สมัยผมออกค่ายไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยจริงจริง…ในการจัดเตรียมสถานที่ในค่าย หนึ่งล่ะ ต้องคิดถึงเสื่อสำหรับปูนั่งในเวลาประชุม…วัด เป็นที่แรกที่มักจะนึกถึง…ว่าต้องมีเสื่อให้ยืมแน่แน่..แต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่ซองเป็นค่าบูชา…สองล่ะ การจัดหาไมค์ เครื่องเสียง และลำโพง เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมที่ต้องอาศัยเสียงเพื่อให้ดังอย่างทั่วถึงกัน…สำหรับเครื่องเสียงนี่จะปรึกษาผู้ใหญ่บ้านก่อนเลยว่าจะหาได้ที่ไหน บางหมู่บ้านมีของตัวเอง บางหมู่บ้านต้องไปขอยืมโรงเรียน บางหมู่บ้านต้องไปยืม อบต. หรือ อนามัย…ซึ่งแล้วแต่ผู้ใหญ่บ้านจะพาไป…ซึ่งเวลากลางวันนั้น จะแยกแต่ละโครงงาน ดังนั้น เครื่องเสียงจึงไม่ได้ใช้ในภาคกลางวัน แต่กิจกรรมที่เกี่ยวกับเด็กที่ต้องสร้างความสนุกสนานบ้าง ก็ไม่พ้นกลอง…นกหวีดก็ใช้เพียงกิจกรรมกับเด็ก เพราะบางกิจกรรมต้องให้สัญญาณในการเริ่มและหยุด…เช่น การเล่นเกมส์เป็นต้น…ตกเย็นเครื่องเสียงถูกมาใช้อีกครั้ง..เมื่อมีกิจกรรมนันทนาการช่วงกลางคืน หรือ เชิญวิทยากรมาให้ความรู้…นกหวีดมีความหมายเพียงการให้สัญญาณเริ่มหรือหยุด…แต่ไมค์ เครื่องเสียง ลำโพง มีความหมายในแง่การสื่อสารที่มีพลังมากขึ้น…ซึ่งซึ่งหลังจากเสร็จค่ายต้องมีการส่งของคืนซึ่งต้องจ่ายค่าบำรุง ค่าไฟให้กับหมู่บ้านตามสมครเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจ…แต่ในกรณีการเปิดเครื่องเสียงโดยไม่จำเป็นแสดงความครึกครื้นจนเกินไป…ชวนให้ชาวบ้านคิดว่า ชาวค่ายนี้มาเที่ยวเล่นสนุกสนานหรืออย่างไร..เป็นสิ่งที่ควรระวังครับ…ดังนั้น ไม่ว่าในค่ายหรือนอกค่ายแล้ว การใช้เสียงเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังว่าจะเป็นการรบกวนคนอื่นหรือไม่