พบว่าเวลาเราปรารถนาดีต่อใครโดยไม่หวัง...ไม่หวังแม้แต่ให้เขาคิดเหมือนเราคอยฟังให้เขาสบายขึ้น..อันนี้ดี...จะมีพลังเพิ่ม

พักนี้ดิฉั้นห่างหายไปยาวนานทำได้แค่เข้ามาอ่านและจากไป วันนี้สร่างซาจากภารกิจขอเล่าให้ฟังว่าไปทำอะไรมา สองเดือนที่ผ่านมาเฝ้าดูแลใจเพื่อนคนหนึ่งที่เสมือนคนป่วยใจเธอไม่สามารถยอมรับความเป็นจริงแห่งชีวิตได้...ไม่น่าเชื่อว่าอิทธิพลของความรักจะมากมายขนาดนี้ความรักทำให้เธอมืดบอดไม่มั่นใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ รุนแรง..หากไม่ประสบกับตัวเองที่ต้องทำหน้าที่เยียวยา..ก็ยังคงไม่เชื่อว่าความรักทุกข์ได้ขนาดนี้ เธอป่วยเพราะรัก ออกอาการคุมสติไม่อยู่เศร้าซึม..มองโลกในแง่ร้ายหวาดระแวงคนรอบตัวสารพัด ที่ทำให้เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่ในโลกที่ดิฉั้นนั่งมองนอนมองก็ยังยืนยันว่าสวยงาม...แต่เธอคิดตรงกันข้าม
            แล้วดิฉั้นทำอย่างไรกับเธอในสองเดือนที่ผ่านดิฉั้นไม่ใช่นักจิตวิทยาแถมไม่ใช่คนที่เข้าใจอะไรลึกซึ้งเรื่องจิตใจ...จนสามารถให้คำปรึกษาหรือดูแลใครได้ในขณะที่จิตผิดจากปกติ...เธอช่างถ่ายทอดเรื่องราวที่เธอจินตนาการในทางลบให้ดิฉั้นฟังจนดิฉั้นจมจ่อมและทุกข์ไปกับเธอ เป็นแบบนี้ประมาณหนึ่งเดือน ดิฉั้นก็รู้สึกไม่ไหวไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ดิฉั้นพูดคุยกับเธอมันจะทำให้เธอดีขึ้นหรือแย่ลงเนื่องจากเธอจะไม่ฟังใคร อีกประเด็นคือเรามีจุดต่างในขณะที่ "เธอเชื่อและงมงายในความรัก...แต่ดิฉั้นไม่เชื่อ...เลยซักนิด" ..รู้สึกหนักอึ้งรับไม่ไหว..ดูแล้วอาการของดิฉั้นจะหนักกว่าเธอ ไม่สดชื่น เศร้าหมอง หมดแรง กังวล สรรพเรื่องราวที่เธอจินตนาการจากใจที่ผิดหวัง เป็นเรื่องในทางลบ ถ่ายทอดให้ฟัง ฟัง ฟัง (มีหรือจะไม่"อิน"ไปกับเธอขนาดดูละครทั้งรู้ว่าน้ำเน่ายังร้องไห้ซะน้ำตาท่วมซอย)มันดูดเอาพลังงานที่เหลือเฟือของดิฉั้นไปหมดจนหมดแรงในแต่ละวัน...ก่อนเธอหลับดิฉั้นทำหน้าที่ฟังเธอพูด.. และในแต่ละวันที่ลืมตาตื่นดิฉั้นจะโทรหาเธอ เช็คว่าเธอมีลมหายใจอยู่หรือเปล่า..วันนี้เป็นไง "นอนหลับนะ" "กินอะไรแล้วยังวันนี้" "เป็นห่วงเธอนะ" "ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอกคิดเสียว่าเราทำบุญกันมาแค่นี้" "อย่าคิดอะไรให้มาก" "ฉันรักเธอนะ" "อย่าดื้อนะ..เชื่อหมอนะ..แข็งแรงแล้วจะพาไปเที่ยว"  ดิฉั้นก็นึกคำพูดที่จะพูดกับเธอได้เท่านั้นจริงๆ นอกจากนั้นก็ฟังเธอนานเท่าที่เธออยากคุย.....จนฉันหลับคาโทรศัพท์ไปก็มี พร้อมๆกับสัญชาติญาณการรักตัวเองคิดเห็นแก่ตัวว่าสนใจใครอื่นทำไม ปกติทุกข์ของตัวเองก็หมุนเวียนขึ้นลงตามสิ่งกระทบมากพอควรแล้ว...แว๊บคิดแยก...ทุกข์ของเธอ...ทุกข์ของฉัน...ดิฉั้นวิเคราะห์ว่าน่าจะเกิดจากสัญชาติญาณการเอาตัวรอดของตัวเอง..เราอยากรับผิดชอบเพียงทุกข์ของตัวเองไม่อยากสนใจทุกข์คนอื่น..คิดอยากจะวิ่งหนีไปให้ไกลสุดฟ้าอยากโยนโทรศัพท์ทิ้งไปให้ไกลตัวปิดโทรศัพท์หนีซัก สิบวัน แต่..ก็ทำไม่ได้ที่จะทำเฉยไม่รับโทรศัพท์เธอทั้งที่รู้ว่าเธอจะพูดเรื่องเดิม...ดิฉั้นสงสารเธอในขณะที่เธอต้องการดิฉั้นแต่ดิฉั้นกลับทำเฉย...

        วันนี้เธอดีขึ้น..ออกมาทำงานได้ยอมรับความจริงได้มากขึ้น..ยอมปรับตัว..ใจเธอสบายขึ้น 
ดิฉั้นเรียนรู้ว่าการเยียวยาใครต้องทำด้วยความรัก...ความหวังดีล้วนๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่แอบคิดว่า..เมื่อไหร่มันจะหาย(ว่ะ)..ขี้เกียจฟังแล้วเสียเวลาปล่อยไปดีกว่าไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตเราเลย..ทิ้งให้เพื่อนมีชีวิตอยู่ลำพัง...อันนี้ทุกข์หนักกว่าและพบว่าเวลาเราปรารถนาดีต่อใครโดยไม่หวัง...ไม่หวังแม้แต่ให้เขาคิดเหมือนเราคอยฟังให้เขาสบายขึ้น..อันนี้ดี...จะมีพลังเพิ่มขึ้นแต่มันไม่ง่ายเลยนะคะการที่จะถอดตัวเองออกมาจากเรื่องราว..ต้องฝึกตัวเองอย่างหนักนานเป็นเดือนกว่าจะทำตัวถูกแบบมีจิตที่เป็นปกติคอยฟังเธอได้อย่างไม่ทุกข์ตามรังสีของความทุกข์แผ่มาสู่เราและ...การที่เราหลีกเลี่ยงไม่เป็น....เราจะทุกข์ตาม
           ดิฉั้นนึกขอบคุณ"พ่อและแม่" ที่เลี้ยงดูให้ดิฉั้นเข้มแข็ง..ไม่บอบช้ำง่าย...สามารถทนต่อความทุกข์ได้....งานนี้เป็นแบบฝึกหัดชีวิตให้ดิฉั้นประยุกต์เป็นบทเรียนเลี้ยงดูลูกสาวทั้งสองของดิฉั้น พึงสอนเธอเรื่องความรักกับการมีชีวิตที่เข้มแข็งแม้กระทั่งสอนตัวเอง ให้คิดเสมอว่า..ชีวิตของเราเราต้องยืนได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมีชีวิตที่แข็งแกร่งทนต่อทุกข์ได้จะต้องครองสติได้หากวันใดที่เกิดอุบัติเหตุแห่งชีวิต