เข้าใจอะไรยาก
ไม่มีทางทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย

มีใครเคยหงุดหงิดใจ เวลาที่เห็นเพื่อนหรือเห็นใครๆ พูดจาไม่ค่อยจะรู้เรื่อง และไม่เข้าใจอะไรง่ายๆ บ้างมั้ย ทั้งๆ ที่บางทีเรื่องบางเรื่องก็แสนจะง่ายดายในการทำความเข้าใจ แต่เขาก็ไม่พยายามทำความเข้าใจเอาเสียเลย เรื่องเล็กๆ จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ อธิบายยังไงก็ไม่เข้าใจ ดื้อรั้นจะให้มันกลายเป็นเรื่องยากอยู่นั่นแหละ ซึ่งเราก็คงรู้ว่าอารมณ์หงุดหงิดกับเรื่องเหล่านี้มันเป็นยังไง

เหนื่อยใจ
ไม่อยากคบค้าสมาคม
ไม่อยากขอความคิดเห็น
ไม่อยากยุ่งวุ่นวาย
ท้ายที่สุด... เราอาจจะเลิกคบไปเลย

แล้วถ้าใครคนนั้นกลายเป็นเราเข้าล่ะ เรากลายเป็นคนที่เข้าใจอะไรยาก เรื่องบางเรื่องเราก็ดื้อรั้นหัวชนฝา เอาความคิดเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ ซึ่งบางทีเราก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น แต่มันก็เป็นไปแล้ว และสุดท้าย ใครๆ ก็เอือมระอา บอยคอร์ตเราบ้างล่ะ เหน็บแนมเราบ้างล่ะ นินทาเราลับหลังบ้างล่ะ

เราเลยกลายเป็นตัวตลกในสายตาใครต่อใคร
กลายเป็นคนที่ใครๆ ก็ไม่อยากให้ออกความคิดเห็น
กลายเป็นคนที่ใครๆ ก็ไม่อยากให้เข้ากลุ่มเข้าพวก
และท้ายที่สุด... เราอาจกลายเป็นคนที่ใครๆ อยากเลิกคบ

ซึ่งคนที่เป็นทุกข์ก็ไม่ใช่ใคร คือตัวเราเอง เราต้องเก็บเอาความรู้สึกเหล่านี้ไว้กับตัวคนเดียว กลับเข้าบ้านก็ยังสลัดไม่พ้น ยังครุ่นคิดว่าทำไม เพราะอะไร ใครๆ ถึงปฏิเสธเรา แล้วทำไมเราถึงต้องปฏิเสธเขา ทำไมถึงไม่มีจุดร่วมที่พอดีและเหมาะสมกันบ้างเลย

มีเพื่อนคนหนึ่งเคยถามคำถามชวนหัวไว้ว่า...

“ทำไมนกกระยางถึงยืนขาเดียวเวลาหลับ”

คำถามนี้เป็นคำถามที่ชวนคิดอยู่พอสมควร พยายามคิดหาคำตอบ แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่าทำไมมันถึงยืนขาเดียว ทำไมมันไม่ยืนสองขาเวลาหลับ เพื่อนเลยบอกให้ลองเปลี่ยนมาถามตัวเองดูใหม่ว่า ทำไมมันหดขาเดียว ทำไมมันไม่หดสองขา แล้วคำตอบมันก็ออกมาโดยทันทีว่า...

“ถ้ามันหดทั้งสองขา มันก็ล้มน่ะสิ”

จริงๆ แล้วคำถามนี้ตอบได้ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่เราลองเปลี่ยนมุมมองความคิด เหมือนที่เพื่อนคนนี้บอกเอาไว้ว่า...

“หากเราเปลี่ยนมุมมอง หรือตั้งคำถามเสียใหม่ นกกระยางยืนขาเดียว กับนกกระยางหดขาเดียว ที่จริงก็คือสิ่งเดียวกัน แต่เป็นภาพอันเกิดจากมุมมองที่ต่างกัน และสามารถชักนำความคิดของเราไปคนละทิศละทางได้”

จริงๆ แล้วปัญหาความขัดแย้งทางความคิดสามารถแก้ไขได้ ถ้าคนทุกคนพร้อมเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ไม่สร้างกรอบปิดกั้นตัวเอง ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวกที่ใหญ่กว่า เพื่อกีดกันไม่ให้คนที่ไม่เข้าพวกทางความคิดได้เดินเข้ามา เพียงเพื่อต้องการให้เขาคนนั้นกลายเป็นแกะดำ และเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่มีค่าความหมายในสังคม

และคนที่ถูกเมินจนกลายเป็นแกะดำ ก็ไม่ควรที่จะปิดกั้นความคิดตัวเองด้วยเช่นเดียวกัน เปิดใจและเปิดตัวเองเดินเข้าหา เอาความรู้สึกจากใจจริงๆ ของเราถ่ายทอดไปสู่เขาอย่างนุ่มนวล อย่าดื้อรั้นที่จะเอาความคิดเห็นของเราเป็นใหญ่ อย่าพยายามทำเรื่องง่ายให้เรื่องยาก เขาต่อต้าน เราก็ต้องรู้จักกลวิธีในการนำเสนอที่ดี ใช้เวลาเพื่อที่จะได้รับการยอมรับ อย่าปิดประตูแรงๆ ใส่หน้าเขา เวลาที่เขาต่อต้าน เพราะนั่นจะกลายเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อม และทำให้เราไม่มีพื้นที่ยืนอย่างสง่างามอยู่ในสังคม

เมื่อไรก็ตามที่เราเข้าใจเขา เขาเข้าใจเรา และสามารถจูนความคิดเห็น จูนการรับรู้ไปในทิศทางเดียวกันได้ เมื่อนั้น เราก็คงไม่ต้องพบเจอคนที่เข้าใจอะไรยาก และเราก็ไม่ต้องกลายเป็นคนที่เข้าใจอะไรยากด้วยเช่นเดียวกัน ต่างคนต่างเข้าใจกัน ยอมรับในเหตุผลของกันและกัน ผิด... ก็จะได้ว่ากันไปตามผิด ถูก... ก็จะได้ว่ากันไปตามถูก และบทสรุปก็จะเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับกันได้ โดยไม่กินแหนงแคลงใจกันอีกต่อไป

เคยมีคนเตือนสติเอาไว้ เวลาที่ต้องถกเถียงทะเลาะกับเพื่อน และต่างฝ่ายต่างคิดว่าเหตุผลของตัวเองถูกต้องและดีงามที่สุดเอาไว้ว่า...

จงใช้เวลาให้น้อยในการคิดว่า “ใคร” เป็นคนถูก
แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า “อะไร” คือสิ่งที่ถูก

เมื่อต่างฝ่ายต่างใช้เวลาหาจุดร่วมที่ถูกต้องได้แล้ว ต่างยอมรับมันได้แล้ว สุดท้ายเราคงไม่ต้องเห็นใครคนใดคนหนึ่ง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมานั่งเป็นทุกข์เพียงแค่เรื่องความเข้าใจและความไม่เข้าใจ เพราะทั้งสองสิ่งนี้เป็นอะไรที่อยู่ใกล้กันมาก และสามารถกลมกลืนกันได้ด้วยดี

หากเราร่วมมือร่วมใจ
และพร้อมใจทลายกำแพงที่มีชื่อว่า
“ปิดกั้นตัวเอง”

..ใยไหม