ถึงแม้จะเป็นการเดินทางที่พวกเราอยู่บนรถยาวนานที่สุด เกือบ 30 ชั่วโมง แต่ทุกวินาที ดิฉันเชื่อว่า เด็ก ๆ ต่างมีความสุขค่ะ

                  จาก บันทึกนี้หลังจากส่งบันทึกเสร็จ ก็ต้องเร่งรีบขนกระเป๋าขึ้นรถเก๋งคู่ชีพ  เพื่อให้ทันก่อนล้อรถไฟเลื่อน  จึงยังไม่ทันได้แม้แต่จะจัดบันทึกให้สวยงาม

               ถึงสถานีรถไฟก็ใกล้เวลาที่ล้อรถไฟจะเลื่อน  ต่างกระหืบกระหอบลากบ้าง จูงบ้าง  เพื่อไปให้ถึงโบกี้ก่อนเวลาออก 17.30 น.

               คุณเมตตา และเด็ก ๆ รถอยู่บนรถไฟเรียบร้อยแล้ว  นึกไม่ออกเลยว่า คืนนี้ พวกเรา (ดิฉัน และคุณเมตตา)  จะรับมือกับเด็ก ๆ จอมทะโมน ทั้งหมด 4 คน ได้อย่างไร

             เป็นไปตามคาดค่ะ  หนูน้อยทั้ง 4 คน  ต่างไม่เว้นช่องว่าง ให้คุณแม่ ๆ ได้พูดคุยกับพวกเธอเลย

             เพราะคุณเธอทั้ง 4 ต่างก็ทั้งร้อง ทั้งเต้น  ทั้งเล่น และทั้งรำ ทำเอาบรรดาผู้ร่วมชะตากรรมโบกี้เดียวกันกับเรา  ต่างพลอยไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันไปด้วย

            และแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น  มีอะไรเกิดขึ้นตั้งมากมายระหว่างการเดินทางอันยาวนานนี้

  • ตั้งแต่เวลา 17.30 น. - 21.00 น.  รถไฟไม่เพียงแต่ขยับไปได้ไม่เท่าไหร่  แต่ดันวิ่งถอยหลังไปยังสถานีต้นทาง

          ทุกคนในโบกี้  ต่างดูกระวนกระวายใจ  ไม่แพ้พวกเรา  แต่ด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น  เราตัดสินใจว่าจะไปกันแล้ว  ไม่มีเดินกลับหลังเด็ดขาด

          หลังจากได้รับแจ้งจากพนักงานรถไฟว่า "รถไฟมีปัญหาเรื่องหัวรถจักร  ขณะนี้กำลังแก้ไขอยู่  และเขาก็แก้ไขได้จริง ๆ  รถไฟสามารถเคลื่อนล้อได้อีกครั้งหนึ่ง ในเวลาประมาณ 21.30 น."

 "เฮ้อ  โล่งอก"

         เมื่อถึงเวลาแยกย้ายกันเข้านอนเตียงใครเตียงมัน  ในขณะที่ทุกคนต่างหลับไหล  มีเสียงกรน ผสานกับเสียงเครื่องจักรรถไฟ และมีแสงจันทร์สาดส่องผ่านทางหน้าต่าง

       ทันใดนั้น  "ตุ๊บ"  


                              "อุ้ย อะไรตก"

 ทั้งดิฉัน  และคุณเมตตา  ต่างกระโจนตื่นกันโดยมิได้นัดหมาย

  "น้องปลา  ตายแล้วน้องปลาตกเตียง"  


 เมื่อทั้งดิฉันและคุณเมตตา  ต่างหายจากอาการตกตะลึง  ก็สอบถามถึงอาการของน้องปลา 

 ซึ่งโชคดี  ที่ชาติก่อนเธอคงเป็นนักกายกรรมเก่า  เธอจึงไม่เป็นอะไรเลย เพียงเคล็ดขัดยอกบริเวณก้นกบเท่านั้น

 "เฮ้อ  โล่งอก"

  คืนนั้น ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี  เสมือนว่าเหตุการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น  ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยไปกว่าเวลาที่เราคาดการณ์ไว้ประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง
แต่ทุกคนก็ยังดูสดชื่น  (ถึงแม้จะยังไม่ได้อาบน้ำกันก็เถอะ)

  "หว๋อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ"

เสียงสัญญาณฉุกเฉินดังขึ้น  ทุกคนในโบกี้  รวมทั้งดิฉันด้วย ต่างมองหาที่มาของเสียง

                   "ใครวะ  ใครวะ"  (ดิฉันนึกในใจ)

 ตายแล้ว  ลูกดิฉันเองเจ้าค่ะ  น้องฟ้า เองเจ้าค่ะ

คุณเธอเล่นกดปุ่มสัญญาณฉุกเฉิน  จนทำให้คนทั้งโบกี้ พลอยตกอกตกใจไปกับพวกเราด้วย

พอดิฉันถามเธอว่า  "ลูกกดปุ่มสัญญาณทำไมค่ะ"

 "ก็ลูกอยากลองกดดู  ไม่เป็นไรหรอกแม่  พี่ฟางเธอมีเงิน  เดี๋ยวเธอก็เสียค่าปรับให้ลูกได้"

 "เฮ้อ  ลูกดิฉัน"

 พวกเราไปถึงสถานีรถไฟสามเสนในเวลาประมาณ 12.30 น.  โดยมีพี่อึ่งอ๊อบ คนสวย  พร้อมพี่สาว และพี่จ๊ะจ๋า   มารอรับพวกเรา เพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านพ่อครูบาฯ

 ระหว่างทางพวกเราแวะโน่นบ้าง  นี่บ้าง  จนสุดท้าย มาถึงบ้านพ่อครูฯ  ในเวลาประมาณเกือบ 21.00 น.

 "เฮ้อ  โล่งอก"

            ถึงแม้จะเป็นการเดินทางที่พวกเราอยู่บนรถยาวนานที่สุด  เกือบ 30 ชั่วโมง  แต่ทุกวินาที  ดิฉันเชื่อว่า  เด็ก ๆ ต่างมีความสุขค่ะ

 

   บันทึก ณ บ้านพ่อครูฯ   5  เมษายน  2550
   เวลา 23.00 น.  (เด็ก ๆ ยังนั่งตาแป๋วอยู่เลยค่ะ)

ภาพบรรยากาศการเดินทางบนรถไฟค่ะ