อันที่จริงพ่อกับน้องดินก็ไปตักบาตรที่วัดทุกเช้าอยู่แล้ว กระนั้นพ่อก็ไม่ลืมที่จะพาลูก ๆ หลาน ๆ ตักบาตรที่หน้าบ้านของตนเองเสียก่อน

ผมยังมีความสุขและไม่รู้สึกเบื่อที่จะเขียนบันทึกเปิดเปลือยมุมชีวิตของตนเองและคนที่เรารักที่เกิดขึ้นและดำเนินไปในบ้านเกิดของตนเอง  และนี่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว "เวลาคุณภาพ"  ในบริบท "พื้นที่คุณภาพของความรัก"  ที่เกิดขึ้น ณ บ้านเกิดของผม

เช้าแรกของเดือนเมษายน   ผมและลูกชายคนโตถูกพ่อปลุกขึ้นจากที่นอนตั้งแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมกายและใจตักบาตรในช่วงเช้า   โดยเราทั้งสองก็ไม่อิดออดเลยแม้แต่น้อยที่จะยันกายขึ้นมาจากที่นอนอันนุ่มแน่น

ตรงกันข้ามกับคุณแดนไท กลับยกมือสละสิทธิ์  ไม่ขอตักบาตรในรุ่งเช้าของวันนี้  โดยยืนยันที่จะนอน....  และนอนต่อไปอย่างมีความสุข

 

น้องแผ่นดินเข้าห้องน้ำชำระร่างกายแปรงฟันและปะแป้ง  (ย้ำนะครับ..แปะแป้ง)   ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเป็นภาระของใครอื่น  พร้อมกับร้องถามคุณปู่ว่า "พ่อปู่... มีอีหยังให้ใส่บาตรแน ?"

อันที่จริงพ่อกับน้องดินก็ไปตักบาตรที่วัดทุกเช้าอยู่แล้ว  กระนั้นพ่อก็ไม่ลืมที่จะพาลูก ๆ หลาน ๆ  ตักบาตรที่หน้าบ้านของตนเองเสียก่อน  ...ท่านปฏิบัติเช่นนี้ทุกครั้งและทุกวัน ...และเป็นเช่นนี้มาอย่างยาวนาน

 

ย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว....

 

ชาวบ้านสองท่านแวะมาปรึกษาพ่อของผมเกี่ยวกับผ้าป่าที่ลูกชายปรารถนาที่จะนำมาทอดถวายเป็นการส่วนตัวที่วัดของเราในเทศกาลสงกรานต์  ซึ่งครั้งนั้นผมมีโอกาสได้นั่งฟังอยู่อย่างใกล้ชิด

 

พ่อย้ำกับท่านเหล่านั้นว่า  "ขอให้กระทำโดยเรียบง่าย  ไม่ฟุ่มเฟือย  ไม่ต้องจัดงานใหญ่โตให้สิ้นเปลือง  สู้เก็บออมเงินที่ได้มาถวายวัดทั้งหมดจะดีกว่า  ... ชาวบ้านก็จะไม่ต้องมีภาระเหนื่อยยากไปกับเรา  กุศลผลบุญก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย..สบายใจทั้งลูกเต้าและชาวบ้าน"

นั่นคือถ้อยคำที่พ่อแนะนำ... ผมนั่งฟังและนั่งคิดคล้อยตามไปอย่างสมเหตุสมผล  อีกทั้งพ่อยังกล่าวต่อไปในทำนองที่ว่า  "การได้ทำผ้าป่ามาถวายวัด  ไม่จำเป็นต้องได้เงินมากถึงหนึ่งหมื่นบาทก็ได้   ได้แค่ไหนก็แค่นั้น  ซึ่งดีกว่าไม่ทำอะไรเลย  สิ่งเหล่านี้ไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงิน.."

ไม่เพียงแต่เท่านั้น  ช่วงหนึ่งผมยังจำได้สนิทใจว่าพ่อได้เปรียบเปรยเรื่องการทำบุญว่า  "คนที่ตักบาตรทุกเช้าที่หน้าบ้านของตนเอง  แต่ไม่มีโอกาสได้ไปตักบาตรที่วัด  ก็ใช่ว่าจะได้บุญได้กุศลลดน้อยลงเสียที่ไหน"

กระทั่งเช้าของวันนี้,  พ่อยังคงพาลูก ๆ หลาน ๆ  ตักบาตรอยู่บริเวณหน้าบ้านของตนเอง  ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว  ผมก็เคยได้ร่วมตักบาตรกับพ่อมาแล้วอย่างนมนาน  หากแต่ครั้งนี้..วันนี้  เจ้าแผ่นดินได้เข้ามายืนอยู่ ณ จุด ๆ นั้นแทนที่ของผม  ขณะที่พ่อก็ยังคงทำหน้าที่เดิมอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

เช้าวันนี้ผมไม่ได้ตักบาตร..  เพราะทำหน้าที่บันทึกภาพอันงดงามของเช้าชื่นอันสดใสของวันนี้   กระนั้นน้องดินก็ยังไม่ลืมที่จะเดินมาใกล้ ๆ แล้วยิ้มแฉ่ง   จากนั้นก็พลันยื่นกำปั้นของตนเองมายังผมพร้อมกับพูดว่า  "เอาบุญมาฝากพ่อ..พรุ่งนี้ดินจะบวชเณร...บวชหลาย ๆ วันโดยไม่สึก"

ผมยิ้มและหันไปมองพ่อที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ  ... 

ท่านไม่พูดอะไร  แต่เห็นได้ชัดว่า..บัดนี้คนยิ้มยากอย่างท่านกลับยิ้มกว้างอย่างมีชีวิต  และเป็นยิ้มที่ผมไม่เคยพบเห็นมานานนักหนาแล้ว...