"โฆสิต" วางกรอบงบปี 51 เน้นสร้างภูมิคุ้มกัน ศก.

            โฆสิต” ย้ำส่วนราชการเสนอโครงการของบประมาณให้สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้น 3 หลักการ คือ ความพอประมาณ มีเหตุผล สร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจและสังคม ชี้อย่าของบประมาณแบบเผื่อตัด และต้องพร้อมให้มีการตรวจสอบ เพราะเงินงบประมาณมาจากภาษีอากรของประชาชน            นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวเปิดประชุมสัมมนาเรื่องการเตรียมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2551” สำหรับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐว่า นโยบายสำคัญที่ทำให้งบประมาณรายจ่ายปี 2551 มีประสิทธิภาพ คือ ต้องให้ความสำคัญกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยนำมาปรับใช้ในการวางแผนและการปฏิบัติ ซึ่งมีอยู่ 3 หลักการหลัก คือ ให้ความสำคัญกับความพอประมาณ ความมีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกัน   ทั้งนี้ ในส่วนของความพอประมาณในการใช้จ่ายนั้น เป็นสิ่งจำเป็น เพราะประเทศเราไม่ได้มั่นคง และยังมีปัญหาเศรษฐกิจ  ดังนั้น การใช้งบประมาณอย่างประหยัดตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยต้องตระหนักว่า ภาษีอากรที่นำมาใช้นั้นเก็บมาจากประชาชนทุกบาททุกสตางค์   ฉะนั้น การประหยัดจะทำให้การใช้งบประมาณมีผล และประสิทธิภาพ ในทางตรงกันข้าม หากใช้อย่างฟุ่มเฟือย ก็ควรตัดออก จึงขอให้ทุกส่วนราชการได้ทบทวนว่ามีการใช้งบประมาณซ้ำซ้อนกันหรือไม่ขอให้ทบทวนว่า มีการใช้งบซ้ำซ้อน ไม่เหมาะกับเหตุการณ์ปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งมีอยู่มาก ก็ควรยกเลิก ปรับปรุง และตัดทอนให้เหมาะสม และในส่วนของผม ก็อยากให้ทางสำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เข้าไปมีส่วนร่วม  ในการดูแล เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด”             ด้านความมีเหตุผลในการใช้งบประมาณนั้น จะต้องใช้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน กำหนดเป้าหมาย และการติดตามผล  ซึ่งเรื่องนี้ จะต้องเข้าไปเสริมในด้านการใช้จ่ายอย่างพอประมาณ โดยที่รัฐบาลไม่อยากเห็นการใช้วิธีการเสนอเรื่องให้สำนักงบประมาณ โดยใช้วิธีการเผื่องบ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีเหตุผลกำกับ ก็จะสามารถชี้แจงเหตุผล เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ตรงกันในการวางกรอบการใช้จ่ายงบประมาณ             ส่วนด้านภูมิคุ้มกันนั้น จำเป็นต้องมี  ที่สำคัญ คือ ความซื่อสัตย์ ซึ่งจะเป็นเกราะคุ้มครองในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อเราซื่อสัตย์ ก็จะไม่มีความหวาดระแวง ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญ เพราะภาษีอากรมาจากประชาชน เมื่อส่วนราชการพร้อมในการเข้าตรวจสอบ ซึ่งทุกวันนี้ การตรวจสอบก็มีความคึกคักมากขึ้น ก็จะช่วยเสริมในกระบวนการทำงานมากกว่าบั่นทอน นอกจากนี้ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากขึ้นอีกด้วย             เขายังกล่าวอีกว่า สำหรับโครงการต่าง ๆ ที่จะมีขึ้นในงบประมาณรายจ่ายปี 2551 นั้น ขอความกรุณาว่า น่าจะใช้วิธีการปรึกษาหารือกันให้มากขึ้น โดยเฉพาะจากชุมชน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการทำในลักษณะนี้จะป้องกันปัญหาข้อขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง   แม้ว่าการทำงบประมาณแบบรวดเร็วจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ควรมีความราบรื่นเช่นกัน   ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการจัดทำงบประมาณในหลายเรื่องได้เกิดข้อขัดแย้ง และเกิดความรุนแรงจากสังคม  อย่างไรก็ดี ขอให้ทุกส่วนราชการคำนึงถึงการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนของราษฎร ขณะเดียวกัน    ก็ต้องเป็นการปูพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืนด้วย  ทั้งนี้ เขาไม่แสดงความคิดเห็นว่า รูปแบบการจัดทำงบประมาณนั้นจะเป็นในลักษณะใดจึงจะเหมาะสมกับเศรษฐกิจมากที่สุด หลังจากที่ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาเสนอให้มีการทบทวนการจัดงบประมาณแบบขาดดุลในปี 2551 โดยกล่าวว่า ไม่มีความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพราะขณะนี้ได้ทำงานกันเป็นทีม โดยต้องรอให้ รมว.คลัง ได้รายงานถึงการจัดทำงบประมาณต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษในวันเสาร์ ที่ 17 มีนาคม นี้ ซึ่งที่ประชุมก็คงจะมีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว             กรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปี 2551 ได้ผ่านการอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์2550 โดยเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณจำนวนทั้งสิ้น 1,635,000 ล้านบาท ขาดดุลงบประมาณจำนวน 120,000 ล้านบาท  ทั้งนี้ วงเงินรายจ่าย 1,635,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2550 จำนวน 68,800 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.4% งบประมาณมีสัดส่วนคิดเป็น 18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่มีขนาด 9,078,800 ล้านบาท งบประมาณปี 2551 มีรายละเอียดคือ งบรายจ่ายประจำ 1,166,328 ล้านบาท คิดเป็น 71.3% ของวงเงินทั้งหมด งบรายจ่ายลงทุน 416,925 ล้านบาท คิดเป็น 25.5% ของวงเงินทั้งหมด รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 51,747 ล้านบาท คิดเป็น 3.2% ของวงเงินทั้งหมด  รัฐบาลตั้งเป้าหมายจัดเก็บรายได้ไว้ที่ 1,515,000 ล้านบาท คิดเป็น 16.7% ของจีดีพี วงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 120,000 ล้านบาท คิดเป็น 1.3% ของจีดีพี  กรอบวงเงินกู้สูงสุดเพื่อชดเชยการขาดดุลอยู่ที่ 368,397.6 ล้านบาท             ทั้งนี้ การกำหนดกรอบวงเงินประมาณดังกล่าวดำเนินการภายใต้สมมติฐานอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปี 2551 อยู่ที่ 5.0% อัตราเงินเฟ้อ 3.0%   ขณะที่ แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน แรงกระตุ้นจากการลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2550 และอัตราเงินเฟ้อลดลงเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">กรุงเทพธุรกิจ  มติชน  15  มีนาคม  2550</p>