GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยากับคุณค่าความเป็น"มรดกโลก"

จังหวัดพระนครศรีอยุธยาขอเชิญเที่ยวงาน "ยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก ประจำปี 2548 ระหว่างวันที่ 9-18 ธันวาคม 2548"

ปฐมบท

จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปีพุทธศักราช 2504 ตอนหนึ่ง ความว่า

"...การสร้างอาคารสมัยใหม่นี้ คงจะเป็นเกียรติสำหรับผู้สร้างคนเดียว แต่เรื่องโบราณสถานนั้นเป็นเกียรติของชาติ  อิฐเก่าๆแผ่นเดียวก็มีคุณค่าควรรักษาไว้ ถ้าเราขาดสุโขทัย อยุธยา และกรุงเทพฯแล้ว ประเทศไทยก็ไม่มีความหมาย..."

ความเป็นมาในอดีต

417 ปี แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีความเจริญรุ่งโรจน์และความเสื่อมสลายที่ผันผวนเปลี่ยนไปตามวิถีทางการเมือง  สภาพวิทยาการต่างๆได้บังเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า  สรรพสินค้านานาชนิดจากต่างแดนที่พ่อค้านำมาแลกเปลี่ยนหมุนเวียนเคลื่อนไปมา ณ ราชธานีแห่งนี้  จนเป็นที่เล่าขานกันในนานาประเทศถึงความเจริญรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา

โบราณสถานต่างๆที่ปรากฏในนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นหลักฐานอารยธรรมที่แสดงถึงระยะเวลาอันสงบสุขและเป็นปึกแผ่นที่ยาวนานที่สุดช่วงหนึงของประวัติศาสตร์เอเชีย  ด้วยพระปรีชาสามารถแห่งอดีตสมเด็จพระมหาบูรพกษัตริยาะราชเจ้าทุกพระองค์ ตลอดจนหมู่ขุนนาง ข้าราชการและคนดีแห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ควบคุมหางเสือรัฐนาวาแห่งนี้ให้ผ่านคลื่นลมแห่งการเมืองมาได้ยืนยาวถึง 417 ปี  กระทั่งวาระแห่งการสิ้นสุดของความเป็นราชธานี อย่างยากที่จะฟื้นความเป็นราชอาณาจักรของเอเชียขึ้นมาใหม่ในที่เดิมอีกครั้งหนึ่งได้

พระนครศรีอยุธยากลายเป็นเมืองร้างมาจนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัว ทรงฟื้นกรุงเก่าแห่งนี้อีกวาระหนึ่ง โดยโปรดเกล้าให้สร้างพระตำหนักขึ้นใหม่ในพระราชวังจันทรเกษม เพื่อเป็นที่ประทับเวลาแปรพระราชฐานเสด็จประพาสกรุงเก่า  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินตามรอยพระบาทพระราชบิดา โดยโปรดเกล้าฯให้เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา เป็นที่ตั้งของศาลาว่าการมณฑลกรุงเก่าในปี พ.ศ. 2438 จึงเป็นเหตุให้ต้องสร้างถนนหนทางขึ้น เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาได้สะดวกรอบเกาะเมือง โดยอาศัยถนนหนทางโบราณบ้าง แนวกำแพงที่เกลื่อนลงแล้วบ้าง 

เมื่อบ้านเมืองเริ่มเจริญขึ้น ผู้คนจากภายนอกก็เริ่มอพยพเข้ามาอยู่หนาแน่นมากขึ้น  ในการนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้มีการขุดแต่งพระราชวังขึ้นเป็นครั้งแรก ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้ผู้ใดถือครองที่ดินภายในกำแพงพระนครโดยเด็ดขาด รวมไปถึงบรรดาวัดร้างต่างๆรอบเกาะเมืองด้วย

ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นโยบายแห่งรัฐของผู้บริหารประเทสได้สนับสนุนที่จะทำให้เกาะเมืองไม่รกร้าง ทำที่ดินที่เคยเป็นป่ารกให้กลับกลายเป็นที่ที่ราษฎรเข้าไปตั้งบ้านเรือนทำมาหากินได้  โดยมิได้สนใจที่จะบูรณะโบราณสถานและศาสนสถานในเกาะเมืองและบริเวณรอบๆ ทำให้ราษฎรพากันหลั่งไหลมาตั้งบ้านเรือนในเกาะเมืองมากขึ้น

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2499 นายกรัฐมนตรีขณะนั้นจึงได้หันมาสนับสนุนการบูรณะเกาะเมืองขึ้นอีกครั้งหนึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านโบราณสถานต่างๆ โดยมีนโยบายบูรณะเกาะเมืองให้เป็นแหล่งเตือนความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยและมอบความรับผิดชอบให้กับกรมศิลปากร  กระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณสนับสนุนเป็นเงินจำนวนหลายสิบล้านบาทในการบูรณะวิหารพระมงคลบพิตร พระราชวังจันทรเกษม วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดพระราม วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และเพนียดคล้องช้าง เป็นต้น  นอกจากนี้เป็นงานที่เกี่ยวกับสาธารณูปการและสาธารณูปโภค ได้แก่ การซ่อมถนนหนทาง การปรับปรุงขุดลอกบึงพระราม เพื่อให้เป็นสวนสาธารณะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ตลอดจนสร้างร้านค้าอาคารพาณิชย์เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาทำมาค้าขายบริการแก่นักท่องเที่ยว เป็นต้น  การบูรณะครั้งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเกาะเมืองเป็นอย่างมาก ทำให้เกาะเมืองกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ทั้งของชาวไทยและชาวต่างประเทศ

ปัจจุบันพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาประมาณ 2.89 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณหนึ่งในสามของเกาะเมือง ได้รับการพิทักษ์ดูแลโดยอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีโบราณสถานที่สำคัญๆหลายแห่ง  อาทิ
วังหลวง เป็นพระราชวังโบราณอันประกอบด้วยเขตพระราชฐาน ท้องพระโรงและส่วนราชพิธีตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์กลางของเกาะเมือง อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญทั้งทางการยภาพและจิตใจสำหรับประชาชนชาวไทย  ส่วนพระราชวังสำคัญอีก 2 แห่ง คือ วังหน้า อันเป็นส่วนราชฐานสำหรับพระมหาอุปราชตั้งอยู่บริเวณส่วนเหนือของเกาะเมือง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจัทรเกษม และ วังหลัง ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศตะวันตกของเกาะเมือง  ตามหลักฐานปรากฏว่าวัดวาอารามและอาคารศาสนสถานกว่า 400 แห่ง กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณพระนคร  แม้จนทุกวันนี้ซากอดีตอันสง่างามยังเหลือร่องรอยปรากฏในสภาพโบราณสถานและกลุ่มโบราณสถานอีกราว 211 แห่ง

โบราณสถานและโบราณวัตถุในพระนครศรีอยุธยาเหล่านี้ ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 และกรมศิลปากรได้เสนอโครงการเพื่อรักษษสภาพและอนุรักษ์นครโบราณในชื่อ "อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา" ซึ่งดครงการนี้ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้รับอนุมัติให้ใช้งบประมาณแผ่นดินในการดำเนินกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 และได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและองค์การระหว่างประเทศมาโดยตลอด

ยูเนสโกยกย่องให้เป็น "มรดกโลก"

ด้วยลักษณะที่โดดเด่นของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา  ความยอดเยี่ยมในด้านการสร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าและการเลือกสรรแหล่งที่ตั้ง ประกอบกับอาคารโบราณสถานแต่ละหลังมีลักษณะการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นในภาคพื้นเอเชีย  ดังนั้นคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโกแห่งองค์การสหประชาชาติในการประชุมสมัยที่ 15 ระหว่างวันที่ 9-13 ธันวาคม 2539 ณ กรุงคาร์เทจ ประเทศตูนิเซีย ได้มีมติให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น "มรดกโลก" และรัฐบาลได้จัดสรรเงินงบประมาณให้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ 1 ใน 3 ของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาให้เป็น "นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา" ด้วยงบประมาณจำนวน 2,136.46 ล้านบาท ใช้เวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2537-2547

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรม โดยมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ 3 ข้อ คือ

1. กรุงศรีอยุธยาเป็นตัวแทนแสดงถึงความเป็นเยี่ยมในการสร้างสรรค์คุณค่าและการเลือกสรรตำแหน่งที่ตั้งของพระนครให้เหมาะสมกับความซับซ้อนของลักษณะผังเมืองเฉพาะของชุมชนที่อาศัยการสัญจรทางน้ำเป็นหลัก อันเป็นธรรมชาติของการตั้งถิ่นฐานแบบไทยๆ  ลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่สนองความต้องการในการรักษาพระนคร ป้องกันการรุกรานของข้าศึกศัตรูและความต้องการในการจัดระบบสาธารณูปการได้อย่างเหมาะสมกับสังคมพระนครอันเอื้ออำนวยให้เกิดพัฒนาการสู่ความรุงเรืองในยามสงบ   ขณะที่ที่ราบลุ่มรอบกรุงศรีอยุธยานั้นเป็นแนวยุทธการป้องกันการรุกรานของข้าศึกศรัตรู ณ ที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ได้สมญาว่า "อู่ข้าวอู่น้ำแห่งเอเชีย"  ด้วยการตั้งพระนครในบริเวณที่มีแม่น้ำ 3 สายไหลมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก และแม่นำลพบุรี อันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบสังคมและเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด ทำให้กรุงศรีอยุธยาสามารถควบคุมระบบการผลิต ระบบการสร้างงานเกษตรกรรม ระบบการค้าการพาณิชย์ได้อย่างดียิ่ง ทั้งยังสามารถใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อระหว่างกัน ตลอดจนเป็นเส้นทางขนถ่ายสินค้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยจัดให้มีการจุดคูคลองตัดผ่านเมืองอย่างเป็นระบบเพื่อเป็นเครือข่ายการคมนาคมในภายเกาะเมือง คูคลองเหล่านี้ยังมีร่องรอยหลงเหลือให้เห็น เช่น คลองมะขามเรียง คลองท่อ เป็นต้น

2. กรุงศรีอยุธยาเป็นแม่แบบสำคัญในการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นการชลอเอาความงาม ความรุ่งเรืองของอยุธยามาไว้ทุกแง่ทุกมุม  ไม่ว่าจะเป็นระบบผังเมือง การจัดวางอาคาร ชื่อสถานที่ต่างๆ ลักษณะอาคารบ้านเรือน การอยู่อาศัยในเรือนแพ  ลักษณะการใช้เรือพระที่นั่ง ตลอดจนถึงวิถีการดำเนินชีวิต เป็นต้น

3. อาคารโบราณสถานแต่ละแห่งในพระนครศรีอยุธยา มีลักษณะการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นในภาคพื้นเอเชีย
ลักษณะของสิ่งก่อสร้างหลายอย่าง เช่น เจดีย์ พระปรางค์ และปราสาทราชวัง มีความเป็นพิเศษ ไม่สามารถพบเห็นในที่อื่นๆ สิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะมีกำเนิดที่มีอายุยืนยาวมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาเรืองอำนาจ  แต่ลักษณะการออกแบบทางสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยาแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ต่อเนื่องทางสถาปัตยกรรม มาสู่ลักษณะที่เป็นแบบไทยแท้และไม่สามารถสร้างทดแทนได้ในปัจจุบัน  นอกจากสถาปัตยกรรมแล้ว จิตรกรรม และศิลปวัตถุต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกันมีความเป็นเอกลักษณ์ในด้านรูปแบบ การออกแบบ ฝีมือช่าง การคัดเลือกวัสดุ การผสมผสานและเป็นสิ่งที่หายาก  สิ่งเหล่านี้เป็นความคิดเชิงสร้างสรรค์ของชาวไทยในสมัยอยุธยาที่เผยแพร่อิทธิพลทางวัฒนธรรมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียง เช่น ลาวและกัมพูชา

บทส่งท้าย

มรดกอันล้ำค่ายิ่งของอยุธยา มิได้ตกทอดมาเพียงศิลปวัฒนธรรมทางวัตถุที่สามารถมองเห็นจับต้องได้เท่านั้น ยังประกอบด้วยรสชาติทางวัฒนธรรมอันเสพได้ด้วยความละเอียดอ่อนทางจิตใจ ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย

การที่องค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติได้ประกาศยกย่องให้นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็น "มรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรม" นับได้ว่าประเทศไทยและคนไทยทุกคนได้รับเกียรติอย่างสูงส่ง และถือว่านครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นเกียรติภูมิของชาติไทย ที่ชาวไทยทุกคนจะต้องถือเป็นหน้าที่ในการทำนุบำรุงรักษาให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดนิจนิรันด์กาล

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ถือเอาวันที่ยูเนสโกประกาศยกย่องให้นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นมรดกโลกในคราวประชุมครั้งที่ 15 ณ กรุงคาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย ระหว่างวันที่ 9-13 ธันวาคม 2539 เป็นจุดเริ่มต้นของการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจครัง้ยิ่งใหญ่ของชาวพระนครศรีอยุธยา จึงได้เริ่มจัดงาน "ยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลกเป็นปฐมทัศน์"  ซึ่งได้จัดต่อเนื่องตลอดมาทุกปี  สำหรับปีนี้กำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 9-18 ธันวาคม 2548 ณ บริเวณนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา  โดยจะมีการจัดกิจกรรมสืบสานศิลปวัฒนธรรมประเพณีไทยสมัยโบราณ เช่น ตลาดย้อนยุค การแสดงศิลปวัฒนธรรม การละเล่นพื้นเมือง การแสดงแสงสีเสียง เป็นต้น

หากท่านมีโอกาสมาเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในช่วงวันเวลาดังกล่าว ใคร่ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง "มรดกโลก" โดยพร้อมเพียงกันครับ

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 8869
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)