นี่เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่มันยังส่งผลถึงสถานการณ์และความเป็นไปของบ้านเมืองในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะมีส่วนกำหนดอนาคตที่เราจะฝันร่วมกันด้วย สิ่งที่ผมพยายามรวบรวม ก็คือว่า ประวัติศาสตร์นั้นได้ถูกทำให้เป็นเครื่องมือของตนเอง โดยมักจะตัดตอนบางส่วนของประวัติศาสตร์ มาสร้างให้เกิดความรู้สึกร่วมกันของคน และสร้างภาพให้กลัวคนอื่นที่แตกต่างจากเรา

รัฐปัตตานี หรือ ปตานี ได้ปรากฏในหลักฐานทางโบราณคดีแทนชื่อ ลังกาสุกะ ใน พุทธศตวรรษที่ 18 โดยนักวิชาการยังไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ การเป็นราชอาณาจักรมลายู-อิสลามปตานี ระหว่างพ.ศ.2043-2351  การล่มสลายของอาณาจักรมัชปาหิต เมื่อ พ.ศ.2021 ทำให้นักการศาสนาอิสลามเผยแพร่แนวคิดของศาสนาอิสลามได้สะดวกมากขึ้น เมื่อ พ.ศ.2043 พญาอินทิรากษัตริย์แห่งราชวงศ์ศรีวังสา ทรงเปลี่ยนพระนามเป็นสุลต่านอิสมาอีล ซาฮฺ ซิลลุลลอฮฺ ฟิล อาลัม ต่อจากนั้นปตานีจึงเป็นที่รู้จัก และยอมรับกันในนามปตานีดารุสซาลาม หรือ ปตานี นครแห่งสันติภาพ

สำหรับประชาชนนั้น บางส่วนเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามก่อนกษัตริย์ประมาณ 300 ปี การที่กษัตริย์เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามนั้น ทำให้ประชาชนสนใจที่จะเข้ารีดนับถือศาสนาอิสลามมากขึ้น การกลายเป็นอิสลาม ทำให้โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปจากสังคมมลายูที่แฝงไปด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมของชวาและฮินดู-พุทธ เป็นสังคมมลายูที่เกาะติดกับวัฒนธรรมอิสลาม การเปลี่ยนแปลงนี้ได้ส่งเสริมให้บ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้าในหลายด้าน โดยเฉพาะการค้ากับจีน ญี่ปุ่น อาหรับ และประเทศในยุโรปการปกครองปตานีนั้น มีราชวงศ์ที่ผลัดกันขึ้นครองอำนาจ คือ ราชวงศ์ศรีวังสา และราชวงศ์กลันตัน

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal">อย่างไรก็ตาม ปตานีในยุคนี้ต้องเผชิญกับปัญหาการจลาจลภายใน และการรุกรานจากภายนอก ซึ่งเป็นสงครามระหว่างประเทศหลายครั้ง โดยเฉพาะกับสยาม ใน พ..1991-2031 ปตานีมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยามาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และอยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาเรื่อยมา ในปี พ..2054 โปรตุเกสสามารถยึดครองมะละกาได้สำเร็จ และพยายามขยายอิทธิพลทางการค้าขึ้นมาทางตอนเหนือของคาบสมุทรมาลายู </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal">ใน พ..2034-2072 พระราชาธิบดีที่ 2 ทรงยินยอมให้โปรตุเกสเข้ามาตั้งสถานีการค้าในเมืองชายฝั่งทะเล เช่น นครศรีธรรมราช มะริด ตะนาวศรี รวมทั้งปัตตานีด้วย ทำให้ปัตตานีกลายเป็นเมืองท่าหลักเมืองหนึ่ง เป็นที่ตั้งของสถานีการค้าของพ่อค้าทั้งชาวตะวันตกและชาวตะวันออก ทั้งชาวอินเดีย จีน และญี่ปุ่น สินค้าที่สำคัญของเมืองปัตตานียุคนั้น ได้แก่ ไม้กฤษณา ไม้ฝาง เครื่องเทศ ของป่า งาช้าง และนอแรด นอกจากนี้ปัตตานียังเป็นจุดรับส่งสินค้าของนานาชาติ เช่น เครื่องถ้วยชาม อาวุธ ดินปืน ดีบุก และผ้าไหม         ใน พ..2092 ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พม่าได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา พระยาตานีศรีสุลต่านได้นำกองทัพเรือประกอบด้วยเรือหย่าหยับ 200 ลำ ไปช่วยราชการสงคราม แต่เมื่อเห็นว่ากองทัพกรุงศรีอยุธยาเสียทีแก่พม่า จึงถือโอกาสทำการขบถยกกำลังบุกเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิหนีข้ามฝากไปประทับบนเกาะมหาพราหมณ์ จนเมื่อกองทัพไทยรวบรวมกำลังได้แล้ว จึงยกกองทัพเข้าโอบล้อมตีกองทหารเมืองตานีจนแตกพ่ายไป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p>ต่อมาใน พ..2146 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีรับสั่งให้ออกญาเดโชยกทัพไปตีเมืองปัตตานี เพื่อยึดเข้าไว้ในพระราชอำนาจ แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากปัตตานีได้รับการช่วยเหลือจากพ่อค้าชาวยุโรป ทั้งอาวุธปืนใหญ่และทรัพย์สินเงินทอง ในระหว่าง พ..2231-2245 สมัยพระเพทราชา เมืองปัตตานีไม่พอใจในการสถาปนาขึ้นใหม่ของกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ประกาศไม่ยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง ทำให้ปัตตานีเป็นอิสระต่อเนื่องมา จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าใน พ..2301 ตลอดมาจนสิ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal">                </p>เมื่อเข้าสู่ราชวงศ์รัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ.2329 ที่สยามสามารถปราบปตานีได้สำเร็จ สงครามครั้งที่ 2 คือ เมื่อ พ.ศ.2334 ที่เป็นสงครามกอบกู้เอกราช แต่ก็ไม่สำเร็จ ในพ.ศ.2351 ก็เกิดสงครามเพื่อกอบกู้เอกราชอีกครั้งหนึ่ง หลังการพ่ายแพ้ของปตานี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้มีพระบรมราโชบายโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งเมืองปตานีเป็นเจ็ดหัวเมือง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal">            </p>ในช่วงการตกอยู่ภายใต้การปกครองสยาม แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal">± การเป็นหัวเมืองปตานี ระหว่างพ.ศ.2351-2444  หลังสงครามเมื่อ พ.ศ.2351 มีการแบ่งแยกหัวเมืองปตานี เป็น 7 หัวเมือง คือ เมืองปัตตานี ยะลา ยะหริ่ง ระแงะ ราห์มัน สายบุรี หนองจิก แต่ละเมืองเป็นเมืองระดับ 3 ขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา เจ้าเมืองแต่ละเมืองต้องได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากรัฐบาลสยามที่กรุงเทพฯ เมืองใดที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธก็ส่งเจ้าเมืองที่เป็นพุทธไปปกครอง และเมืองใดที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมก็ส่งเจ้าเมืองที่เป็นมุสลิมไปปกครอง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p><p>ในช่วงนี้ฝ่ายสยามได้ย้ายชาวพุทธเข้าไปอยู่ในหัวเมืองทั้งเจ็ด เพื่อสร้างสมดุลแห่งอำนาจ และป้องกันการคุกคามจากชาวพื้นเมืองที่ไม่พอใจสยาม ในช่วงนี้เกิดความขัดแย้งขึ้นหลายครั้ง ในพ.ศ.2374-2375 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดสงครามกอบกู้เอกราชปตานี โดยความร่วมมือจากหัวเมืองทั้งเจ็ดและสุลต่านอัหมัด ตาฌุดดีน แห่งเคดาห์ และได้รับการสนับสนุนด้านกำลังทหารจากเมืองกลันตันและตรังกานู </p><p>หลังสงครามครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ใช้นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง ใน พ.ศ.2382 พระองค์ทรงบัญชาให้แบ่งไทรบุรี หรือ เคดาห์ ออกเป็น 4 เขต ได้แก่ เมืองเปอร์ลิส สตูล ไทรบุรี และกูบังปาสู ให้ขึ้นตรงต่อนครศรีธรรมราช และกษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้งเจ้าเมืองทุกคน ส่วหัวเมืองทั้ง 7 นั้น ก็ให้ขึ้นตรงต่อเมืองสงขลา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal">± การเป็นมณฑลปตานี ระหว่างพ.ศ.2444-2475  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกวิธีการปกครองบ้านเมืองแบบจตุสดมภ์ (เวียง วัง คลัง นา) ตั้งแต่ปี พ.. 2435 เป็นต้นมา ได้จัดการปกครองเป็นแบบ 12 กระทรวง มีกระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงการแผ่นดิน โดยให้จัดการปกครองเป็นระบบเทศาภิบาล ทรงใช้นโยบายประนีประนอมและทรงดำเนินการทีละขั้นตอนโดยไม่ก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อการปกครองของเจ้าเมือง ทั้ง 7 หัวเมือง ในภาคใต้ทรงโปรดฯ ให้จัดแบ่งเป็น 4 มณฑล ได้แก่ มณฑลภูเก็ต จัดตั้งในปี พ.. 2437 มณฑลชุมพร จัดตั้งในปี พ..2439 มณฑลนครศรีธรรมราช จัดตั้งในปี พ.. 2439 มณฑลไทรบุรี จัดตั้งในปี พ.. 2440 </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p><p>มณฑลนครศรีธรรมราช ประกอบด้วยเมือง 10 เมือง โดยรวมเอาบริเวณ 7 หัวเมืองเข้าไว้ด้วยคือ เมืองนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ตานี ยะหริ่ง สายบุรี หนองจิก ยะลา ระแงะ และรามันห์ มีผู้ว่าราชการเมืองดูแล อยู่ในการปกครองของข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑล ปี พ.. 2447 ทรงพระกรุณาโปรดให้แยกหัวเมืองทั้ง 7 ออกจากมณฑลนครศรีธรรมราช มาตั้งเป็นมณฑลปัตตานี พร้อมทั้งเปลี่ยนฐานะเมืองเป็นอำเภอ และจังหวัด ได้แก่ จังหวัดปัตตานี รวมเมืองหนองจิกและเมืองยะหริ่งจังหวัดสายบุรี รวมเมืองระแงะ จังหวัดยะลารวมเมืองรามันห์ </p><p>นอกจากนี้ยังแยกท้องที่อำเภอหนองจิกยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอเมืองเก่า ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอมะกรูดและอำเภอโคกโพธิ์ตามลำดับ เมืองปัตตานีเดิมเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอปะกาฮะรัง และจัดตั้งอำเภอขึ้นใหม่อีก 2 อำเภอ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คือ อำเภอยะรัง และอำเภอปะนาเระขึ้นกับจังหวัดปัตตานี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> ± การปกครองเป็นจังหวัด ระหว่าง พ.ศ.2475-ปัจจุบัน  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดภาวะเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำภายหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.. 2475 รัฐบาลจึงต้องตัดทอนรายจ่ายให้น้อยลงเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ จึงยุบเลิกมณฑลปัตตานี คงสภาพเป็นจังหวัด ยุบจังหวัดสายบุรีเป็นอำเภอตะลุบัน และแบ่งพื้นที่บางส่วนของสายบุรี คือระแงะ และบาเจาะ ไปขึ้นกับจังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่ปี พ.. 2476 เป็นต้นมา </p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p><p>จังหวัดปัตตานีมีการปกครองโดยผู้ว่าราชการจังหวัด มีพระยารัตนภัคดี (แจ้ง สุวรรณจินดา) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีคนแรก ภายใต้การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดยกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.. 2476 จัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัดและอำเภอ หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าว </p><p>ใน พ.. 2499 และ 2505 และใช้บริหารราชการแผ่นดินมาจนทุกวันนี้หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2476 มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรขึ้นเป็นครั้งแรก การเลือกตั้งที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส และไม่มีผู้ที่เป็นมุสลิมได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ในพ..2480 และ พ.. 2481 ที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นมุสลิมได้รับการเลือกตั้งทั้งหมด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p>ด้านความขัดแย้งต่างๆ นั้นก็ยังคงมีอยู่ เช่น การจัดการศึกษาภาคบังคับ การใช้ภาษาและระเบียบปฏิบัติต่างๆโดยเฉพาะระหว่างปี พ.. 2482 – 2485 ชาวมลายูมุสลิมมีความไม่พอใจมากขึ้น เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของไทยประกาศใช้นโยบาย รัฐนิยม เพราะนโยบายหลายข้อขัดต่อประเพณีปฏิบัติของชาวมลายูมุสลิม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p><p>ในปี พ.. 2491 หะยีสุหลงถูกรัฐบาลไทยจับกุม ความตึงเครียดระหว่างชาวมลายูมุสลิมกับรัฐบาลไทยจึงปะทุขึ้น มีการปราบปรามและปะทะกันด้วยอาวุธ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน รัฐบาลไทยเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า กบฏดุซงยอผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ชาวมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้นับพันคนอพยพลี้ภัย บางส่วนไปอาศัยอยู่อย่างถาวรในรัฐต่างๆ ตอนบนของสหพันธรัฐมาเลเซีย </p><p>ผลกระทบที่สืบเนื่องต่อมา คือความรู้สึกต่อต้านและความหวาดระแวงต่อกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผู้นำชาวมุสลิม บางครั้งก็มีการปฏิบัติการที่รุนแรงจากทั้งสองฝ่าย การต่อต้านรัฐได้ปรากฏเป็นขบวนการเคลื่อนไหวชัดเจนขึ้นทันที เมื่อผู้อพยพจากเหตุการณ์ที่ปัตตานี ระหว่าง พ.. 2490 – 2491 ได้รวบรวมสมาชิกจำนวนหนึ่งจัดตั้ง ขบวนการประชาชาติมลายูปัตตานีหรือ GAMPAR (Gabogan Melayu Pattani Raya) มีศูนย์กลางอยู่ที่โกตาบารู และมีเครือข่ายในกลันตัน เคดะห์สิงคโปร์ และปีนัง ส่วนที่ปัตตานีมีการเคลื่อนไหวของประชาชนชาวปัตตานี หลังจากนั้นในปี พ.. 2502 ได้มีการรวบรวมผู้นำและสมาชิกจากปัตตานีและ GAMPAR จัดตั้งเป็นขบวนการใหม่ คือ ขบวนการแนวหน้าแห่งชาติเพื่อปลดปล่อยปัตตานี หรือ BNPP (Barisan National Pembebasan Pattani) </p><p>ปี พ.. 2503 มีการจัดตั้งขบวนการปฏิวัติแห่งชาติหรือ BRN (Barisan Revolusion Nasional) มีการเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่องบริเวณเขตรอยต่อชายแดนไทย มาเลเซียแถบจังหวัดยะลา และสงขลา ในพ.ศ.2511 มีขบวนการปลดแอกสาธารณรัฐปัตตานี หรือ PULO (Pattani United Liberation Organization) เกิดขึ้น องค์กรนี้มีบทบาทสูงและมีการใช้ความรุนแรงในการเคลื่อนไหว มีการโฆษณาผลงานปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ จนได้รับความเชื่อถือจากองค์กรในต่างประเทศที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวดังกล่าว ในระยะที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (PKT : Parti Komunis Thailand) และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา (PKM : Parti Komunis Malaya) เคยมีบทบาทเคลื่อนไหวอยู่ตามแนวชายแดนไทย - มาเลเซีย มีหลักฐานชัดเจนว่าพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งสองให้การสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน และยุยงให้ประชาชนต่อต้านรัฐบาล </p><p>ในช่วง พ.. 2516 ขบวนการนักศึกษามีบทบาทโดยตรงต่อกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีแนวร่วมสหพันธ์นักศึกษามุสลิมเป็นแกนนำสำคัญ หนังสือพิมพ์เสียงนิสิต (SUARA SISWA) เป็นแหล่งข่าวสารเพื่อการเผยแพร่อุดมการณ์ของแนวร่วมนักศึกษามุลิมในยุคนั้น โดยมีหัวหน้ากองบรรณาธิการในขณะนั้นดำเนินการอยู่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ส่วนที่โกตาบารู รัฐกลันตันได้มีการรวมตัวจัดตั้งขบวนการ GIP (Garakan Islam Pattani) หรือพรรคอิสลามก้าวหน้าแห่งปัตตานี ขบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองบางพรรคในมาเลเซีย</p><p>การเคลื่อนไหวก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีมาอย่างต่อเนื่อง มีการผลัดเปลี่ยนผู้นำเป็นระยะๆตามสถานการณ์ภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งสถานการณ์ที่มีอยู่ในมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตลอดจนบทบาทของอุดมการณ์ที่มาจากประเทศในตะวันออกกลางและการฟื้นฟูสำนึกในอิสลาม รัฐบาลไทยเคยใช้นโยบายปฏิบัติการทางทหารเข้าไปปราบปรามอย่างรุนแรง ต่อมาได้ใช้นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่กันไปกับการอุปถัมภ์ศาสนาอิสลาม รวมทั้งการปรับปรุงความสัมพันธ์และทัศนคติระหว่างข้าราชการกับชาวมุสลิมให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น โดยมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นศูนย์ประสานงาน และดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว</p><p></p><p>ในช่วง พ.ศ.2545 รัฐบาล โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาระดับพื้นที่ ที่ไม่ได้รุนแรงถึงระดับการแบ่งแยกดินแดน จึงได้ยุบ ศอ.บต. และใช้การบริหารงานแบบบูรณาการ หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ (CEO) แทน ต่อมาในต้นปี 2547 ได้เกิดความไม่สงบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คืนวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2547 มีการปล้นอาวุธปืนในค่ายทหารในจ.นราธิวาส การสังหารเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการต่อสู้กันระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มคนร้าย ในเหตุการณ์วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2547 ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ยะลา ปัตตานีและอำเภอทางตอนใต้ของจังหวัดสงขลา มีผู้เสียชีวิต จำนวน 108 ศพ เหตุการณ์สำคัญอยู่ที่มัสยิดกรือเซะ และการชุมนุมประท้วงของประชาชน เพื่อทวงถามถึงผู้ต้องหาที่ถูกตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบจับกุมตัวไป จนมีการสลายกรชุมนุม และจับกุมตัวผู้ชุมนุมไปนับพันคน และระหว่างการขนย้ายผู้ชุมนุมจำนวนมากนั้น ทำให้ผู้ชุมนุมขาดอากาศหายใจ จนเสียชีวิตไป 86 ศพ ต่อมารัฐบาลได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.)และปัจจุบันหลังการรัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยมีนายพระนาย สุวรรณรัฐป็นผู้อำนวยการ ศอ.บต.</p><p>นี่เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่มันยังส่งผลถึงสถานการณ์และความเป็นไปของบ้านเมืองในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะมีส่วนกำหนดอนาคตที่เราจะฝันร่วมกันด้วย สิ่งที่ผมพยายามรวบรวม ก็คือว่า ประวัติศาสตร์นั้นได้ถูกทำให้เป็นเครื่องมือของกลุ่มตนเอง โดยมักจะตัดตอนบางส่วนของประวัติศาสตร์ มาสร้างให้เกิดความรู้สึกร่วมกันของคนในขบวนการ และสร้างภาพให้กลัวคนอื่นที่แตกต่างจากเรา </p><p>สันติภาพคงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน หากคนในชาติยังยึดประวัติศาสตร์ของตนเองเป็นสรณะ ไม่ได้ฝันร่วมกันว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรในอนาคต หากจะเปลี่ยนจาก ปัตตานี : ดินแดนแห่งอาณาจักรลังกาสุกะ ที่ไม่โหยหาอดีต และเปลี่ยนเป็น ปัตตานี: ดินแดนแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ให้เป็นภาพแห่งอนาคตที่เรากำหนดได้ น่าจะดีกว่า ส่วนผู้ก่อความไม่สงบจะเปลี่ยนมาใช้วิสัยทัศน์เดียวกันก็คงดีไม่น้อยนะครับ  </p><p>บรรณานุกรม</p><p>สุจิตต์ วงษ์เทศ (มปพ)ประวัติศาสตร์ไทย ไล่ฆ่าแขกสาระสังเขปออนไลน์ ค้นคืนวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2548 จาก http://www.matichon.co.th/khaosod/khaosod.php?sectionid=0303&searchks=’‘&sk=’‘&s_tag=03col07011147&day=2004/11/01&show=1 </p><p>รัตติยา สาและ.(2547) ปตานี ดารุสสะลาม (มลายู-อิสลาม ปตานี) สู่ความเป็น จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส”. ใน สุจิตต์ วงษ์เทศ(บรรณาธิการ), ประวัติศาสตร์ ปกปิดของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐปัตตานีใน </p>