาจากบริบทภายในของคนสื่อ คนรับ และวิธีการต่างๆ ที่เราสามารถนำมาดัดแปลงได้เสมอ

ความตายเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่การตายอย่างสงบ อย่างสมคุณค่าความเป็นมนุษย์ ตายอย่างอบอุ่นท่ามกลางคนที่รัก กลับเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นสิ่งที่แทบทุกคนล้วนปรารถนา

เพียงแต่จะมีใครสักกี่คน ที่ได้โชคดี และมีวาสนาเช่นนี้ ?

..............................อ่านจนบทสุดท้าย  แล้วเหมือนมีอะไรมาแน่นที่คอ....ต้องสูดลมหายใจ

ยืดตัวตรง ................

      ประทับใจมากคะ.....ดูเหมือนชีวิตเรา เป้าหมาย

ท ั้งหมด ก็เพื่อ กาลนี้....ก่อนจากกับคนที่รักเรา และเรารัก

      ขอบคุณบันทึกนี้มากคะ
 

 

สวัสดีค่ะ อาจารย์ Aj Kae

ขอโทษที่เพิ่งได้เข้ามาคุยนะคะ

ใกล้เทศกาลวันหยุดไม่รู้ทำไม.. วอร์ดมักจะยุ่งงงง...จนลงเวรมาแล้วสลบเหมือดเกือบทุกวันเลย แม้จะได้อ่าน comment แต่ก็ไม่มีแรงจะตอบเลย

สงสัยว่าคงจะเป็นการยุ่งทิ้งท้าย ก่อนวันหยุดยาวนาน (5 วัน)  แต่..เป็นวันหยุดสำหรับคนอื่นนะคะ k-jira ไม่ได้หยุดค่ะ.. ขึ้นเวรตลอดเลย T_T

 

เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยค่ะ และชอบจังเลยกับคำพูดที่ว่า  "สิ่งที่เราไม่ได้รับรู้ ไม่ได้แปลว่าไม่มี"

เหมือนกับเรื่องบางอย่าง ที่เรายังหาคำตอบไม่ได้  ก็ไม่ใช่ว่าเพราะสิ่งนั้น "ไม่มีคำตอบ"

แต่เพราะคนเราไม่ได้รับรู้  ไม่ได้มองเห็น  รวมไปถึงยังหาคำตอบที่จะอธิบายมันไม่ได้  คนจึงมัก "ทอดทิ้ง"  "ลืมเลือน" "ละเลย"  รวมไปถึง คิดว่าบางสิ่งที่ไม่มีคำอธิบายได้นั้น "ไร้สาระ"

แต่กาลเวลาเป็นสิ่งพิสูจน์ เมื่อมนุษย์ค้นพบหลายสิ่งหลายอย่าง พัฒนาความรู้มากมายขึ้นมาบนโลก  เมื่อก่อนใครจะนึกถึงว่า มนุษย์จะไปลงบนดวงจันทร์ จะขี่ยานออกไปนอกโลก จะเอาเครื่องบินขึ้นไปบินบนฟ้าได้  แต่เพราะมีคนไปนึกถึงสิ่งที่ หลายคนคิดว่า "มันเป็นไปไม่ได้" ออกมา และพยายามค้นคว้า หาวิธีการที่จะทำให้มันเป็นความจริง

เรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้มากมายจึงบังเกิดขึ้น !

 

k-jira คิดว่า มันต้องยังมีอีกมากมาย ที่เรายังนึกไม่ออก หรือยังพิสูจน์ไม่ได้ ทั้งๆที่มันมีจริงอยู่บนโลกนี้ และมีมานานแล้ว

นั่นคงรอใครสักคนมาคิด.. และเผยความจริงสิ่งนั้นออกมานะคะ

 

ปล. เขียนบันทึกขึ้นมาอีกเรื่อง ที่อาจจะเชื่อมโยงมาจากประเด็นนี้ เกี่ยวกับการสื่อสารพิเศษอีกช่องทางหนึ่งของมนุษย์.. สิ่งที่อาจจะมีจริง แต่ยังหาเหตุผลมารองรับอธิบายไม่ได้ ที่นี่ " วิธีการสื่อสารในฝัน (จินตนาการ)" นะคะ ^__^

 

 

สวัสดีวันสงกรานต์ค่ะ อาจารย์ Phoenix

อ่านคอมเม้นต์ข้างบนแล้ว รวมไปถึงเข้าไปอ่านบันทึกของอาจารย์หลายบันทึก พบว่า อาจารย์เอ่ยถึง "voice dialogue " บ่อยมากนะคะ แต่เสียดายที่ k-jira ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำๆนี้ มิทราบอาจารย์พอจะกรุณาอธิบายเพิ่มเติม หรือเขียนบันทึกอธิบายถึงสิ่งๆนี้ให้อ่านได้ไหมคะ จะเป็นพระคุณยิ่งจริงๆ ^___^ (คืออ่านเจอมาหลายครั้ง ชักรู้สึกว่ามันน่าสนใจน่ะค่ะ)

 กับประโยคตรงนี้ยังงงๆเล็กน้อย "การสื่อสารที่สมบูรณ์ไม่ได้อยู่ที่ speed แต่อยู่ที่สื่อแล้ว จิตใจทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างไร "

ขอบพระคุณอาจารย์มากเลยค่ะ ที่เข้ามาเพิ่มเติมความรู้ต่างๆให้กับ k-jira และให้กับบันทึกฉบับนี้ จนทำให้มันดูมีค่าขึ้น และทำให้ k-jira รู้สึกปลาบปลื้มภูมิใจขึ้นจนบอกไม่ถูก (ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ แค่รู้สึก "ดี" เฉยๆเท่านั้น)

ขอบคุณค่ะ ^__^

 

 

 

สวัสดีค่ะ คุณ ดอกแก้ว

สุขสันต์วันปีใหม่ไทยๆ ขอบคุณที่แวะเข้ามาทักทายนะคะ

k-jira คิดว่าทุกคนเกิดมา ล้วนมีจุดมุ่งหมายของชีวิตตนเองทั้งสิ้น  แม้บางอย่างยังไม่ได้ทรงพลังเป็นถึง "จุดมุ่งหมายของชีวิต" แต่อย่างน้อย ก็ยังคงต้องมี "ความหวัง หรือ ความต้องการ" บางอย่างอยู่ในใจ

หากทว่า.. ในความต้องการมากมายของคนเรา หลายสิ่งมักเป็นรูปธรรม หรือไม่ก็เป็นกิเลส  ซึ่งบางที..สุดท้ายเราจะพบว่า นั่นหาใช่ความต้องการจริงๆของชีวิตไม่

k-jira มีความเชื่อในทฤษฏีความต้องการของมาสโลว์ นะคะ และคิดว่า ทฤษฏีนี้ นำมาใช้อธิบายอะไรๆได้มากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้.. ตั้งแต่เราเกิด..เติบใหญ่..ไปจนกระทั่งวันสุดท้ายแห่งชีวิต

ขอบคุณที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นกันนะคะ

^__________^

สวัสดีวันสงกรานต์ครับคุณ K-jira

พึ่งกลับมาจากทานอาหารกลางวัน ขับรถในกทม.ที่ไม่มีจราจรน่าเกลียดน่ากลัวนี้ก็นับเป็น ความสุนทรีย์ ได้เหมือนกัน มีการสาดน้ำตามถนนน้อยกว่าปีก่อนๆ อาจจะเป็นเพราะ "กฏระเบียบใหม่" ของสงกรานต์ยุค green (ขี้ม้า) หรือเพราะแดดยังร้อนอยู่

สำหรับคำถามนะครับ

VOICE DIALOGUE เป็นกระบวนการฝึกฝนอบรมจิตใจ การรับรู้ และเพิ่มความเข้าใจตนเองครับ คิดค้นมาโดย Dr Hal Stones และ Dr Sidra Stones สองสามีภรรยา เป็น psychology school สาย Jungian ซึ่งจะต่างจากสาย Freudian ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะ Jung แกเชื่อใน spiritual หรืออะไรที่ค่อนข้างจะ occult มากพอสมควร ไม่เหมือน Freud ที่จะออกไปทาง materials, Newtonian sciences มากกว่า

ทฤษฎีของ voice dialogue แบ่ง consciousness เป็นสามส่วนประกอบกัน คือ awareness ที่รับรู้เรื่องราวต่างๆอย่างเป็นจริง ไม่ตัดสิน เฝ้ามองเฉยๆ; self หรือ operating self เป็น primary operating self หรือ "ตัวตนหลัก" ของเราแต่ละคน และอีกอย่างก็คือ Aware Ego ที่เป็นตัวเสริมการตัดสินใจ บอกว่าตจะทำ หรือไม่ควรทำอะไร

voice dialogue จะเน้นที่ความเข้าใจ subpersonalities ที่เราเก็บกักไว้ จนบางทีเราก้ไม่ทราบว่ามี เพราะลืมบ้าง เพราะไม่อยากจะรับรู้ ไม่อยากจะสนใจ trait นี้ของเราที่ เราโละทิ้งไปนานแล้ว การที่เราสามารถ "รอฟัง" voice dialogue ได้ เราจะ "เข้าถึง" ความจิรงต่างๆได้ยิ่งดีขึ้นไปอีก

ผมยังไม่ได้ชมภาพยนต์บางเรื่องที่น่าสนใจในเรื่องความเชื่อมโยงนี้มากนัก อาทิ Number 23 ที่มีคน obsess ทุกอย่างกลายเป็นเบอร์ 23 ได้หมด

ส่วนเรื่องการสื่อสาร speed และความเข้าใจนั้น ไม่ได้มีอะไรมากหรอกครับ เห็นคนชอบ "ตั้งเกณฑ์โน่น ตั้งเกณฑ์นี่" พยายามจะบอกว่าการสื่อสารที่ดี ที่ประสบความสำเร็จเป็นเช่นไร อย่างการสื่อสารนี่ บางคนอาจจะกำหนดว่าพุดหมด 5 หน้าใน 3 นาที นี่ก็คงไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ฉะนั้นที่อยากจะสื่อก็คือ dinner หนึ่งมื้อ ของสถานที่ไม่ควรอยู่ ไม่ควรไป เช่น อโคจร ทั้งหลายแหล่ เราควรจะทำอย่างไร ก็ทำตามที่นิยายว่าไว้ก็คือ ถ้าหมดความตื่นเต้น เร็วอารมณ์ เราก็ต้องใจเย็นลงกิอ่น ช้าลงก่อน แล้วคอ่ยไปฟัง จะมีอะไรดีๆอีกเยอะครับ จากปากคนเราก่อนตายจริง

สวัสดีวันสงกรานต์ครับคุณ K-jira

พึ่งกลับมาจากทานอาหารกลางวัน ขับรถในกทม.ที่ไม่มีจราจรน่าเกลียดน่ากลัวนี้ก็นับเป็น ความสุนทรีย์ ได้เหมือนกัน มีการสาดน้ำตามถนนน้อยกว่าปีก่อนๆ อาจจะเป็นเพราะ "กฏระเบียบใหม่" ของสงกรานต์ยุค green (ขี้ม้า) หรือเพราะแดดยังร้อนอยู่

สำหรับคำถามนะครับ

VOICE DIALOGUE เป็นกระบวนการฝึกฝนอบรมจิตใจ การรับรู้ และเพิ่มความเข้าใจตนเองครับ คิดค้นมาโดย Dr Hal Stones และ Dr Sidra Stones สองสามีภรรยา เป็น psychology school สาย Jungian ซึ่งจะต่างจากสาย Freudian ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะ Jung แกเชื่อใน spiritual หรืออะไรที่ค่อนข้างจะ occult มากพอสมควร ไม่เหมือน Freud ที่จะออกไปทาง materials, Newtonian sciences มากกว่า

ทฤษฎีของ voice dialogue แบ่ง consciousness เป็นสามส่วนประกอบกัน คือ awareness ที่รับรู้เรื่องราวต่างๆอย่างเป็นจริง ไม่ตัดสิน เฝ้ามองเฉยๆ; self หรือ operating self เป็น primary operating self หรือ "ตัวตนหลัก" ของเราแต่ละคน และอีกอย่างก็คือ Aware Ego ที่เป็นตัวเสริมการตัดสินใจ บอกว่าตจะทำ หรือไม่ควรทำอะไร

voice dialogue จะเน้นที่ความเข้าใจ subpersonalities ที่เราเก็บกักไว้ จนบางทีเราก้ไม่ทราบว่ามี เพราะลืมบ้าง เพราะไม่อยากจะรับรู้ ไม่อยากจะสนใจ trait นี้ของเราที่ เราโละทิ้งไปนานแล้ว การที่เราสามารถ "รอฟัง" voice dialogue ได้ เราจะ "เข้าถึง" ความจิรงต่างๆได้ยิ่งดีขึ้นไปอีก

ผมยังไม่ได้ชมภาพยนต์บางเรื่องที่น่าสนใจในเรื่องความเชื่อมโยงนี้มากนัก อาทิ Number 23 ที่มีคน obsess ทุกอย่างกลายเป็นเบอร์ 23 ได้หมด

ส่วนเรื่องการสื่อสาร speed และความเข้าใจนั้น ไม่ได้มีอะไรมากหรอกครับ เห็นคนชอบ "ตั้งเกณฑ์โน่น ตั้งเกณฑ์นี่" พยายามจะบอกว่าการสื่อสารที่ดี ที่ประสบความสำเร็จเป็นเช่นไร อย่างการสื่อสารนี่ บางคนอาจจะกำหนดว่าพุดหมด 5 หน้าใน 3 นาที นี่ก็คงไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่สำหรับบางคนมอง "เวลา" ของเขาเป็นสิ่งมีค่ามากที่สุด ก็อาจจะนำเอาตัวนี้มาจับ นั่นคือเรื่องของ speed ที่พาดพิง

แต่จริงๆแล้ว เรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญ น่าจะมอง หลังการสื่อสารก็คือ เรารู้สึกอย่างไรหลังสื่อสาร สิ่งที่เกิดตามมานั้นเป็นพลังบวกหรือลบ เป็น wholesome หรือ unwholesome ตรงนี้ที่ผมคิดว่าน่าจะตรงกับคำ "ภาษาวิบัติ" หรือ "สัมมาวาจา" อย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า

ยังมีเรื่องราวของ synchronicity หรือ "ความบังเอิญที่ไม่บังเอิญ" อีกมากมายครับ นักวิทยาศาสตร์ (หรือคนที่คิดว่าตนเองเป็น) จะไม่ค่อยอยากสนทนาเรื่องนี้มากนัก เพราะเต็มไปด้วยสิ่งที่ unexplanable ทั้งสิ้น แต่ทว่าการที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นรอบๆตัวเราเต็มไปหมด น่าจะมีอะไรบางอย่าง ที่อาจจะเกี่ยวกับการทำงานของจิตใจ ของ "ความเชื่อมโยงเกี่ยวเนือง" อันมองไม่เห็น ไม่ทราบ "สาเหตุ" อยู่เบื้องหลังการทำงานของมัน

น่าสนใจครับ

 

พี่จูนค่ะ  สวัสดีปีใหม่ค่ะ

วันจันทร์ที่ผ่านมาต้องไปตรวจที่ มอ. เลยแวะไปหาพี่ ๆ ที่พยาธิ พี่โอ๋บอกมะปรางไว้ว่าพี่จูนได้เขียนบันทึกนี้ไว้  และได้เจอกับคุณหมอเต็มศักดิ์ คุณหมอก็บอกว่าพี่จูนเขียนบันทึกนี้เช่นกัน แต่หนูไม่ได้เข้า Gotoknow หลายวัน กลับมาก็เคลีย์งานแถมไม่สบาย เข้ามาอ่านวันก่อนแต่อ่านยังไม่จบค่ะ วันนี้เลยมาอ่านอีกครั้ง 

ขอบคุณมากค่ะ ที่ได้เขียนเรื่องดี ๆ ให้ได้อ่านค่ะ  เห็นภาพและเข้าใจความรู้สึกมากมายค่ะ ^-^

เป็นบันทึกที่ยาวมากค่ะ แต่อ่านทุกตัวอักษร ซึมซับอารมณ์ความรู้สึก คุณจูนเขียนดีมากๆค่ะ ...

กลัวความตายค่ะ กลัวเวลาที่คนที่เรารักต้องตาย กลัวเวลาที่เราจะต้องตาย ... กลัวการพลัดพราก กลัวการทรมานกับความตาย จึงอยากจะทราบมากๆ ว่าการเข้าสู่ประตูความตายเป็นอย่างไร น่ากลัวอย่างที่คิดหรือไม่....ขอบคุณสำหรับบันทึกนี้ค่ะ

น่าจะส่งไปลงเผยแพร่ในนิตยสารนะค่ะ เช่น มติชนรายสัปดาห์ จะเป็นประโยชน์ต่อคนอีกมากค่ะ

แวะมาตอบย้อนหลัง ^_^'

ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์ Phoenix

  • แปลกจังเลยค่ะ  2 คอมเม้นต์ข้างบน มันเหมือนกับว่าเหมือนกัน แต่พออ่านๆไปก็ไม่เหมือนกัน จะว่าระบบส่งซ้ำก้ไม่เชิง ดังนั้นก็เลยเก็บไว้ทั้ง 2 คอมเม้นต์เลย ^_^

 

น้อง มะปรางเปรี้ยว

  • ขอบคุณมากค่ะ
  • เสียดายนะ แวะมา มอ.หลายที แต่ก็ไม่ได้เจอกันสักที
  • ว่าแต่ช่วงนั้น..(ที่น้องมา) ดูเหมือนพี่ก็ไม่ค่อยสบายด้วยเหมือนกัน
  • อากาศร้อนๆ คนเป็นอะไรกันเยอะเนอะ ^^'

 

สวัสดีค่ะ อ. paew

  • ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่าน และฝากคำทักทาย
  • ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆค่ะ
  • แต่เรื่องส่วบทความเผยแพร่ในนิตยสาร ยังขลาดๆอยู่ค่ะ  แหะๆ
  • เหมือนกับว่า เขียนออกจากใจ เขียนง่าย เขียนเอาจริงเอาจัง ให้เป็นงานเป็นการ มันเขียนยาก
  • ขอแค่ไว้เผยแพร่ในเนตแล้วมีคนเข้ามาอ่าน หรือว่าถ้ามีโอกาสเผยแพร่ในวารสารของหน่วยงาน ก็ปลื้มแล้วล่ะค่ะ
  • ขอบคุณค่ะ ^^

คุณแม่เป็นมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้ายปัสวะแล้วเลือดออกจะทำอย่างไรดี

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี