ศึกสะพือ


กบฎผีบ้าผีบุญ ตั้งฐานปฏิบัติการที่บ้านสะพือจนเป็นมูลเหตุที่มาของ ศึกสะพือ

        บ้านสะพือนับว่าเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่มีอารยธรรมเก่าแก่  ชาวบ้านสะพือเป็นคนที่ใฝ่การเรียนรู้  เป็นชุมชนที่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี  อันดีงามอย่างเหนียวแน่น  เช่น  ประเพณีบุญผะเวส  ลูกหลานชาวบ้านสะพือไม่ว่าจะไปทำมาหากินในถิ่นใดก็ตาม  พอถึงประเพณ๊บุญผะเวส  ซึ่งเริ่มงานระหว่างวันที่  12-15  เมษายน  ของทุกๆปี ลูกหลานบ้านสะพือจะกลับบ้านมาร่วมทำบุญทำต้นเงิน  ทำผ้าป่า  เข้าวัด  เป็นงานที่ย่งใหญ่น่าประทับใจ  อาจเนื่องมาจากเขามีที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ  คือ  "หลวงปู่โทน"  พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง  และเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง  ผู้เขียนเองมีวาสน้อยไม่เคยได้กราบนมัสการท่านเลย  ได้ยินแต่ชื่อ  เพราะตอนย่ายมาทำงานที่โรงเรียนสะพือวิทยาคาร  ท่านก็มรณภาพไปแล้ว  แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ได้มีโอกาสกราบนมัสการลูกศิษย์ของหลวงปู่  คือ  ท่านพระครูสถิตบูรพาภิวัฒน์  ท่านเป็นพระนักพัฒนา  เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่งที่ชาวบ้านเคารพนับถืออย่างมาก  ตัวผู้เขียนก็เคยได้พึ่งบารมีของท่านได้ช่วยอบรมกล่อมเกลาจิตใจ  ลูกศิษย์(นักเรียน)  ให้อยู่ในทำนองคลองธรรม

        ที่กล่าวมาข้างต้นคือ ชุมชนบ้านสะพือในปัจจุบัน  และถ้าศึกษาประวัติบ้านสะพือในอดีตแล้วละก็ก็จะเห็นว่า  บ้านสะพือเป็นหมู่บ้านที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์เหมือนกัน  แต่น่าเสียดายที่สถานที่ประวัติศาสตร์ในปัจจุบันได้ลบเลือนไปหาร่องรอยไม่พบ  น่าจะมีคนออกมาดูแลในเรื่องนี้จะดีไม่น้อย 

บ้านสะพือ    เป็นบ้านที่เก่าแก่นานแต่โบราณ  และไม่สามารถจะทราบได้ว่าวันเดือนปีที่ตั้ง  ตลอดทั้งผู้มาตั้ง   ตลอดทั้งผู้มาตั้งบ้านนี้ด้วย  เหตุใดจึงมาตั้งอยู่ที่นี่  เหตุใดจึงมีนามว่าบ้านสะพือก็ไม่ทราบแน่เหมือนกัน  แต่ได้สันนิษฐานว่าทุ่งนาทางทิศตะวันตกของบ้านสะพือปัจจุบันนี้  แต่ก่อนเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่  ขณะนี้ตื้นเขินเป็นทุ่งนาไปแล้ว  เรียกว่าทุ่งน้ำครำ  หนองน้ำนี้เรียกว่า  หนองสระผือ  คือมีต้นตันผือ      (ต้นกก)  มากและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด  ผู้มาตั้งก็เลยอาศัยสัญลักษณ์ของหนองน้ำนี้มาตั้งเป็นนามบ้าน  โดยตั้งชื่อว่า  สระผือ  ต่อมาเลยกลายมาเป็นบ้านสะพือ                บ้านสะพือ  เป็นบ้านธรรมดาสามัญ  แต่มีเหตุการณ์เกี่ยวกับบ้านนี้เกิดขึ้น  ทำให้บ้านสะพือเป็นบ้านที่สำคัญและมีชื่อติดอยู่ในประวัติศาสตร์  บ้านสะพือนี้คงเป็นบ้านที่ใหญ่  มีประชาชนอยู่หนาแน่นและอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวมาแล้ว  นางเหมือนตา  ธิดาพระตา  ซึ่งเป็นต้นตระกูลของเจ้าเมืองคนแรกได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นี่  แต่วันเดือนปีใดไม่ปรากฏชัด  แต่บ้านนี้คงมีความสำคัญไม่น้อย  ธิดาคนสำคัญของบ้านเมืองจึงได้มาอยู่  นับว่าเป็นความดีของบ้านสะพือได้อย่างหนึ่ง  นอกจากนั้นบ้านสะพือยังมีความดีและความสำคัญอยู่อีกมาก  คือ                เมื่อวันอาทิตย์ที่      ธันวาคม  ๒๔๐๖  (ตรงกับแรม  ๑๑  ค่ำ  เดือน  ๑๒  ปีกุน)  พระบรมราชวงศา (กุทอง  สุวรรณกูฏ)  เจ้าเมืองอุบลฯคนที่     ได้ขอตั้งบ้านสะพือเป็นเมืองตระการพืชผลพร้อมกับตั้ง ท้าวสุริยวงศ์  (อุ้ม  สุวรรณกูฏ)  บุตรพระบรมราชวงศา  (กุทอง  สุวรรณกูฏ)  เป็นพระอมรดลใจ  เป็นเจ้าเมืองท้าวพรมาบุตร  พระบรมราชวงศาน้องพระอมรดลใจ  เป็นอุปฮาดท้าวสีหาจักร  (ฉิม)  เป็นราชวงศ์ ท้าวกุลบุตร (ท้าว)  เป็นราชบุตรมาปกครองเมืองตระการพืชผลต่อไป  แต่ตั้งอยู่ได้ไม่นานประมาณ  -๓ ปี  เท่านั้น  เพราะเห็นว่าบ้านนี้ไม่เหมาะที่จะตั้งเมือง  เนื่องจากกันดารน้ำ  การติดต่อกับเมืองอุบลฯลำบาก  จึงย้ายไปอยู่บ้านท่าม่วงที่ตั้งอยู่ริมเซบกเพื่อจะได้อาศัยทางน้ำไปมาหาสู่กับเมืองอุบลฯได้สะดวก  ทางจากบ้านสะพือไปทางทิศใต้    กม.                เมื่อ  .. ๒๔๔๔  เกิดกบฎผีบ้าผีบุญขึ้นในมลฑลอีสานและได้เข้ามาตั้งอยู่ที่เมืองตระการฯ  ผีบ้าผีบุญ  ได้ยกกำลังจากเมืองเขมราฐมาตั้งที่โนนโพธิ์  ทางทิศตะวันตกของบ้านสะพือ  พวกผีบ้าผีบุญได้มาตั้งที่บ้าน    สะพือ    ไม่ใช่คนบ้านนี้เป็นผีบ้าผีบุญแต่พวกเขามาหาพรรคพวกแล้วจะตีเอาเมืองตระการฯ  ที่ตั้งอยู่บ้านท่าม่วง  เมื่อตีได้แล้วก็จะไปตีเอาเมืองอุบลฯ  ให้สมเด็จลุนบ้านเวินชัย  มาเป็นเจ้าเมืองแทน  แต่แผนการณ์ของผีบ้าผีบุญไม่สำเร็จ                วันที่    เมษายน  ๒๔๔๔  พระเจ้าวรวงศ์เธอหลวงสรรพสิทธิประสงค์  ข้าหลวงผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ได้บัญชาให้  ร้อยเอกหลวงวิชิตสรการ  (จิตร   มัธยมจันทร์)  อดีตนายทหารปืนใหญ่และ    ร้อยเอกอินทร์นำทหาร  ๒๔  คน  ราษฎร  ๒๐๐  คน  พร้อมด้วยอาวุธปืนได้ยกกำลังมาถึงบ้านสะพือที่  ดอนเผิ่ม  วันที่    เดือน เมษายน  ๒๔๔๕  ได้เกิดปะทะกับผีบ้าผีบุญรบกันอยู่ประมาณ    ชั่วโมง  พวกผีบ้าผีบุญแตกหนี  องค์มั่น  ผู้เป็นหัวหน้าซึ่งเดือนพนมมือเสกเป่าคาถาอาคมเห็นท่าสู้ไม่ได้เลยหลบหนีไปทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง  คงได้แต่หมวกหนีบสักหลาด  ซึ่งเป็นเครื่องยศขณะนั้น  เดี๋ยวนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ  เหตุการณ์ได้สงบตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน                .. ๒๔๕๐  รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติปกครองท้องที่ฉบับแรกได้แบ่งการปกครองออกเป็นมณฑลจังหวัดอำเภอ  ตำบล  และหมู่บ้าน                .. ๒๔๕๒  ทางราชการได้ยุบเมืองตั้งเป็นอำเภอขึ้น  จึงได้ยุบเมืองตระการพืชผลไปขึ้นกับอำเภอพนา  ส่วนบ้านสะพือได้ตั้งเป็นตำบล  และมีสภาพเป็นตำบลมาจนกระทั้งทุกวันนี้                .. ๒๔๘๕  ทางราชการได้ตำแหน่งปลัดอำเภอประจำตำบลขึ้น  และได้ยุบตำบลสะพือไปขึ้นกับตำบลตระการ  ต่อมา  .. ๒๔๘๙  ได้ยุบตำแหน่งปลัดอำเภอประจำตำบล  บ้านสะพือจึงได้กลับมาตั้งเป็นตำบลอีกตามเดิมในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน                .. ๒๕๐๔  ได้สร้างสำนังงานผดุงครรภ์ประจำตำบลพร้อมกับเจ้าหน้าที่ประจำจนถึงปัจจุบัน                .. ๒๕๐๕  โรงเรียนบ้านสะพือได้เปิดขยายการศึกษาภาคบังคับ  .ปลาย                ..  ๒๕๑๗  ได้เปิดไฟฟ้าประจำหมู่บ้าน  (ไฟฟ้าพัฒนา)  เปิดใช้เวลา  ๑๘.๐๐๒๒.๐๐ น.  โดยใช้เครื่องจักรกลโรงไฟฟ้าโดยมี  นายเดชชาติ  วงศ์โกมลเชษฐ์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลฯเป็นประธาน                ..  ๒๕๑๙  ได้เปิดโรงเรียนระดับมัธยม  ระดับตำบลชื่อโรงเรียนสะพือวิทยาคาร  และในปีนี้ได้เปิดใช้ไฟฟ้าแรงสูงในหมู่บ้านจนถึงปัจจุบัน                ประชาชนชาวบ้านสะพือประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่  ประชาชนในหมู่บ้านเป็นผู้มีนิสัยใจคอโอบอ้อมอารี  ทุกวันนี้หมู่บ้านนี้อยู่ดีกินดี  และอยู่เป็นสุขทุกถ้วนหน้า                                                                                เอกสารอ้างอิง  หนังสือฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง 

 

คำสำคัญ (Tags): #ศึกสะพือ
หมายเลขบันทึก: 87780เขียนเมื่อ 31 มีนาคม 2007 20:39 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 มิถุนายน 2012 18:05 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (18)
  • น่าสนใจนะคะ
  • ประวัติศาสตร์อันยาวนานของบ้านสะพือ
พรพิมล พิมพ์ศรีโคตร

ขอบคุณมากค่ะกำลังหาอยู่พอดี อาจารย์ให้พูดวาทนิเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้

โรงเรียนสะพือวิทยาคาร ยอดเยี่ยมครับ

ดีมากน่าสนใจดี

อนุชิต แก้วกลึงกลม

    ถึงผู้เกี่ยวข้อง    

       บ้านสะพือเป็นประวัติศาสตร์ยาวนานที่คนรุ่นหลังไม่ควรลืม  ทั้งนี้ก็อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการสืบสานต่อไป  หรืออาจจะเป็นการสอนในช่วงประถมปลายก็ได้  อย่างน้อยก็เป็นการให้ชนรุ่นหลังรู้จักประวัติอันแสนยาวนานนี้ไว้ 

ถ้าผมมีโอกาสผมคนหนึ่งที่ต้องรักษาประวัติอันแสนยาวนานนี้ไว้  เพื่อบรรพบุรุษบ้านสะพือจะได้ภูมิใจ

                                        <<< ตู่ >>>

- รักชุมชนบ้านสะพือ
- รักสะพือวิทยาคาร
- รักทุกๆคนชาวบ้านสะพือ ทั้งครู-อาจารย์ทุกท่าน

                                     ขอบคุณครับ                            

สวัดดีครับชาวสะพือวิทยาคาร

โชคดีครับ

สุดยอด เเล้ว บ้าน สะพือ ............

ถึงผู้เกี่ยวข้อง

บ้านสะพือเป็นประวัติศาสตร์ยาวนานที่คนรุ่นหลังไม่ควรลืม ทั้งนี้ก็อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการสืบสานต่อไป หรืออาจจะเป็นการสอนในช่วงประถมปลายก็ได้ อย่างน้อยก็เป็นการให้ชนรุ่นหลังรู้จักประวัติอันแสนยาวนานนี้ไว้

ถ้าผมมีโอกาสผมคนหนึ่งที่ต้องรักษาประวัติอันแสนยาวนานนี้ไว้ เพื่อบรรพบุรุษบ้านสะพือจะได้ภูมิใจ

<<< ตู่ >>>

ผม รัก บ้าน สะพือ...

ผม อยู่ บ้านสะพือ...

ผม คิดถึง บ้านสะพือ...

เเต่ เพื่อ อนคต.....

ต้อง จาก บ้าน.....

>>>>ครุฑ >>>>>

น่าภาคภูมิใจกับลูกหลานที่มีบรรพชนที่กล้าหาญ

ปัทริยาภัทร ประปลาย

บ้านสะพือสุดยอดมากๆ

 

ขอบคุณค่ะ คุณครูที่นำข้อมูลดีๆมาโพส

ดีทากเลยคร้า ขอบคุณค่ะ

ขอเสริมท่านอาจารย์ภัทรวดี นิดหนึ่งครับ.. เมืองท่าม่วงหรือเมืองตระการฯที่ย้ายมานั้น ปัจจุบันคือ บ้านท่าเมือง อ.ดอนมดแดง ซึ่งอยู่ติดริมแม่น้ำเซบก ซึ่งที่เมืองเดิมนั้นอยู่ห่างจาก บ้านท่าเมืองปัจจุบัน ราว 2 กม. สถานที่เมืองท่าม่วงเดิมนันยังคงมีหลักฐานเป็นเศษอิฐเก่าอยู่ แต่ที่ปรากฏหลักฐานเด่นชัดที่สุด คือ ตัววัดและหมู่บ้านที่อยู่่รายล้อมเมืองเช่นวัด หนองไฮ(บ้านหนองไฮ)ซึ่งปัจจุบันได้เป็นวัดป่าประจำาบ้านท่าเมืองและเป็นวัดสาขาของวัดหนองป่าพง และวัดบ้านดอน ซึ่งมีการขุดพบไหบรรจุพระดินปั้นอยู่มากทั่วบริเวณ ขอต่ออีกนิดครับ เดิมที่ตั้ง บ.ท่าเมืองนั้นเ)็นท่าเรือที่ใช้คมนาคมติดต่อกับเมืองอุบลฯ และเป็นท่าสำหรับพาช้าง,ม้า ของเมืองลงกินน้ำและอาบน้ำและยังเป็นท่าน้ำสำหรับอุปโภคของชาวเมือง แต่ต่อมาเมืองท่าม่วงเกิดแห้งแล้งชาวเมืองจึงย้ายมาตั้งชุมชนใหม่บริเวณท่าน้ำของเมือง จึงเป็นที่มาของ บ้าน ท่าเมือง...สำหรับมูลเหตุที่ย้ายเมืองไปที่บ้านขุหลุ ปัจจุบันนั้น ความคิดเห็นส่วนตัว ผมคิดว่า น่าจะเกิดจากหน้านำ้ำหลากนั้นบ้านท่าเมืองน้ำจะท่วม ช่วงนั้นคงจะท่วมบ่อยจึงย้ายเมืองอีกครั้งและสาเหตูอีกประการหนึ่งคือการย้ายเมืองใหม่ไปตั้งอยู่ใกล้กับเมืองพนานิคมเพื่อมีเหตุการกบฏขึ้นอีกทางเมืองพนานิคมจะได้ช่วยทันการณ์ และจะได้อยู่ใกล้กับทางเมืองเขมราฐซึ่งอยู่ติดแม่นำ้โขงและทางฝั่วลาวซึ่งจะได้ควบคุมสอดส่องดูแลเมืองที่เคยเป็นกบฏได้ง่ายขึ้น...และเท่าที่ผมศึกษามาเจ้าเมืองตระการฯคนหลังๆนั้นจะเป็นคนของทางการที่ส่งมาปกครองจนถึงยุคที่เปลี่ยนเป็น อ.ตระการพืชผล ครับ...วันหลังผมจะเล่าประวัติเมืองอุบลยุคแรกที่ตั้งอยู่เมืองดอนมดแดง(อำเภอ..บ้านผมเอง)ให้ท่านอาจารย์พิจารณาดูครับ...หนุ่มโนนบ้านดอน....

ขอบคุณมากนี่นับเป็นความรู้ใหม่ที่ได้ร่วมแบ่งปัน ยังไงก็ช่วยๆ กัน ลูกหลานจะได้รู้ถึงภูมิหลังบ้านเกิดเมืองนอนของเขา

วุฒิชัย อินทร์แก้ว

ตอนเด็กๆ เวลากลางคืนแม่ผมจะบอกว่าอย่าเล่นส่งเสียงดัง เดี๋ยวผีบ้าผีบุญ จะได้ยิน ( บ้านนาหว้า ต.กระเดียน)

ขอบคุณครับ อาจารย์

เป็นคนเมืองอุบล แต่ชอบประวัติศาสตร์ของชาวตระการ

โดยเฉพาะ พระสงฆ์ สายสมเด็ดลุน พระอาจารย์ตู๋

สนับสนุน

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี