วงจรอุบาท

ขอเค้ากินเรียกบิณฑบาต โปรดสัตว์

ฉันแล้วหลับสนิทถือเป็น กิจวัตร

ไม่อ่านไม่เขียนบอกว่าเรียน ทางลัด

พอนั่งหลับหูหลับตาก็บอกว่า ฌานสมาบัติ

อยู่ป่าดงหลายปีบอกว่ามี ดีกรีชะมัด

พอออกจากดงคิดกะสงฆ์จะ สร้างวัด

ชวนคนโน้นคนนี้ทำบัญชี เสียอัฐ

แจกเครื่องรางของขลังเสียงดัง จุดประทัด

พอได้ที่มีสถานก็อยากจะเป็น สมภารจ้าวัด

พอมั่งมีเงินทองคิดจะครอง คฤหัสถ์

เห็นสีกงสีกาทำท่า อยากจะฟัด

พอสึกหาลาเพศดันกลายเป็น เปรตข้างวัด

กวีนิพนธ์ นี้ ผู้เขียนท่องจำต่อมาจากปิยมิตรรูปหนึ่ง ซึ่งท่านเล่าว่าจำมาจากพระเถระอีกรูปหนึ่ง ดังนั้น นอกจากยืนยันว่า ผู้เขียนมิใด้แต่งเองแล้ว การจดจำต่อๆ กันมา ก็อาจตกหล่นหรือเปลี่ยนไปบ้างจากสำนวนเดิม...

แต่สิ่งที่ยืนยันได้ ก็คือการสะท้อนถึงวงจรอุบาทบางอย่าง ซึ่งมีปรากฏอยู่ในสังคมพุทธศาสนาแบบไทยๆ แม้จะปัจจุบัน ...

จะไม่ขยายความเนื้อหาทั้งหมด แต่ขอให้สังเกตว่าจาก ปรากฏการณ์จตุคาม ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งอาศัยการร่วมมือกันระหว่าง เปรตในวัดกับเปรตข้างวัด..

เปรตในวัด ก็คือ ผู้ที่ยังห่มผ้าเหลืองอยู่ (มิใช่พระ แต่ทำตัวเลียนแบบ)

เปรตข้างวัด ก็คือ ผู้ที่ลาสิกขาออกไปแล้ว แต่ไม่สามารถประกอบอาชีพอื่นๆ ได้ตามสถานภาพคฤหัสถ์ (ชาวบ้าน) แต่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวกับวัดๆ (โดยเฉพาะด้านมืด)

เมื่อ ๒ ฝ่ายนี้จับมือกัน ก็สามารถหากินได้ ซึ่ง กรณีจตุคาม ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งจะมีกลุ่มนี้อยู่...

ก็เล่าสู่กันอ่าน เผื่อจะเป็นข้อคิดได้บ้าง...