การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
หลวงพี่ไพศาลพูดถึงบทบาทหน้าที่ญาติสนิทมิตรสหายในการดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายไว้หลายประการ มีเขียนไว้ตามหนังสือ บทความ ผมขออนุญาต "เล่าแบบสด" ที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้พูดคุย ณ สวนสายน้ำ ไว้ตรงนี้นะครับ อาจจะไม่ครบถ้วนเท่าในหนังสือ แต่เป็นอะไรที่ได้แลกเปลี่ยนกัน
บทบาท หน้าที่ หรือ "สิ่งที่พอทำได้"
-
เป็นเพื่อน ดูแล ด้วยความรักเอาใจใส่ ความเมตตา สัญญาว่าจะอยู่ด้วยจนถึงที่สุด ประเด็นนี้ตรงกับ "คำขอ" ตายดีของส่วนใหญ่ก็คือ มีน้อยมาก (กลุ่มเรารู้สึกจะมีคนเดียว) ที่ขอตายคนเดียว ส่วนใหญ่จะขอตายโดยมีคนรัก คนเข้าใจ หรือครอบครัวแวดล้อม และบางคนถึงขนาดถ้าไม่มีนี่ จะเป็นเรื่องใหญ่ คอขาดบาดตายเลยทีเดียว
-
หลวงพี่ไพศาลบอกว่า ในกรณีของเด็กที่เป็นคนป่วย ยิ่งสำคัญ เพราะปมพรากจาก (separation anxiety) ของเด็กนั้นรุนแรง และ bonding กับสิ่งแวดล้อมของเด็กนั้น แสดงออกมาตามธรรมชาติมนุษย์มากที่สุด นั่นคือโหยหาความอบอุ่นจากมนุษย์อย่างยิ่ง (ยิ่งโตอาจจะยิ่งน้อยลง ผมเคยคิดว่า เอ... เรามีความเป็นมนุษย์อย่างที่ได้ถูกออกแบบมาน้อยลงรึเปล่า?) การช่วยเด็กก็สามารถเริ่มได้จากหาคนมาอยู่กับเขา ดีที่สุดก็คนที่เขารักและไว้วางใจมากที่สุด
-
เวลาที่เรามองเห็นความผูกพันกับมวลมนุษย์ของเด็กแล้ว บางครั้งผมก็รู้สึกอิจฉานะครับ มันช่างบริสุทธิ์ ไม่เสแสร้ง เต็มไปด้วยความไว้วางใจ เด็กจะแปลกใจและผิดหวังจริงๆจังๆเมื่อทราบว่าแม่กำลังจะต้องไปทำงาน ทิ้งเขาไว้กับพี่เลี้ยง เวลาพรากจากก็เสียใจจริงๆ ผิดหวังจริงๆ น่าสนใจว่า "อะไร" ที่ทำให้ความรู้สึก instinct อันบริสุทธิ์ที่สุด อันเป็นรากฐานแห่งความสัมพันธ์ของมนุษย์อันนี้กลับลดน้อยลงไปเมื่อเราโตขึ้นได้
-
แต่เมื่อเด็กมีคนอยู่ด้วย โลกแห่งความปลอดภัยก็ปรากฏขึ้นทันที (ตรงนี้รึเปล่า? เพราะผู้ใหญ่ "ปลอดภัย" จากสิ่งอื่นๆที่ไม่ใช่ความอบอุ่นของมนุษย์ เราจึงได้ทิ้งสัณชาติญาณมนุษย์ไป)
-
-
เตือนใจให้รำลึกถึงแต่สิ่งดีงาม สิ่งดีงามที่ว่านี้มีทั้งในตัวและนอกตัว
-
นอกตัว ได้แก่ การนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ ศรัทธาของตน ขอให้สิ่งนั้นเป็นที่พึ่ง
-
ในตัว ได้แก่ สิ่งที่เคยได้ทำ ได้ประสบความสำเร็จ ความภาคภูมิใจ ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ก็ได้ ความภาคภูมิใจของพ่อ ความภาคภูมิใจของแม่ ของการเป็นลูก ของการเป็นลูกศิษย์ ของการเป็นคนดี ของ ฯลฯ ได้ทั้งสิ้น
-
บางทีคนไข้ต้องการ คนเตือน เพราะว่าขณะที่ร่างกายกำลังเจ็บปวดทุกข์ทรมานนั้น เราจะนึกอะไรไม่ค่อยออก หรือนึกฟุ้งซ่าน นึกโน่น นึกนี่ และอาจจะเต็มไปด้วยความอึดอัดคับข้องใจ ไม่ปล่อยวาง การหวนรำลึกถึงสิ่งดีงามจะลดความกระวนกระวายลงได้ เพียงแต่บางทีถ้ามีคนนำ คนชี้แนะ ให้หันมาทางนี้ก็จะช่วยคนไข้ได้เยอะ
-
-
การช่วยปลดเปลื้องสิ่งที่คาใจ หรือที่เราเรียกว่า unfinished business ต่างๆนั้นเอง สิ่งเหล่านี้ที่จะเป็น "ห่วง" ที่ทำให้เกิดอาการพะว้าพะวง ไม่อาจจะละวางร่างกายที่กำลังสิ้นสุดลงได้ คนเรามีความค้างคาใจได้หลายมิติ หลากหลายไม่อาจจะคาดเดาได้เลย ญาติจะรู้ดีกว่าหมอ เพราะอยู่กับคนไข้มานาน สิ่งคาใจอาจจะเป็นการที่คนไข้ "อยาก" หรือ "ต้องการ" จะจัดการ ได้แก่ การให้อภัยใครสักคน การขออภัยใครสักคน การบอกรักใครสักคน การสั่งเสีย การแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงกับคนที่มีความหมายต่อเรามากที่สุด (ที่อาจจะไม่เคยแสดงมาเลยทั้งชีวิต) การได้พูดสิ่งเล็กๆน้อยๆ หรือแค่ได้เห็น พ่อ แม่ ลูก พี่น้อง ครู อาจารย์ ผู้มีพระคุณ เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯ
-
ปล่อยวางในเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งมากขึ้น ได้แก่ปล่อยวางจากกรรม การยึดติด ได้แก่กระบวนการที่จะเกิด สมาธิ ปัญญา นั่นเอง
-
แพทย์ พยาบาล และโรงพยาบาล รวมทั้งญาติพี่น้องมิตรสหาย บางทีแค่สร้าง บรรยากาศ ให้สิ่งต่างๆเหล่านี้ เอื้อำนวยโอกาส สถานการณ์ให้เกิดขึ้น ผู้ป่วยจะเป็นคนเลือกเวลาอันควรเอง ถ้าหากเราจัดบรรยากาศ บริบทต่างๆให้ดี ก็จะเป็นสิ่งที่ดี เป็นบุญอันประเสริฐอย่างยิ่ง ที่คนเราจะทำให้มนุษย์อีกผู้หนึ่งได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ
-
กรณีศึกษา
คนไข้เป็นวัณโรคปอด เชื้อแพร่กระจายทั่วร่าง ไปสะสมที่เยื่อหุ้มหัวใจ จนหัวใจทำงานไม่ไหว วิธีการรักษาต้องผ่าตัดเยื่อหุ้มหัวใจ ปรากฏว่า case นี้เป็น case อนาถา รอคิวผ่าตัด และเหตุการณ์ได้ทำให้ถูกเลือนผ่าตัดหลายครั้ง คนไข้ก็เหนื่อยมากขึ้นๆ จนในที่สุดมีอยู่วันหนึ่งคนไข้ก็บอกหมอว่า "ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยมาก" หมอก็รู้สึกผิด จัดหาคิวด่วนให้ แล้วเอาคนไข้ไปผ่าตัด ปรากฏว่ามาทราบทีหลังว่า ที่คนไข้บอกว่า "ไม่ไหวแล้วนั้น" คนไข้หมายความว่าเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ เขาพร้อมที่จะจากไปให้พ้นทุกข์ทรมานแล้ว
สุดท้ายหลวงพี่ไพศาลทิ้งโจทย์ไว้ว่า
ทำอย่างไรให้ ถึงแม้ว่าความเศร้ายังมี แต่ความปลื้มปิติยินดีมีมากกว่า |