การปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่ถูกที่ควรในยุคโลกาภิวัฒน์เป็นสิ่งที่จำเป็นขึ้นเรื่อยๆสำหรับสังคมไทย สาเหตุใหญ่อยู่ที่การตามใจตนเองมากเกินไป หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อาจทำให้เกิดวิกฤตได้ ลองมาดูว่า การ”ไม่” ในสิ่งต่างๆ จะเป็นเหตุให้เกิดปัญหาในสังคมจริงหรือไม่
ไม่ควบคุมรายจ่าย
เป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย ทั้งที่มีแบบอย่างที่ดีของคนที่อยู่ได้อย่างประหยัดอยู่เหมือนกันในสังคมไทย แต่คนไทยกลับไม่สนใจนำมาปรับใช้ คงนิสัยฟุ่มเฟือยและมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นมนุษย์เงินเดือนรายได้ต่ำแต่มีพฤติกรรมรายจ่ายแบบผู้จัดการธนาคาร ตัวอย่างที่ใกล้ตัวคือเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ระดับล่างเช่นลูกจ้างแต่ดันแต่งตัวแบบไฮโซ ขับรถราคาแพง กินข้าวต้องไปเลี้ยงในร้านอาหารหรือภัตตาคารแทนที่จะซื้อกินตามปรกติ หรือทำกินเอง แต่ต้องไปซื้อของในห้างสรรพสินค้าใหญ่แทนที่จะซื้อใกล้บ้าน ต้องไปเที่ยวดูหนังดูคอนเสริ์ตทุกคืนแทนที่จะอยู่บ้านสบายๆ อ่านหนังสือดูโทรทัศน์....เป็นต้น
ไม่มีมรดกอะไรเลยแต่ชอบสร้างหนี้
ข้อนี้คงต้องโทษระบบผ่อนด้วย ทำให้คนเป็นหนี้ได้ง่ายดายโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก จึงปรากฎว่าร้อยละ 99.99 ของคนจนหาเข้ากินค่ำรวมทั้งมนุษย์เงินเดือนเป็นหนี้หมด ทั้งในระบบและนอกระบบและที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลยก็คือเป็นหนี้แบบที่ตัวเองไม่เคยคิดจะจำกัดเพดานหนี้หรือวางแผนปลดหนี้ในอนาคตเลยซึ่งถือว่าอันตรายมาก
ไม่เคยสนใจในเรื่องความรู้
จนเงินอย่างเดียวไม่เป็นไร หากขยันวันหน้าก็สามารถรวยได้ ตัวอย่างคนสู้จนรวยมีให้เห็นไม่น้อย แต่นี่จนสมองด้วย ปล่อยเวลาว่างให้ผ่านไปโดยไม่สนใจหาความรู้ใส่ตัวเพิ่มเติมโดยเฉพาะความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตในยุคสังคมฐานความรู้ที่ความรู้แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถนำไปหารายได้เสริมได้ นอกจากนั้นจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้การหาความรู้ทำได้ง่ายมาก ขอเพียงมีความตั้งใจอยากจะรู้
ไม่เคยสนใจเรื่องความพอเพียงในการดำรงชีวิต
คนจนส่วนใหญ่ทำตัวเป็นผู้บริโภคที่เกินตัวเสมอ ไม่เคยคิดถึงเหตุผลของการบริโภคของแต่ละอย่างเลยแต่ยึกหลักบริโภคตามกระแสสังคมเอาไว้ก่อน ยกตัวอย่างง่ายๆ การมีมือถือจำเป็นขนาดไหนสำหรับคนธรรมดาที่ไม่ได้มีธุรกิจ ในเมื่อโทรศัพท์ที่บ้านก็มีและต้องเสียค่าโทรศัพท์เป็นรายเดือนอยู่แล้ว
ไม่เคยใช้หัวสมองคิดแก้ปัญหาแต่ใช้ความถูกใจและตามกระแสสังคม
แค่หยิบหนังสือพิมพ์มาหนึ่งฉบับก็จะได้เรียนรู้ว่าคนไทยใช้วิธีแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ปัญญา ยอมทำผิดกฎหมายทุกอย่างเพียงเพื่อหาเงินมาเที่ยว หลงไหลกับเรื่องเพศไม่เหมาะสมกับวัย หลงไหลการพนัน สรุปง่ายๆ สวนทางกับศีลห้าทุกข้อ เคยอ่านไหมครับข่าวลูกฆ่าบิดามารดาบังเกิดเกล้าเพียงไม่พอใจที่โดนว่ากล่าวตักเตือน หรือการฆ่ากันระหว่างสามีภรรยาเพียงแค่ทะเลาะกันหรือแม้กระทั่งฆ่ากันโดยไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเพียงแค่มองหน้ากันแล้วไม่ถูกชะตาหรืออยู่คนละสถาบัน
ไม่เคยประหยัด
แม้โลกจะพัฒนาไปยุคไหนแล้วก็ตาม หากรู้จักประหยัด ก็สามารถอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยคือไม่มีใครคิดจะประหยัดกันเลย เป็นประเทศที่คนในประเทศเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง เคยเห็นไหมครับที่เปิดไฟ เปิดน้ำ เปิดแอร์ทิ้งไว้ แค่เดินผ่านบ้านใครสักคนก็สามารถจะเห็นสิ่งเหล่านี้รวมทั้งตามที่สาธารณะต่างๆ เช่นถนนสายต่างๆ บ่อยครั้งที่เปิดไฟข้างถนนทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น หลายสถานที่ทำงานเปิดประตูหน้าต่างทั้งที่เปิดแอร์ แม้แต่ในบ้านที่เราอยู่ก็เช่นกัน ลองหันไปดูรอบๆ ตัวเรา อาจจะเห็นสิ่งที่สามารถจะประหยัดได้แต่เราไม่เคยคิดกันเลย คนไทยจะรู้หรือไม่ว่าในต่างประเทศที่ได้ชื่อว่าเจริญแล้วบางประเทศนั้น คนของเขาไม่ได้มีวิถีชีวิตฟุ่มเฟือยอย่างที่คิดเลยแต่กลับมีความประหยัดมากกว่าคนไทยเสียอีก
ไม่เคยหยุด... ตามกิเลส
เป็นมนุษย์มีคำกล่าวว่าคือสัตว์ประเสริฐ เพราะรู้จักใช้หัวสมองคิด แต่คนเมืองส่วนใหญ่ไม่เคยหยุดที่จะตามกิเลสแล้วคิดถึงข้อเท็จจริงในสภาพปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร ที่พูดตรงๆ มาทั้งหมดนี้เพียงเพื่อให้เกิดการตระหนักคิดกันบ้าง แม้จะรู้ว่าคงไม่ง่ายนักหรอก อย่างไรก็ดี คนไทยมีดีอยู่เหมือนกันคือเป็นคนใจบุญ ชอบช่วยเหลือคนอื่น หากเปลี่ยนความเมตตานี้มาช่วยสังคมของเราเองให้รุ้จักการมีวิถีชีวิตที่เหมาะสมมากกว่านี้ก็จะดี เพื่ออนาคตของลูกหลานเราจะได้สบายกว่านี้....
ทางออก
ทางออกมีอยู่ทางเดียวคือการปรับทัศนะคติและปรับวิถีชีวิตใหม่ พัฒนาสติและนำภูมิปัญญาและความรู้ออกมาใช้เพื่อมีชีวิตอยู่อย่างสมดุลย์และพอดี อย่างพอเพียง แนวทางนี้มิใช่เพื่อให้อยู่กับความยากจนแต่ให้อยุ่กับความมีที่พอเพียงและเหมสะสม เพราะความยากจนจะไม่เกิดกับผู้มีปัญญา หากเราไม่คิดทำเพื่อการเปลี่ยนแปลงในวันนี้ สิ่งดีๆ ก็จะไม่เกิดและอนาคตของสังคมก็จะประสบกับปัญหาที่มากขึ้นเรื่อยๆ ..................................
ด้วยความปรารถนาดี
คุณมะปรางเปรี้ยวครับ
ขอบคุณครับสำหรับข้อคิดเห็น เป็นกำลังใจให้บันทึกต่อไป
คนไทยในโลกการแข่งขันระหว่างประเทศ จำเป็นต้องตื่นตัวแล้วครับ เพราะเพื่อนคนอื่น(เพื่อนบ้าน)เขาวิ่งกันไปแล้วครับ.......
ด้วยความปรารถนาดีเสมอครับ
บันทึกข้างบนนี้เขียนเมื่อครั้งอยู่ที่เจนีวา......
บัดนี้ไปอยู่ที่อินเดีย จึงเห็นว่าคนอินเดียทำในสิ่งที่สวนทางกับที่คนไทยไม่ทำหลายข้อ
สิ่งที่อินเดียหรือแขกทำ...............
ควบคุมรายจ่ายได้ดีมาก ไม่ตามกระแสโลกาภิวัฒน์เลย อยู่กันตามมีตามเกิด ไม่พึ่งความทันสมัยมากเกินไป
สนใจเรื่องความรู้มาก...........ชัดเจน เพราะแขกเก่งเรื่องคำณวน ไอที วิศวะ
อยู่กับความพอเพียง จนติดดิน ใช้จักรยานถีบ เทียนไข ใช้ของในท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน
ใช้สมองแก้ปัญหาเก่งจนถูกหาว่าเคี่ยว.....แก้ปัญหาแบบแขก ช้าๆ และช้ามาก
ประหยัดสุดๆ แม้เงินเพียงเล็กน้อย ก็มีความสำคัญ
หลายเมืองในอินเดีย ยังคงวัฒนธรรมดั่งเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้โลกจะก้าวหน้าไปถึงไหน แต่คนอินเดีย ก็ยังมีวิถีชีวิตแบบเดิมๆ โดยไม่มีปมด้อย
ทางออก
เรียนรู้จากอินเดีย และกลับมาอยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียง เช่นหันกลับมาใช้จักรยานถีบก้นในทุกเมืองใหญ่และไม่ใหญ่ ลดความฟุ่มเฟือย กินของไทย ใช้ของไทย
อะไรที่เกินพอดี ก็จะได้กลับมาพอดีและพอเพียง.....ยังไม่สายไปหรอกครับ
สวัสดีค่ะ
บทความดีๆ ควรได้มีโอกาส นำมาพรวนความคิดอีกครั้ง ความพอเพียง ใช้ได้ทุกกาลเวลา และสถานที่ ขอบคุณเจ้าของบันทึกด้วยค่ะ