ใครก็ตามที่มีวันและวัยอยู่ในรุ่นเดียวกับผมและเคยไปออกค่ายอาสาพัฒนาในสมัยที่เคยเป็นหนุ่มสาวนักแสวงหาในรั้วมหาวิทยาลัย ผมเชื่อว่าจะคุ้นเคยกับ “เสียงนกหวีด” เป็นยิ่งนัก เพราะนกหวีด คือ สัญญาณเสียงของการเริ่มต้นชีวิตในค่าย รวมถึงเสียงสัญญาณการหยุดพักจากการงานแห่งชีวิต หรืออื่น ๆ อีกจิปาถะ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในเรื่องสั้น “เหมือนอย่างไม่เคย” ของอาจารย์ วิทยากร เชียงกูล ก็สะท้อนภาพชีวิตชาวค่ายที่สัมพันธ์และเกี่ยวโยงกับเสียงนกหวีดอย่างแจ่มชัด ดังว่า…</p><p> “ตอนเที่ยงเธอได้ยินเสียงนกหวีดและเห็นพวกเขาวางมือจากงานเดินกลับที่พักกันเป็นกลุ่ม….เช้าวันรุ่งขึ้น ทองม้วนไม่ได้ยินเสียงนกหวีดเหมือนเคย เธอรู้สึกว่าบางอย่างที่เคยยึดไว้ได้สูญหายไปเสียแล้ว….” </p><p>
</p><p>ระยะหลังที่ผมมีโอกาสคลุกคลีเข้าออกค่ายอาสาพัฒนาอยู่อย่างไม่ว่างเว้น ผมสัมผัสเห็นความเปลี่ยนแปลงและการเปลี่ยนถ่ายวัฒนธรรมชาวค่ายอยู่หลายประการ แต่ที่ผมฉุกคิดอยู่เรื่อยมาก็คือ “การจากไปของเสียงนกหวีด” โดยมี “เสียงอันกระหึ่มของเครื่องไฟ เครื่องเสียงที่เคลื่อนขยับเข้ามาทำหน้าที่แทนนกหวีดอย่างสนิทแน่น !” </p><p>แน่นอนครับมันเป็นวิถีการเปลี่ยนถ่ายของรูปแบบที่คล้อยไปตามยุคสมัยทางสังคม แต่อย่างไรสำหรับ “คนหัวเก่าอายุแก่” อย่างผมก็อดรำพึงถึง “เสียงนกหวีด” ไม่ได้ </p><p>
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมเคยได้พูดคุยกับนิสิตในมุมของการบอกเล่าและแลกเปลี่ยนมานักต่อนัก , ผมเคยอธิบายให้ฟังว่านกหวีดคือ “เสียงสัญญาณแห่งชีวิตและการงานของชาวค่าย” มันเป็นเสียงแห่งการปลุกให้ตื่น, กำชับให้มากินข้าว, บอกกล่าวให้มาประชุมและเล่นรอบกองไฟ, ฯลฯ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>เสียงนกหวีด เป็นเช่นเดียวกับเสียงระฆังในโรงเรียนที่คอยทำหน้าที่ของการเคารพธงชาติ, เปลี่ยนชั่วโมงเรียน, พักเที่ยง และเลิกเรียนกลับบ้าน </p><p>แต่ตอนนี้ผมแทบไม่พบว่าในค่ายอาสาของนิสิตมีนกหวีดเป็นเครื่องสัญญาณกำกับการงานและชีวิตของพวกเขาแล้ว สิ่งที่กระโดดเข้ามาทำหน้าที่แทนก็คือความมหึมาและก้องกระหึ่มของเครื่องไฟที่เร้าใจและเร้าพลังกว่าเป็นไหน ๆ หนำซ้ำยังมีคุณประโยชน์เบ็ดเตล็ดกว่านกหวีด </p><p>
</p><p></p><p>ผมเห็นชาวค่ายใช้เครื่องไฟหรือเครื่องเสียงอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ บางทีเปิดเพลงให้ชาวค่ายได้ฟังอย่างคึกครื้น บางครั้งก็ใช้ไมโครโฟนประกาศชี้แจงและนัดหมายประชุม หรือแม้แต่เรียกระดมชาวค่ายมากินข้าวกินปลาก็ล้วนหนีไม่พ้นการอาศัยเครื่องไฟเป็นเครื่องมือของการสื่อสารแทบทั้งสิ้น </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ตกดึก, กิจกรรมรอบกองไฟระหว่างชาวค่ายกับชาวบ้านจากที่เคยตีกลองร้องเพลงด้วยปากเปล่าก็มีเครื่องเสียงเข้ามาเป็นอุปกรณ์บันเทิงอย่างลงตัว สร้างความคึกคัก คึกครื้น และตื่นตัวอย่างน่าอัศจรรย์ใจ !</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมเคยถามนิสิตเสมอว่าเครื่องไฟเหล่านี้ได้มาอย่างไร ? ใครนำมาให้ ? หรือจำเป็นแค่ไหนที่ต้องใช้เครื่องไฟอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ? </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p></p><p>เหตุที่ต้องไต่ถามเช่นนั้น เพราะเกรงว่าการที่เครื่องเสียงเหล่านั้นต้องติดตั้งอยู่ในค่ายเป็นเวลาหลายคืนหลายวันเช่นนี้ ย่อมหมายถึง “ค่าใช้จ่าย” ที่ใครสักคนต้องแบกรับหรือจ่ายไปอย่างไม่จำเป็น และหากชำรุดเสียหายขึ้นมาก็ยิ่งเพิ่มภาระมากขึ้นเท่าตัว หรือถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ควรใช้ในห้วงยามที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น …. </p><p>
</p><p>ผมอยากให้นิสิตเรียนรู้วัฒนธรรมการใช้เครื่องไฟ - เครื่องเสียงของชุมชนบ้าง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในเทศกาล หรือวันพิเศษของชุมชนทั้งงานบุญงานทาน งานมงคล หรือแม้แต่งานไม่มงคลก็ด้วยเช่นกัน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การได้มีโอกาสเที่ยวท่องในค่ายต่าง ๆ ในช่วงนี้ ด้วยความที่ผมมีพื้นเพชีวิตเป็นคนบ้านนอกขอบชนบท เมื่อสัญจรมาพบเครื่องเสียงชุดใหญ่ตั้งแช่อยู่ในพื้นที่การออกค่ายและกระหึ่มเสียงทำหน้าที่เบ็ดเตล็ดแทน “เสียงนกหวีด” เช่นนี้ก็ยิ่งอดไม่ได้ที่จะสะท้อนรำลึกถึงบรรยากาศของเสียงนกหวีดเมื่อครั้งที่ตนเองเคยเป็นชาวค่ายเมื่อหลายปีที่แล้ว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>ขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงห้วงชีวิตและบรรยากาศที่ตนเองเคยวิ่งเล่นในครัวเรือน – เฮือนงานแต่งงานที่สนุกเร้าใจ หรือแม้แต่ชวนเศร้าสลดหดหู่ในครัวเรือน - เฮือนงานศพ ตลอดจนงานบุญกฐินและผ้าป่าที่ขับเสียงอันดังด้วยเครื่องไฟ, เครื่องเสียงชุดใหญ่ </p><p> </p><p> </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แด่ นกหวีด ..เสียงคุ้นเคยของชาวค่ายที่กำลังเลือนหายไป</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">21 มีนา 50</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พิธีมอบค่าย , ปลูกต้นกล้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สกลนคร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>
แปลกดีนะค่ะ ทำไมเวลาไปออกค่ายจึงมีเครื่องไฟ เครื่องเสียงกระหึม แสดงว่าวิถีของชาวบ้านก็เปลี่ยนไปด้วยรึปล่าวค่ะ…พี่จำไม่ได้ว่าช่วงที่ตนเองออกค่ายนั้นมีนกหวีดรึปล่าว ที่แน่ๆ ไม่มีเครื่องไฟ เครื่องเสียงค่ะ
สวัสดีครับ
ก่อนอื่นอาจจะต้องบอกเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งคือ
"วัฒนธรรมใดที่อยู่นิ่ง ๆ หมายความว่า วัฒนธรรมนั้นได้ตายแล้ว"
ผมในฐานะที่ก็เคยได้เป็นผู้นำค่ายอาสามาก่อน แต่ไม่ทัน "นกหวีด" ผมอาจจะอยู่ในยุคถัดมาคือ "โทรโข่ง" เครื่องให้ความบันเทิงก็เป็น"กลอง" และเรื่อยมาจนถึงยุค "เครื่องไฟ" ที่ใช้ทุก ๆ อย่าง
ผมยังไม่รู้เลยว่าพี่แผ่นดินได้รับคำตอบของเรื่องค่าใช้จ่ายของเครื่องไฟว่าอย่างไร
แต่สำหรับค่ายที่ผมทำนั้น "ไม่มีค่าใช้จ่าย" หรือไม่ก็เป็นเพียงการตอบแทนของชุมชน เป็นบางครั้งที่ชุมชนพอจะหาได้ ในบางแห่งที่หมู่บ้านที่ออกค่ายไม่มี ก็ใช้เท่าที่มี(คือ ไม่มี)
ผมยังจำได้ว่า ในตอนที่ได้ร่วมค่ายอาสาใหม่ ๆ ไปยังหมู่บ้านหนึ่งที่มีเพียงรถไฟร์วิลเท่านั้นที่ไปได้ และมีเพียงรถเข้าตำบลเพียงวันละสองครั้ง(ยังจำได้ดีเลย) ต้องเข้าไปเตรียมค่ายอยู่สามวันก่อนที่ค่ายจริงๆ จะเริ่มขึ้น(ค่ายหลัง ๆ ก็สบายขึ้น....เหนื่อยแล้ว...)
ในค่ายที่นั่น ไม่มีอะไรที่คนเมืองเรามี แต่เขามีสิ่งที่คนเมืองต้องการนั่นก็คือ ธรรมชาติ น้ำใจ การช่วยเหลือกัน การแบ่งปัน สุขภาพจิตที่ดี ฯลฯ
ท้ายที่สุด เราคงรั้งเหตุการณ์เหล่านั้นไว้ให้เหมือนเดิมไม่ได้(แต่อยากให้ใจคนเราเหมือนเดิม)
ขอบคุณครับ สำหรับบันทึกที่ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวแบบนี้อีกที
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
นั่งคิดถึงตอนออกค่ายเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ( แก่พอตัวอิ อิ ) จำได้ว้ใช้นกหวีดเป็นสัญญาณเรียกค่ายเหมือนกันค่ะ และใช้กีต้าร์ เมาท์ออร์แกน ไมโครโฟน กลองเป็นเครื่องมือในการให้ความบันเทิงชนิดต่างๆ..
วันวาร..ที่ผ่านเลย ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ( คนแก่มักจะคร่ำครวญถึงความหลัง ) ..ในตอนนี้เวลาเบิร์ดจัดค่ายเด็กที่ ชร.ก็ยังใช้นกหวีดอยู่ค่ะ ได้ผลชะงัดแถมไม่ต้องเหนื่อยมากด้วย..
สวัสดีครับ..อ.แป๋ว <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>ตอนนี้ชาวค่ายใช้ไมโครโฟนแทนนกหวีดเกือบทั้งนั้น…และมีเครื่องเสียงที่ชาวบ้านจัดมาไว้ให้นิสิตได้ใช้ทั้งเพื่อความบันเทิง, สื่อสารทั่วไปและใช้ในกิจกรรมรอบกองไฟ</p><p>บางที่, ชาวบ้าน หรือโรงเรียนก็เช่ามา แต่บางที่ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ประเด็นที่ผมคิดก็คือ…ความจำเป็นที่แท้จริงว่าควรใช้อย่างไรและเมื่อไหร่เป็นสำคัญ</p><p>วิถีชุมชนก็เปลี่ยนไป , เครื่องเสียงทุกวันนี้กลายไปเป็นปัจจัยบันเทิงในครัวเรือนไปแล้วเช่นกัน</p><p>ที่ผมชวนนิสิตคุยเรื่องนี้ ก็อยากให้เขาเข้าใจวิถีวัฒนธรรมอดีตและปัจจุบันของชุมชนเป็นที่ตั้งเท่านั้นเองครับ !</p><p> </p><p> </p>
สวัสดีครับ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>..</p><p>ดีใจมากเลยครับที่บันทึกนี้เชื่อมโยงคนค่ายมาแลกเปลี่ยนกันจนได้…และเรื่องที่คุณอุทัยเล่าก็ชัดเจนและสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมค่ายที่ชัดเจนมาก</p><p>เรื่องเครื่องเสียง. ส่วนใหญ่ชุมชนจัดหามาให้ มีบ้างทั้งที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่บางที่ (ผมเชื่อว่า) อาจจะมีบ้างที่เช่ามา แต่ชุมชนก็ไม่แจ้งกับนิสิต เพราะเกรงใจ และที่สำคัญเป็น “น้ำใจ” ของชาวบ้านที่มีต่อชาวค่าย</p><p>แต่ที่ผมชวนนิสิตขบคุยนั้นก็เพราะว่าอยากให้เขาคำนึงถึงความจำเป็นและเข้าใจวิถีทางวัฒนธรรมชุมชนด้วยเช่นกัน….</p><p>……………</p><p>ในค่ายที่นั่น ไม่มีอะไรที่คนเมืองเรามี แต่เขามีสิ่งที่คนเมืองต้องการนั่นก็คือ ธรรมชาติ น้ำใจ การช่วยเหลือกัน การแบ่งปัน สุขภาพจิตที่ดี ฯลฯ …(สิ่งเหล่านี้พบเสมอเมื่ออกค่าย)</p><p>ขอบคุณอีกครั้ง นะครับ…และเอาภาพเครื่องดนตรีของชาวค่ายมาฝาก
</p>
สมัยผมออกค่ายไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยจริงจริง…ในการจัดเตรียมสถานที่ในค่าย หนึ่งล่ะ ต้องคิดถึงเสื่อสำหรับปูนั่งในเวลาประชุม…วัด เป็นที่แรกที่มักจะนึกถึง…ว่าต้องมีเสื่อให้ยืมแน่แน่..แต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่ซองเป็นค่าบูชา…สองล่ะ การจัดหาไมค์ เครื่องเสียง และลำโพง เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมที่ต้องอาศัยเสียงเพื่อให้ดังอย่างทั่วถึงกัน…สำหรับเครื่องเสียงนี่จะปรึกษาผู้ใหญ่บ้านก่อนเลยว่าจะหาได้ที่ไหน บางหมู่บ้านมีของตัวเอง บางหมู่บ้านต้องไปขอยืมโรงเรียน บางหมู่บ้านต้องไปยืม อบต. หรือ อนามัย…ซึ่งแล้วแต่ผู้ใหญ่บ้านจะพาไป…ซึ่งเวลากลางวันนั้น จะแยกแต่ละโครงงาน ดังนั้น เครื่องเสียงจึงไม่ได้ใช้ในภาคกลางวัน แต่กิจกรรมที่เกี่ยวกับเด็กที่ต้องสร้างความสนุกสนานบ้าง ก็ไม่พ้นกลอง…นกหวีดก็ใช้เพียงกิจกรรมกับเด็ก เพราะบางกิจกรรมต้องให้สัญญาณในการเริ่มและหยุด…เช่น การเล่นเกมส์เป็นต้น…ตกเย็นเครื่องเสียงถูกมาใช้อีกครั้ง..เมื่อมีกิจกรรมนันทนาการช่วงกลางคืน หรือ เชิญวิทยากรมาให้ความรู้…นกหวีดมีความหมายเพียงการให้สัญญาณเริ่มหรือหยุด…แต่ไมค์ เครื่องเสียง ลำโพง มีความหมายในแง่การสื่อสารที่มีพลังมากขึ้น…ซึ่งซึ่งหลังจากเสร็จค่ายต้องมีการส่งของคืนซึ่งต้องจ่ายค่าบำรุง ค่าไฟให้กับหมู่บ้านตามสมครเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจ…แต่ในกรณีการเปิดเครื่องเสียงโดยไม่จำเป็นแสดงความครึกครื้นจนเกินไป…ชวนให้ชาวบ้านคิดว่า ชาวค่ายนี้มาเที่ยวเล่นสนุกสนานหรืออย่างไร..เป็นสิ่งที่ควรระวังครับ…ดังนั้น ไม่ว่าในค่ายหรือนอกค่ายแล้ว การใช้เสียงเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังว่าจะเป็นการรบกวนคนอื่นหรือไม่
ขอบคุณครับ..คุณเบิร์ด <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>…เป็นธรรมดาครับ..คนที่อายุล่วงถึงปานนี้ต้องบ่นเพ้อถึงอดีตเป็นธรรมดา (ยิ้ม ๆ )</p><p>นี่คือภาพวงมโหรี (ประยุกต์) ของชาวค่ายที่คิดค้นเน้นสนุกเป็นหลัก ซึ่งเกิดขึ้นที่ค่ายของชมรมอาสาฯ </p><p>เก็บมาฝาก….นะครับ</p><p>
</p><p> </p>
สวัสดีค่ะ คุณแผ่นดิน
อ่านบันทึกนี้ของคุณแผ่นดินแล้ว ทำให้พี่หวนนึกถึงสมัยตอนเรียนปริญญาตรี ซึ่งสมัยนั้น ทำกิจกรรมเป็นบ้าเป็นหลัง ออกค่ายเป็นว่าเล่น แต่ก็ไม่เสียการเรียนนะคะ
สมัยนั้น ในการออกค่ายทุกอย่างต้องพึ่งพิงธรรมชาติซะส่วนใหญ่ ชาวค่ายต้องตักน้ำใช้เอง
อาบน้ำจากบ่ออาบน้ำ ไม่มีห้องน้ำ มีเพียงห้องสุขาชั่วคราวเท่านั้น
วันหนึ่งอาบน้ำแค่ครั้งเดียว คือ กลางคืน ดึก ๆ
อุปกรณ์ อาหารการกิน ก็ต้องดูแลตัวเอง จัดหา จัดทำเอง ฟืนไฟ ก็ไม่มี ค่ำแล้ว เป็นต้องสุมไฟ จุดตะเกียงน้ำมัน นั่งล้อมวงคุยกันเรื่องงาน นั่งเล่นกีตาร์ นั่งสันทนาการกัน
อาจจะเป็นเพราะสมัยนี้ ทุกอย่างเปี๊ยนไป๋ แทบทุกหมู่บ้าน จะมีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อมมูล ทำให้การไปออกค่ายอาสาของนักศึกษาในแต่ละครั้ง ยังมีความสะดวกสบายแฝงอยู่ ทำให้เด็ก ๆ ขาดในส่วนของการฝึกการใช้ชีวิตแบบชนบท ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างออกค่าย ก็จะขาดหายไปด้วย
ไม่เหมือนสมัยก่อน
สวัสดีครับ คุณเลี้ยวเฮียง
ขอบคุณมากครับที่นำประสบการณ์ตรงมาแลกเปลี่ยนได้อย่างชัดเจนมีประโยชน์มาก
ทุกวันนี้เสื่อ (สาด) ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชาวค่ายเสมอ
กรณีเครื่องเสียงก็เช่นกัน ผมก็มองถึงความจำเป็นและกาละของการใช้เป็นหัวใจหลัก และตามที่คุณชอเลี้ยวเฮียงได้กล่าวถึงลักษณะการใช้ก็ถือว่าถูกต้อและเหมาะสมยิ่งแล้ว รวมถึงความมีน้ำใจ หรือความรับผิดชอบที่ต้องจ่ายค่าบำรุงให้กับชาวบ้านบ้าง
และประโยคเหล่านี้ของคุณฯ ถือเป็นข้อแนะนำที่มีประโยคอย่างยิ่ง กรณีการเปิดเครื่องเสียงโดยไม่จำเป็นแสดงความครึกครื้นจนเกินไป...ชวนให้ชาวบ้านคิดว่า ชาวค่ายนี้มาเที่ยวเล่นสนุกสนานหรืออย่างไร..เป็นสิ่งที่ควรระวังครับ...ดังนั้น ไม่ว่าในค่ายหรือนอกค่ายแล้ว การใช้เสียงเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังว่าจะเป็นการรบกวนคนอื่น
และนี่คือ ดนตรีที่ไม่ต้องลงทุนครับ
คุณแผ่นดิน
คุณแผ่นดิน
ข้อเขียนของคุณปลุกวิญญาณอดีตชาวค่ายให้ตื่นไปตามๆกัน พี่เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยออกค่าย เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้วไม่เคยรู้เลยว่าชาวค่ายเดี๋ยวนี้ไม่ใช้นกหวีดเสียแล้ว เสียดายนะ
สวัสดีครับ อ.ย่ามแดง
เสียงนกหวีดยังทรงอานุภาพเสมอนะครับ...และหลายกิจกรรม หรือหลายภาคส่วนก็ยังมีนกหวีดเป็นตัวขับเคลื่อน
เจตนาผมไม่มีอะไรมากหนอกครับ ก็แค่รำลึกบรรยากาศเก่า ๆ แก่ ๆ เท่านั้นเอง และเพียงต้องการสะกิดเตือน หรือสะท้อนปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงในทางวัฒนธรรมกิจกรรมบ้าง...บนพื้นฐานของการเข้าใจและยอมรับในเงื่อนไขของยุคสมัย
หากแต่ไม่ลืมที่จะให้คำนึงถึง "ความจำเป็น" ของบางสิ่งบางอย่าง และสิ่งเหล่านั้นจะต้องไม่ไปฝืนวัฒนธรรมของชุมชนนักก็เท่านั้นเอง
ขอบคุณนะครับ....ที่ทำให้รู้ว่าใน G2K มีอดีตคนค่ายอยู่มากมายปานนี้
ลืมไปครับ… <div class="picture">
</div><div class="picture">ผมตอบคำถามเรื่อง URL ให้แล้วนะครับอาจารย์แวะไปดูที่คำถามในบล็อกของอาจารย์ได้เลย</div><div class="picture">ขอบคุณครับ</div>
สภาพสังคมเปลี่ยนไปค่ะ หากเราจะตั้งใจสังเกตุดี ๆ ละก็ยุคสมัยเปลี่ยไนปจริง ๆ สมัยที่พี่นกเป็นนักเรียนและต้องออกค่ายพักแรม นักเรียนต้องหิ้วกระเป๋า เสื้อผ้า น้ำ และอาหารเอง และเดินทางไกลมากกว่า 10 กิโล มีกิจกรรมกลางคืนมีงานรอบกองไฟ มีแค่กีต้าร์ตัวหนึ่งกับเสียงตีเกาะเคาะไม้ เคาะจานข้าวแถวนั้น แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป นักเรียนไม่ต้องหิ้วกระเป๋า ไม่ต้องแบกสัมภาระ มีรถรับส่งถึงสถานที่เข้าค่าย กิจกรรมกลางคืนก็กระหึ่มด้วยเสียงเครื่องเสียงน่าหนวกหู กิจกรรมบางอย่างที่น่าสืบสานหายไปเหลือแต่เพียง เสียงเฮฮาในวงเหล้า คิด ๆ แล้วก็น่าเสียใจนะคะ แต่นั่นแหละคะมันเป็นวัฒนธรรมของต่างชาติที่เข้ามา และคนในประเทศไทยเราต่างหากที่นำวัฒนธรรมมาวิเคราะห์และปรับเปลี่ยนในเข้ากับบ้านเมืองเรา กระทรวงวัฒนธรรมหายไปไหน เฮ้อ..บ่นเป็นคนแก่อีกแล้วซิเรา....
เข้ามาบอกว่า พิมพ์เวลานับย้อนหลังผิดไป 10 ปีแน่ะค่ะ ใน คห.เดิมคือ 27 ปี แต่จริงๆคือ 17 ปีค่ะ สงสัยความมีอายุทำให้ตาลาย ( ความสูงวัยนี่ทำให้มีข้ออ้างได้เยอะเลยชอบจัง อิ อิ )
พี่แป๊ด - รัตติยา ครับ
"นกหวีดก็ใช้เพียงกิจกรรมกับเด็ก เพราะบางกิจกรรมต้องให้สัญญาณในการเริ่มและหยุด...เช่น การเล่นเกมส์เป็นต้น... " เพราะเป็นรุ่นน้องที่ไม่ห่างกันและเคยได้ร่วมค่ายกับท่าน