(ต่อ)

 

2007?4??????? 1280*1024 23 - [wallcoo.com]_April_calendar_wallpaper_EA520288.jpg


จริงอยู่ที่เคสนี้หมอได้เคยคุยกับญาติ และเตรียมความพร้อมของญาติมาระยะหนึ่ง   แม้จะพอรับรู้ว่าญาติยอมรับได้แล้ว   แต่ฉันยังไม่เคยประเมินญาติที่ดูแลใกล้ชิดด้วยตนเองสักที ว่ารับรู้สภาพของคนไข้ขณะนี้แค่ไหน   คนไข้ในระยะสุดท้าย มักจะมีอาการดีอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งเหมือนอยู่ๆก็จะมีพลังและดีขึ้นมาอย่างประหลาด จนบางครั้งญาติเกิดความหวังว่าคนไข้จะดีขึ้น   แต่ความจริงนั่นคือพลังเฮือกสุดท้ายของคนไข้ต่างๆหาก

 

ตอนนั้นน้องผู้ชาย ลูกชายคนไข้เดินออกมากับฉัน ฉันจึงถือโอกาสที่เคยสร้างสัมพันธภาพและความไว้วางใจกับเขามาระยะหนึ่งแล้ว ลองประเมินถามเขาดู  ลูกชายคนไข้ตอบว่า เขาทราบดีว่าแม่อยู่ระยะสุดท้าย แต่ก็ยังแอบหวังว่าแม่จะดีขึ้น

ตอนนั้นฉันลังเลมาก ไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันกำลังจะบอกเขาไปมันทำถูกไหม เพราะว่ามันเสี่ยงมากๆ แต่ฉันก็ตัดสินใจบอกน้องเขาไปว่า

" พี่คงต้องบอกน้องนะว่า แม่ดูหายใจแย่ลงนะคะ  และนี่ก็คือจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่มันมาถึงแล้ว หน้ากากออกซิเจนแบบมีถุง คือตัวช่วยตัวสุดท้าย ถ้ามันทำให้แม่หายใจไม่พอ ต่อจากนี้คือการใส่ท่อช่วยหายใจอย่างเดียว  แต่..แม่ได้เลือกแล้วใช่ไหม ? "

ลูกชายคนไข้หน้าเศร้าลงนิด แต่ก็พยักหน้าตอบว่า

" ใช่ครับ แม่เลือกที่จะไม่ใส่ท่อ  "

"  ค่ะ... งั้นสิ่งที่เราจะช่วยคนไข้ได้ คือทำอย่างไรให้คนไข้ทรมานน้อยที่สุด   เพื่อที่จะได้สู่ช่วงสุดท้ายอย่างสงบที่สุด "

ฉันพยายามหลีกเลี่ยงคำพูด ว่า "ความตาย" ฉันรู้ดีว่า นั่นเป็นคำพูดที่ "ทรมาน" ในการได้ยินที่สุดสำหรับญาติ ที่กำลังจะสูญเสียคนซึ่งตนรัก

 

"  ในระยะนี้ คนไข้อาจจะเหนื่อย อาจจะกระสับกระส่าย ดังนั้น..เราต้องช่วยอย่าให้คนไข้กลัว ต้องทำให้คนไข้รู้สึกสงบ  และสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้คนไข้สงบได้ คือ ความมีสติ  ในเวลานั้น ญาติต้องมีสติ  พี่จึงอยากจะบอกน้อง และบอกกับญาติทุกคนว่า ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องตั้งสติให้ดีๆ เตรียมรับทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นเวลาไหนก็ได้ นอกจากนี้ยังมีอีกอย่างที่จะช่วยคนไข้ได้  คือการหาศรัทธาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับคนไข้  ทำให้คนไข้รู้สึกสงบ  "

ฉันไม่รู้ว่าน้องเขาจะรับรู้หรือเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน  แต่ฉันก็ไม่อยากจะพูดอะไรที่มันยาวเกินไป เพราะเชื่อว่า จิตใจของเขาก็คงรับอะไรมากๆไม่ไหวหรอก เพราะสิ่งสำคัญแค่ประโยคสั้นๆ ที่ฉันอยากจะบอกเตือนญาติ  คือคำว่า "สติ"  คำเดียวเท่านั้น  ขอเพียงน้องเขานึก และจำคำนี้ได้ ก็พอแล้ว แค่บอกพอจุดประกายให้เขาได้คิด แล้วที่เหลือให้เขาได้คิดเองบ้าง คงดีกว่าที่เราจะไปยัดเยียดให้

ดูเหมือนน้องผู้ชายคนนั้น จะถามฉันมาประโยคหนึ่งสั้นๆ

" พี่คิดว่าเมื่อไหร่เหรอ คืนนี้รึเปล่า  ?"

ฉันตอบว่า " พี่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หรอกนะ  แค่รู้สึกว่ามันใกล้เข้ามาแล้ว แต่เชื่อว่าคงไม่ใช่คืนนี้หรอก "

แล้วก็ไม่อยากเชื่อ..จะบอกว่าสิ่งนั้นคือลางสังหรณ์ หรือสัมผัสลี้ลับ ก็ฟังเหมือนกับงมงาย

แต่ที่แน่ๆก็คือ...สิ่งที่ฉันรู้สึก หรือสังหรณ์อยู่นั้น... มันเกิดขึ้นมาจริงๆจนได้ !


.......................................

 

<p>???? (?) 8 - [wallcoo.com]_spring_flower_2007_162816.jpg</p><p> </p><p>แล้วก็มาถึงคืนเวรดึกของวันที่ 4 (ซึ่งก็คือช่วง 0-8 น. ของวันที่ 5 เมษา)  </p><p>คุณป้าห้อง 402 มีอาการหายใจแย่ลงมาตั้งแต่เวรบ่ายแล้ว   ปลายเวรเริ่มมี O2 Sat drop ความดันโลหิตก็ฟังไม่ได้ ต้องใช้วิธีคลำเอา ขณะที่ฉันเข้ามารับเวร คุณป้านอนหัวสูง มีแต่ลมหายใจที่หอบลึก แต่สม่ำเสมอ มือของป้าเย็น ปลายนิ้วซีดเขียวเล็กน้อย </p><p>สัมผัสตอนนั้นบอกกับฉัน... คุณป้าคงไม่เกินคืนนี้แล้ว</p><blockquote>

ตอนนั้น สามี ลูกชาย และลูกสาวของคนไข้ (ยกเว้นลูกสาวอีกคนซึ่งตั้งครรภ์แก่ คาดว่าคงกลับไปนอนพักอยู่ที่บ้าน)   กำลังคุยกัน ฉันได้ยินแว่วๆว่า คืนนี้จะนอนกันยังไงดี ใครจะกลับไปนอนบ้าน (ประมาณนั้นนะ ได้ยันไม่ชัดหรอก) ฉันจึงตัดสินใจบอกพวกเขาไปว่า

" พี่คิดว่า น้องอย่ากลับกันเลยนะคะ อยู่กับแม่เถอะ   คืนนี้พี่อนุญาตให้อยู่เกินได้ "

ปกติห้องพิเศษให้เฝ้าได้ไม่เกิน 2 คน และญาติก็จะปฏิบัติตามกติกาเคร่งครัดน่ารักมาก   พอฟังแบบนั้นญาติลูกสาวก็มองหน้าฉัน เหมือนจะถามประมาณว่า

 "พี่คิดว่า คืนนี้หรือ "

</blockquote><p> </p><p>มันไม่ถูกต้องหรอกนะ   กับการที่เราจะไปทำนายแจ้งบทสุดท้ายของชีวิตให้ใคร   แต่ในตอนนั้นฉันคิดว่า.. ควรให้เวลาเตรียมตัวเตรียมใจกับญาติ ในเมื่อเขาสามารถรับได้ และพยายามยอมรับมาตลอด   เขาก็คงอยากจะรู้ตัวล่วงหน้า และเตรียมใจล่วงหน้า กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นตอน ไม่ใช่อยู่ๆปุบปับ พอเกิดแล้วค่อยบอก</p><p>"   จากประสบการณ์และความรู้สึกของพี่   พี่คิดว่าคนไข้ อาจจะไม่พ้นคืนนี้นะคะ   และคิดว่าป้าคงอยากจะอยู่กับลูกๆมากที่สุด   ดังนั้นน้องอย่ากลับเลยนะ อยู่ใกล้ๆแม่เถอะ  ถ้าน้องเพลีย น้องไปนอนที่โซฟารับแขกหน้าทีวีก็ได้นะ   พี่อนุญาต เผื่อว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น น้องจะได้มาอยู่ใกล้ๆแม่ทัน"</p><p>ลูกสาวจึงบอกว่า " ไม่นอนข้างนอกหรอกพี่  ถ้าง่วง..เดี๋ยวก็ขอนั่งฟุบใกล้ๆข้างเตียงนี่แหล่ะ "</p><p>จากนั้นถามฉันอย่างลังเลว่า</p><p>"  พี่ว่า ตอนนี้แม่รู้สึกตัวไหม ? "</p><p></p><p></p><blockquote>

ฉันจึงบอกกับญาติไปว่า   ...

" คนไข้ดูภายนอกแบบนี้เหมือนไม่รู้สึกตัวนะ   ไม่มีใครรู้หรอกว่าความรู้สึกหรือระดับสติช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร แต่มีนักวิชาการบอกว่า คนไข้จะยังได้ยิน และรู้สึกต่อสัมผัส เพียงแต่ตอบสนองไม่ได้เท่านั้น   ดังนั้นในเวลานี้ แม่อาจจะพูดไม่ได้ อาจจะมองไม่เห็น แต่แม่ก็จะยังรู้สึกตัวแบบริบหรี่   เหมือนอยู่ในความมืด มีสติที่วูบวาบ เหมือนคนที่ใกล้จะหลับ   ความรู้สึกในตอนนี้อาจจะกลัว ดังนั้น..ถ้าหากได้ลูกๆบีบมือให้แม่รู้ว่าเราอยู่ตรงนี้นะ   พูดข้างๆหูแม่ ปลอบแม่บ่อยๆว่าไม่ต้องกลัว   แม่จะได้รู้สึกว่าลูกอยู่ใกล้ๆ.. จะได้ไม่กลัว และจะได้สงบ ดีไหมคะ "

ดังนั้น.. คืนนั้นทั้งลูกสาวและลูกชาย จึงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง พอง่วงก็ฟุบอยู่ข้างๆแม่   มือข้างหนึ่งวางบนมือ วางบนแขนของแม่

เป็นภาพที่ดูอบอุ่นและน่าตื้นตัวแทนคนไข้จริงๆ

</blockquote><p> </p><p>..................</p><p></p><p> </p><p>???? (?) 2 - [wallcoo.com]_spring_flower_2007_162441.jpg</p><p> </p><p>ฉันรีบเคลียร์งานข้างนอก ของคนไข้ห้องอื่นๆ ทั้งการเช็คยาเช็คเอกสารตามภาระงานของเวรดึก รีบทำรีบพิมพ์ไว้ เพราะถ้าเกิดอะไรกับป้าห้อง 402 จะได้ไม่วุ่นวายมาก</p><p>จากนั้นก็จะแวะเข้าไปดู ไปเช็ค O2 sat ทุกครึ่งชั่วโมง. เพื่อจะได้บอกญาติได้ทัน ว่าคุณป้าเริ่มแย่ลงมากตอนไหน</p><p>ช่วงต้นเวร สัญญาณชีพของป้าอ่อนล้ามาก ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตฟังไม่ได้   แพทย์เวรรับทราบอาการตลอด แต่คงไม่ทำมากไปกว่านี้ นอกจาก   "รอ"  </p><p></p><blockquote>

แล้วก็มีเรื่องประหลาดที่ฉันได้เจอ   โดยที่ฉันก็ไม่เข้าใจ (นอกจากนึกเดาไปเอง) ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

นั่นคือเวลาที่ฉันวัด O2 sat ให้คุณป้าท่านนั้น จะตรวจพบว่า O2 sat ที่ได้ต่ำลงมาก  แค่ 70-80 กว่าเอง   แต่พอฉันจับมือบีบปลายมือป้า แล้วพูดข้างหูของท่าน ปลอบถามท่านว่า เหนื่อยมากไหม   ไม่เป็นไรนะคะ  อย่ากลัวนะ   แค่ไม่กี่อึดใจต่อมา O2 sat มันก็จะขึ้นมาทันที  เป็น 94-96 %

</blockquote><p>นี่ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวนะ   แต่ว่า..มันเป็นทุกครั้งเลย   บางทีแค่ถือกุมมือป้าไว้ แล้วพูดบอกญาติ ถึงความรู้สึกที่ คาดว่าคนไข้อาจจะกำลังต้องการอยู่   เช่น </p><p>" ป้านั่งท่านี้นานแล้วนะ มาช่วยขยับท่าให้หน่อยดีไหม   จะได้ดูว่าปัสสาวะหรือยังด้วย  พวกพี่จะได้ช่วยเปลี่ยน white pad (แผ่นรองซับ) ให้ " </p><p>แค่พูดแค่นี้  O2 sat ก็ขึ้น ทั้งๆที่คนไข้ ไม่ได้สูดหายใจแรงขึ้นแต่อย่างใด</p><p> </p><p>มีทางเป็นไปได้ 3 ประการ </p><ol>

  •  เครื่องวัด O2 sat มัน error   ..แต่ไม่น่าจะใช่ เพราะวัดออกอื่นได้ปกติ
  • มือของฉันมันร้อน (ก็เพิ่งวัดไข้ตัวเองมา กำลังมีไข้ 38 C ) พอจับมือเย็นๆของคนไข้ ความร้อนจึงถ่ายเทลงไปให้ ทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว เลือดไหลเวียนปลายนิ้วดีขึ้น จึงมีความอิ่มตัวของออกซิเจนเพิ่มขึ้น... เหตุผลนี้ฉันเดา
  •  คนไข้แม้นอนไม่ได้สติ  แต่ในใจคนไข้สัมผัสรับรู้ต่อสอ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ได้ยินได้  เพียงแต่ไม่สามารถบอกความต้องการของตนเองได้
  • </ol><p>เหตุผลข้อที่ 3 ทำให้ฉันขนลุก</p><p>แต่พูดไปก็เหมือนงมงาย หรือโอเว่อร์นะ   แต่ฉันสัมผัสความรู้สึกบางอย่างได้..ฉันมีความรู้สึกว่า    "คนไข้รู้"</p><p>
    ...................</p><p></p><p></p><p> </p><p align="right">???? (?) 11 - [wallcoo.com]_spring_flower_2007_162825.jpg</p><p> </p><p>คืนนั้นช่วงครึ่งเวรแรกผ่านไปอย่างสงบมาก   คนไข้แม้นอนหายใจหอบลึก แต่ก็ไม่ได้กระสับกระส่ายทรมาน สัญญาณชีพแม้วัดลำบาก แต่สิ่งที่สามารถบอกได้ว่าคนไข้ "ยังอยู่"  คือลมหายใจ</p><p>เข้าสู่กลางเวร ไข้ของฉันเริ่มลง   สงสัยเพราะพาราเซตอีกเม็ดที่เพิ่งกินไปออกฤทธิ์   อาการปวดเมื่อยตัวดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังขอร้องน้องๆในเวรให้ช่วยปิดพัดลมชั่วคราว   เพราะพอโดนแอร์หรือโดนพัดลม ฉันยังเจ็บสะท้านแปลบปลาบไปทั้งตัวอยู่</p><p>เหมือนกับป้าเห็นใจพยาบาลและลูกๆนะ   ป้านอนอย่างสงบจนถึงเกือบตีสี่   แม้สัญญาณชีพข้างในร่างกายของป้าจะเริ่มแย่ลง แต่ป้าไม่ได้แสดงอาการภายนอกให้เห็นเลย   คุณป้ารอจนพยาบาลเคลียร์งานต่างๆของคนไข้คนอื่นเกือบเรียบร้อย เหลือแค่สรุปช่วงเช้าอย่างเดียว รอให้ลูกได้ฟุบกันไปคนละงีบเพื่อเอาแรง</p><p>ความจริง 3.30 น. ป้าก็เริ่มหายใจสะท้อน  ( air hunger ) นิดหน่อยเป็นช่วงๆ</p><p>แต่ก็แปลกอีกนั่นแหล่ะ   พอได้จับมือ บีบมือให้ป้า และเพิ่ม rate  O2 ให้เป็น 15 LPM   , O2 sat ของป้าก็ขึ้น </p><p>ตีสี่   หลังจากเข้าไปช่วยเปลี่ยนแผ่นรองเปื้อนให้ป้า เพื่อให้ป้าได้รู้สึกสบายตัวขึ้น ลูกชายกับลูกสาวของป้าก็เริ่มตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา   ตอนนั้นเอง ฉันก็เริ่มสังเกตว่า ป้าเริ่มมีหยุดหายใจช่วงสั้นๆ   ฉันจึงบอกกับญาติว่า ให้มาจับมือแม่ไว้นะ </p><p>เพราะตอนนั้น ชีพจรของคนไข้เริ่มช้าลงแล้ว และก็เป็นเคสที่แปลก   คือฉันไม่เห็นอาการหายใจเฮือกๆ ในคนไข้รายนี้เลย   คุณป้าดูสงบมากๆ ป้าหายใจช้าๆลง ช้าลง และลมหายใจสุดท้ายของท่าน ที่ฉันเห็น แล้วก็ค้างหายไป.. คือตอน 4.13 น. </p><p>ฉันบอกญาติตอนนั้น และให้น้องๆในทีม ไปเอาเครื่อง monitor EKG มาติด เพราะว่าฉันฟังเสียงหัวใจไม่ได้ มันเหมือนแว่วๆ แต่เบาๆ ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า   จากนั้นฉันจึงโทรบอกหมอ   ให้หมอลงมาตรวจคนไข้เพื่อคอนเฟิร์มอีกครั้ง ก่อนจะบอก "การตาย" กับญาติ</p><p> </p><p> </p><p> </p><p> </p><p>???? (?) 9 - [wallcoo.com]_spring_flower_2007_162819.jpg
     </p>
    <p>ความตายเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่การตายอย่างสงบ อย่างสมคุณค่าความเป็นมนุษย์ ตายอย่างอบอุ่นท่ามกลางคนที่รัก กลับเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นสิ่งที่แทบทุกคนล้วนปรารถนา </p><p>เพียงแต่จะมีใครสักกี่คน ที่ได้โชคดี และมีวาสนาเช่นนี้ ?</p><p>จริงอยู่ความตายคือความทุกข์ ของคนที่อยู่ข้างหลัง   หากขณะเดียวกัน มันก็คือความสุข ที่สามารถได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของคนที่จากไป</p><p>ฉันไม่ได้ยินดีต่อความตาย แต่ฉันยินดีแทนคนไข้ ที่สามารถก้าวข้ามผ่านประตูสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ ยินดีแทนญาติ ที่มาร่วมกันส่งคนไข้หน้าประตูแห่งความตายนี้อย่างสงบ ถึงแม้ไม่อาจห้ามน้ำตาแห่งความอาลัย แต่ฉันรู้ว่า ทุกคนเต็มใจ ไม่มีอาการยื้อแย่ง ขัดขวางอย่างขาดสติ.. เพราะทุกคนรู้  </p><p>"แม่ไปสบายแล้ว"</p><p>ถ้าดวงวิญญาณของคุณป้าท่านนั้นสามารถรับรู้ได้ ฉันอยากจะบอกว่า...ขอให้คุณป้าหลับให้สบายเถิดนะคะ   ขอบคุณสำหรับความรักเอ็นดู ขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มอบให้    รู้สึกตื้นตันใจมากที่ได้รับเกียรติให้อยู่ร่วมส่งคุณป้าในคืนสุดท้าย ร่วมกับบรรดาคนในครอบครัวในคืนนี้   ขอบคุณจริงๆค่ะ</p><p> ......</p><p></p><p align="center"></p><p> </p><p align="center">???? (?) 4 - [wallcoo.com]_spring_flower_2007_162717.jpg</p><p> </p><p>คืนนั้น.. จำได้ว่าฉันเดินทางไปขึ้นเวรดึกด้วยความรู้สึกเจ็บปวดทรมาน แต่เช้าวันรุ่งขึ้น..ฉันกลับลงเวรมาด้วยความรู้สึกโล่ง เบาหวิว   แม้กระทั่งความเจ็บปวดทางกายและอาการไข้ที่ไร้สาเหตุของเมื่อคืน ก็ราวกับหายไปอย่างปลิดทิ้ง</p><p>ทั้งหมดมันคืออะไรกันแน่ และเกิดจากอะไรกันแน่ ?</p><p>แต่ที่แน่ๆ..มาถึงตรงนี้..ฉันคิดว่าฉันได้รับคำตอบแล้วนะ ว่า  "อะไร..คือพลังเรียกหา..ผลักดัน ให้ฉันขึ้นเวรดึกเมื่อคืนให้ได้"</p><p>ท่านผู้อ่านล่ะ.. กำลังคิดเหมือนอยู่ฉันรึเปล่าคะ ?</p><p>
    ........................................................</p><p></p><p></p><p></p><p></p><p></p><p>หมายเหตุ : ขอโทษนะคะ ถ้าบันทึกนี้มันยาวจริงๆ</p><p>แต่ก็ไม่อยากแบ่งเป็นหลายลิ้งค์ค่ะ อยากรวมไว้อยู่ในหน้าเดียวเท่านั้น.......  /</p><p>                                                                      k-jira</p><p></p><p></p><p></p>