(ต่อ)
จริงอยู่ที่เคสนี้หมอได้เคยคุยกับญาติ และเตรียมความพร้อมของญาติมาระยะหนึ่ง แม้จะพอรับรู้ว่าญาติยอมรับได้แล้ว แต่ฉันยังไม่เคยประเมินญาติที่ดูแลใกล้ชิดด้วยตนเองสักที ว่ารับรู้สภาพของคนไข้ขณะนี้แค่ไหน คนไข้ในระยะสุดท้าย มักจะมีอาการดีอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งเหมือนอยู่ๆก็จะมีพลังและดีขึ้นมาอย่างประหลาด จนบางครั้งญาติเกิดความหวังว่าคนไข้จะดีขึ้น แต่ความจริงนั่นคือพลังเฮือกสุดท้ายของคนไข้ต่างๆหาก
ตอนนั้นน้องผู้ชาย ลูกชายคนไข้เดินออกมากับฉัน ฉันจึงถือโอกาสที่เคยสร้างสัมพันธภาพและความไว้วางใจกับเขามาระยะหนึ่งแล้ว ลองประเมินถามเขาดู ลูกชายคนไข้ตอบว่า เขาทราบดีว่าแม่อยู่ระยะสุดท้าย แต่ก็ยังแอบหวังว่าแม่จะดีขึ้น
ตอนนั้นฉันลังเลมาก ไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันกำลังจะบอกเขาไปมันทำถูกไหม เพราะว่ามันเสี่ยงมากๆ แต่ฉันก็ตัดสินใจบอกน้องเขาไปว่า
" พี่คงต้องบอกน้องนะว่า แม่ดูหายใจแย่ลงนะคะ และนี่ก็คือจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่มันมาถึงแล้ว หน้ากากออกซิเจนแบบมีถุง คือตัวช่วยตัวสุดท้าย ถ้ามันทำให้แม่หายใจไม่พอ ต่อจากนี้คือการใส่ท่อช่วยหายใจอย่างเดียว แต่..แม่ได้เลือกแล้วใช่ไหม ? "
ลูกชายคนไข้หน้าเศร้าลงนิด แต่ก็พยักหน้าตอบว่า
" ใช่ครับ แม่เลือกที่จะไม่ใส่ท่อ "
" ค่ะ... งั้นสิ่งที่เราจะช่วยคนไข้ได้ คือทำอย่างไรให้คนไข้ทรมานน้อยที่สุด เพื่อที่จะได้สู่ช่วงสุดท้ายอย่างสงบที่สุด "
ฉันพยายามหลีกเลี่ยงคำพูด ว่า "ความตาย" ฉันรู้ดีว่า นั่นเป็นคำพูดที่ "ทรมาน" ในการได้ยินที่สุดสำหรับญาติ ที่กำลังจะสูญเสียคนซึ่งตนรัก
" ในระยะนี้ คนไข้อาจจะเหนื่อย อาจจะกระสับกระส่าย ดังนั้น..เราต้องช่วยอย่าให้คนไข้กลัว ต้องทำให้คนไข้รู้สึกสงบ และสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้คนไข้สงบได้ คือ ความมีสติ ในเวลานั้น ญาติต้องมีสติ พี่จึงอยากจะบอกน้อง และบอกกับญาติทุกคนว่า ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องตั้งสติให้ดีๆ เตรียมรับทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นเวลาไหนก็ได้ นอกจากนี้ยังมีอีกอย่างที่จะช่วยคนไข้ได้ คือการหาศรัทธาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับคนไข้ ทำให้คนไข้รู้สึกสงบ "
ฉันไม่รู้ว่าน้องเขาจะรับรู้หรือเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน แต่ฉันก็ไม่อยากจะพูดอะไรที่มันยาวเกินไป เพราะเชื่อว่า จิตใจของเขาก็คงรับอะไรมากๆไม่ไหวหรอก เพราะสิ่งสำคัญแค่ประโยคสั้นๆ ที่ฉันอยากจะบอกเตือนญาติ คือคำว่า "สติ" คำเดียวเท่านั้น ขอเพียงน้องเขานึก และจำคำนี้ได้ ก็พอแล้ว แค่บอกพอจุดประกายให้เขาได้คิด แล้วที่เหลือให้เขาได้คิดเองบ้าง คงดีกว่าที่เราจะไปยัดเยียดให้
ดูเหมือนน้องผู้ชายคนนั้น จะถามฉันมาประโยคหนึ่งสั้นๆ
" พี่คิดว่าเมื่อไหร่เหรอ คืนนี้รึเปล่า ?"
ฉันตอบว่า " พี่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หรอกนะ แค่รู้สึกว่ามันใกล้เข้ามาแล้ว แต่เชื่อว่าคงไม่ใช่คืนนี้หรอก "
แล้วก็ไม่อยากเชื่อ..จะบอกว่าสิ่งนั้นคือลางสังหรณ์ หรือสัมผัสลี้ลับ ก็ฟังเหมือนกับงมงาย
แต่ที่แน่ๆก็คือ...สิ่งที่ฉันรู้สึก หรือสังหรณ์อยู่นั้น... มันเกิดขึ้นมาจริงๆจนได้ !
.......................................
<p>
</p><p> </p><p>แล้วก็มาถึงคืนเวรดึกของวันที่ 4 (ซึ่งก็คือช่วง 0-8 น. ของวันที่ 5 เมษา) </p><p>คุณป้าห้อง 402 มีอาการหายใจแย่ลงมาตั้งแต่เวรบ่ายแล้ว ปลายเวรเริ่มมี O2 Sat drop ความดันโลหิตก็ฟังไม่ได้ ต้องใช้วิธีคลำเอา ขณะที่ฉันเข้ามารับเวร คุณป้านอนหัวสูง มีแต่ลมหายใจที่หอบลึก แต่สม่ำเสมอ มือของป้าเย็น ปลายนิ้วซีดเขียวเล็กน้อย </p><p>สัมผัสตอนนั้นบอกกับฉัน... คุณป้าคงไม่เกินคืนนี้แล้ว</p><blockquote>
ตอนนั้น สามี ลูกชาย และลูกสาวของคนไข้ (ยกเว้นลูกสาวอีกคนซึ่งตั้งครรภ์แก่ คาดว่าคงกลับไปนอนพักอยู่ที่บ้าน) กำลังคุยกัน ฉันได้ยินแว่วๆว่า คืนนี้จะนอนกันยังไงดี ใครจะกลับไปนอนบ้าน (ประมาณนั้นนะ ได้ยันไม่ชัดหรอก) ฉันจึงตัดสินใจบอกพวกเขาไปว่า
" พี่คิดว่า น้องอย่ากลับกันเลยนะคะ อยู่กับแม่เถอะ คืนนี้พี่อนุญาตให้อยู่เกินได้ "
ปกติห้องพิเศษให้เฝ้าได้ไม่เกิน 2 คน และญาติก็จะปฏิบัติตามกติกาเคร่งครัดน่ารักมาก พอฟังแบบนั้นญาติลูกสาวก็มองหน้าฉัน เหมือนจะถามประมาณว่า
"พี่คิดว่า คืนนี้หรือ "
</blockquote><p> </p><p>มันไม่ถูกต้องหรอกนะ กับการที่เราจะไปทำนายแจ้งบทสุดท้ายของชีวิตให้ใคร แต่ในตอนนั้นฉันคิดว่า.. ควรให้เวลาเตรียมตัวเตรียมใจกับญาติ ในเมื่อเขาสามารถรับได้ และพยายามยอมรับมาตลอด เขาก็คงอยากจะรู้ตัวล่วงหน้า และเตรียมใจล่วงหน้า กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นตอน ไม่ใช่อยู่ๆปุบปับ พอเกิดแล้วค่อยบอก</p><p>" จากประสบการณ์และความรู้สึกของพี่ พี่คิดว่าคนไข้ อาจจะไม่พ้นคืนนี้นะคะ และคิดว่าป้าคงอยากจะอยู่กับลูกๆมากที่สุด ดังนั้นน้องอย่ากลับเลยนะ อยู่ใกล้ๆแม่เถอะ ถ้าน้องเพลีย น้องไปนอนที่โซฟารับแขกหน้าทีวีก็ได้นะ พี่อนุญาต เผื่อว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น น้องจะได้มาอยู่ใกล้ๆแม่ทัน"</p><p>ลูกสาวจึงบอกว่า " ไม่นอนข้างนอกหรอกพี่ ถ้าง่วง..เดี๋ยวก็ขอนั่งฟุบใกล้ๆข้างเตียงนี่แหล่ะ "</p><p>จากนั้นถามฉันอย่างลังเลว่า</p><p>" พี่ว่า ตอนนี้แม่รู้สึกตัวไหม ? "</p><p></p><p></p><blockquote>
ฉันจึงบอกกับญาติไปว่า ...
" คนไข้ดูภายนอกแบบนี้เหมือนไม่รู้สึกตัวนะ ไม่มีใครรู้หรอกว่าความรู้สึกหรือระดับสติช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร แต่มีนักวิชาการบอกว่า คนไข้จะยังได้ยิน และรู้สึกต่อสัมผัส เพียงแต่ตอบสนองไม่ได้เท่านั้น ดังนั้นในเวลานี้ แม่อาจจะพูดไม่ได้ อาจจะมองไม่เห็น แต่แม่ก็จะยังรู้สึกตัวแบบริบหรี่ เหมือนอยู่ในความมืด มีสติที่วูบวาบ เหมือนคนที่ใกล้จะหลับ ความรู้สึกในตอนนี้อาจจะกลัว ดังนั้น..ถ้าหากได้ลูกๆบีบมือให้แม่รู้ว่าเราอยู่ตรงนี้นะ พูดข้างๆหูแม่ ปลอบแม่บ่อยๆว่าไม่ต้องกลัว แม่จะได้รู้สึกว่าลูกอยู่ใกล้ๆ.. จะได้ไม่กลัว และจะได้สงบ ดีไหมคะ "
ดังนั้น.. คืนนั้นทั้งลูกสาวและลูกชาย จึงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง พอง่วงก็ฟุบอยู่ข้างๆแม่ มือข้างหนึ่งวางบนมือ วางบนแขนของแม่
เป็นภาพที่ดูอบอุ่นและน่าตื้นตัวแทนคนไข้จริงๆ
</blockquote><p> </p><p>..................</p><p></p><p> </p><p>
</p><p> </p><p>ฉันรีบเคลียร์งานข้างนอก ของคนไข้ห้องอื่นๆ ทั้งการเช็คยาเช็คเอกสารตามภาระงานของเวรดึก รีบทำรีบพิมพ์ไว้ เพราะถ้าเกิดอะไรกับป้าห้อง 402 จะได้ไม่วุ่นวายมาก</p><p>จากนั้นก็จะแวะเข้าไปดู ไปเช็ค O2 sat ทุกครึ่งชั่วโมง. เพื่อจะได้บอกญาติได้ทัน ว่าคุณป้าเริ่มแย่ลงมากตอนไหน</p><p>ช่วงต้นเวร สัญญาณชีพของป้าอ่อนล้ามาก ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตฟังไม่ได้ แพทย์เวรรับทราบอาการตลอด แต่คงไม่ทำมากไปกว่านี้ นอกจาก "รอ" </p><p></p><blockquote>
แล้วก็มีเรื่องประหลาดที่ฉันได้เจอ โดยที่ฉันก็ไม่เข้าใจ (นอกจากนึกเดาไปเอง) ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร
นั่นคือเวลาที่ฉันวัด O2 sat ให้คุณป้าท่านนั้น จะตรวจพบว่า O2 sat ที่ได้ต่ำลงมาก แค่ 70-80 กว่าเอง แต่พอฉันจับมือบีบปลายมือป้า แล้วพูดข้างหูของท่าน ปลอบถามท่านว่า เหนื่อยมากไหม ไม่เป็นไรนะคะ อย่ากลัวนะ แค่ไม่กี่อึดใจต่อมา O2 sat มันก็จะขึ้นมาทันที เป็น 94-96 %
</blockquote><p>นี่ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวนะ แต่ว่า..มันเป็นทุกครั้งเลย บางทีแค่ถือกุมมือป้าไว้ แล้วพูดบอกญาติ ถึงความรู้สึกที่ คาดว่าคนไข้อาจจะกำลังต้องการอยู่ เช่น </p><p>" ป้านั่งท่านี้นานแล้วนะ มาช่วยขยับท่าให้หน่อยดีไหม จะได้ดูว่าปัสสาวะหรือยังด้วย พวกพี่จะได้ช่วยเปลี่ยน white pad (แผ่นรองซับ) ให้ " </p><p>แค่พูดแค่นี้ O2 sat ก็ขึ้น ทั้งๆที่คนไข้ ไม่ได้สูดหายใจแรงขึ้นแต่อย่างใด</p><p> </p><p>มีทางเป็นไปได้ 3 ประการ </p><ol>
</ol><p>เหตุผลข้อที่ 3 ทำให้ฉันขนลุก</p><p>แต่พูดไปก็เหมือนงมงาย หรือโอเว่อร์นะ แต่ฉันสัมผัสความรู้สึกบางอย่างได้..ฉันมีความรู้สึกว่า "คนไข้รู้"</p><p>
...................</p><p></p><p></p><p> </p><p align="right">
</p><p> </p><p>คืนนั้นช่วงครึ่งเวรแรกผ่านไปอย่างสงบมาก คนไข้แม้นอนหายใจหอบลึก แต่ก็ไม่ได้กระสับกระส่ายทรมาน สัญญาณชีพแม้วัดลำบาก แต่สิ่งที่สามารถบอกได้ว่าคนไข้ "ยังอยู่" คือลมหายใจ</p><p>เข้าสู่กลางเวร ไข้ของฉันเริ่มลง สงสัยเพราะพาราเซตอีกเม็ดที่เพิ่งกินไปออกฤทธิ์ อาการปวดเมื่อยตัวดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังขอร้องน้องๆในเวรให้ช่วยปิดพัดลมชั่วคราว เพราะพอโดนแอร์หรือโดนพัดลม ฉันยังเจ็บสะท้านแปลบปลาบไปทั้งตัวอยู่</p><p>เหมือนกับป้าเห็นใจพยาบาลและลูกๆนะ ป้านอนอย่างสงบจนถึงเกือบตีสี่ แม้สัญญาณชีพข้างในร่างกายของป้าจะเริ่มแย่ลง แต่ป้าไม่ได้แสดงอาการภายนอกให้เห็นเลย คุณป้ารอจนพยาบาลเคลียร์งานต่างๆของคนไข้คนอื่นเกือบเรียบร้อย เหลือแค่สรุปช่วงเช้าอย่างเดียว รอให้ลูกได้ฟุบกันไปคนละงีบเพื่อเอาแรง</p><p>ความจริง 3.30 น. ป้าก็เริ่มหายใจสะท้อน ( air hunger ) นิดหน่อยเป็นช่วงๆ</p><p>แต่ก็แปลกอีกนั่นแหล่ะ พอได้จับมือ บีบมือให้ป้า และเพิ่ม rate O2 ให้เป็น 15 LPM , O2 sat ของป้าก็ขึ้น </p><p>ตีสี่ หลังจากเข้าไปช่วยเปลี่ยนแผ่นรองเปื้อนให้ป้า เพื่อให้ป้าได้รู้สึกสบายตัวขึ้น ลูกชายกับลูกสาวของป้าก็เริ่มตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ตอนนั้นเอง ฉันก็เริ่มสังเกตว่า ป้าเริ่มมีหยุดหายใจช่วงสั้นๆ ฉันจึงบอกกับญาติว่า ให้มาจับมือแม่ไว้นะ </p><p>เพราะตอนนั้น ชีพจรของคนไข้เริ่มช้าลงแล้ว และก็เป็นเคสที่แปลก คือฉันไม่เห็นอาการหายใจเฮือกๆ ในคนไข้รายนี้เลย คุณป้าดูสงบมากๆ ป้าหายใจช้าๆลง ช้าลง และลมหายใจสุดท้ายของท่าน ที่ฉันเห็น แล้วก็ค้างหายไป.. คือตอน 4.13 น. </p><p>ฉันบอกญาติตอนนั้น และให้น้องๆในทีม ไปเอาเครื่อง monitor EKG มาติด เพราะว่าฉันฟังเสียงหัวใจไม่ได้ มันเหมือนแว่วๆ แต่เบาๆ ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า จากนั้นฉันจึงโทรบอกหมอ ให้หมอลงมาตรวจคนไข้เพื่อคอนเฟิร์มอีกครั้ง ก่อนจะบอก "การตาย" กับญาติ</p><p> </p><p> </p><p> </p><p> </p><p>![???? (?) 9 - [wallcoo.com]_spring_flower_2007_162819.jpg ???? (?) 9 - [wallcoo.com]_spring_flower_2007_162819.jpg](http://www.wallcoo.com/flower/spring_flower_2007_1024/s/s[wallcoo.com]_spring_flower_2007_1628190.jpg)
</p><p>ความตายเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่การตายอย่างสงบ อย่างสมคุณค่าความเป็นมนุษย์ ตายอย่างอบอุ่นท่ามกลางคนที่รัก กลับเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นสิ่งที่แทบทุกคนล้วนปรารถนา </p><p>เพียงแต่จะมีใครสักกี่คน ที่ได้โชคดี และมีวาสนาเช่นนี้ ?</p><p>จริงอยู่ความตายคือความทุกข์ ของคนที่อยู่ข้างหลัง หากขณะเดียวกัน มันก็คือความสุข ที่สามารถได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของคนที่จากไป</p><p>ฉันไม่ได้ยินดีต่อความตาย แต่ฉันยินดีแทนคนไข้ ที่สามารถก้าวข้ามผ่านประตูสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ ยินดีแทนญาติ ที่มาร่วมกันส่งคนไข้หน้าประตูแห่งความตายนี้อย่างสงบ ถึงแม้ไม่อาจห้ามน้ำตาแห่งความอาลัย แต่ฉันรู้ว่า ทุกคนเต็มใจ ไม่มีอาการยื้อแย่ง ขัดขวางอย่างขาดสติ.. เพราะทุกคนรู้ </p><p>"แม่ไปสบายแล้ว"</p><p>ถ้าดวงวิญญาณของคุณป้าท่านนั้นสามารถรับรู้ได้ ฉันอยากจะบอกว่า...ขอให้คุณป้าหลับให้สบายเถิดนะคะ ขอบคุณสำหรับความรักเอ็นดู ขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มอบให้ รู้สึกตื้นตันใจมากที่ได้รับเกียรติให้อยู่ร่วมส่งคุณป้าในคืนสุดท้าย ร่วมกับบรรดาคนในครอบครัวในคืนนี้ ขอบคุณจริงๆค่ะ</p><p> ......</p><p></p><p align="center"></p><p> </p><p align="center">
</p><p> </p><p>คืนนั้น.. จำได้ว่าฉันเดินทางไปขึ้นเวรดึกด้วยความรู้สึกเจ็บปวดทรมาน แต่เช้าวันรุ่งขึ้น..ฉันกลับลงเวรมาด้วยความรู้สึกโล่ง เบาหวิว แม้กระทั่งความเจ็บปวดทางกายและอาการไข้ที่ไร้สาเหตุของเมื่อคืน ก็ราวกับหายไปอย่างปลิดทิ้ง</p><p>ทั้งหมดมันคืออะไรกันแน่ และเกิดจากอะไรกันแน่ ?</p><p>แต่ที่แน่ๆ..มาถึงตรงนี้..ฉันคิดว่าฉันได้รับคำตอบแล้วนะ ว่า "อะไร..คือพลังเรียกหา..ผลักดัน ให้ฉันขึ้นเวรดึกเมื่อคืนให้ได้"</p><p>ท่านผู้อ่านล่ะ.. กำลังคิดเหมือนอยู่ฉันรึเปล่าคะ ?</p><p>
........................................................</p><p></p><p></p><p></p><p></p><p></p><p>หมายเหตุ : ขอโทษนะคะ ถ้าบันทึกนี้มันยาวจริงๆ</p><p>แต่ก็ไม่อยากแบ่งเป็นหลายลิ้งค์ค่ะ อยากรวมไว้อยู่ในหน้าเดียวเท่านั้น....... /</p><p> k-jira</p><p></p><p></p><p></p>
![2007?4??????? 1280*1024 23 - [wallcoo.com]_April_calendar_wallpaper_EA520288.jpg 2007?4??????? 1280*1024 23 - [wallcoo.com]_April_calendar_wallpaper_EA520288.jpg](http://www.wallcoo.com/other/200704wallcoo/s/s%5Bwallcoo.com%5D_April_calendar_wallpaper_EA5202880.jpg)