ยังคงพอจำกันได้ใช่ไหมครับ (กาลครั้งหนึ่ง) ผมเคยได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับสายธารการก่อเกิดหนังสือทำมือ ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในยุคที่ยังคงมีสถานะภาพเป็น มศว มหาสารคาม โดยเสนอความเคลื่อนไหวของ “ชมรมวรรณศิลป์” ไปแล้วที่หนังสือทำมือ (1) : ชมรมวรรณศิลป์อีกกลุ่มวรรณกรรมแรกเริ่มของหนังสือทำมือในรั้ว มมส
กลุ่มวรรณกรรมป่งใบ ก่อตัวและผลิบานขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยมหาสารคามเมื่อกลางปี 2536 (ครั้งนั้นยังเป็น มศว มหาสารคาม) เป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่พิสมัยในงานวรรณกรรม ส่วนหนึ่งแจ้งเกิดเป็นนักเขียนในบรรณพิภพไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น คำผา เพลงพิณ (สรุพงษ์ จังหาร) ทัศนาวดี (สุทัศน์ วงษ์กระบากถาวร) อณูทิพย์ ธารทอง สุขุมพจน์ คำสุขุม (สุขุม คำภูอ่อน) นอกจากนั้นเป็นนักเขียนมือใหม่ที่หลงใหลในวรรณกรรมอย่างถึงขั้วหัวใจ อาทิ สว่าง ไชยสงค์ วิสัย สมประสงค์ สาคร สารคาม (ธนสาร บัลลังก์ปัทมา) จากนั้นก็เป็นนักเขียนหน้าใหม่ มือใหม่ที่วนเวียนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองบรรณาธิการเป็นระยะ ๆ รวมถึงข้าพเจ้าฯ บ้างในบางโอกาส

ปรากฏการณ์รวมตัวของ “ป่งใบ” (ป่งใบ เป็นอาการผลิใบของใบไม้..เสมอเสมือนการผลิใบและแตกหน่อ - ก่อตัวของวรรณกรรมกลุ่มใหม่ของสังคม) กลายเป็นปรากฏการณ์แรกเริ่มของกลุ่มคนที่รวมตัวเป็นกลุ่มวรรณกรรมกลุ่มแรกอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในยุคนั้น แต่ละท่านล้วนเป็นนิสิตปริญญาโท สาขาภาษาไทย โดยมี “คำผา เพลงพิณ” เป็นพี่ใหญ่และทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการของจุลสารป่งใบ และยิ่งได้ อาจารย์ไพฑูรย์ ธัญญา (ผศ.ธัญญา สังขพันธานนท์ : นักเขียนซีไรต์ ปี 2530 จากรวมเรื่องสั้นชุด “ก่อกองทราย) มาเป็นที่ปรึกษา คอยดูแลรดน้ำพรวนดิน ยิ่งช่วยให้ “ป่งใบ” ได้ “ผลิใบ” ทายท้าฤดูกาลอย่างสง่างาม”
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การรวมตัวของกลุ่มวรรณกรรมป่งใบ, เท่าที่ผมสังเกตและมักคุ้นมักจะไม่เน้นการเสวนาพาทีและแลกเปลี่ยนเรื่องวรรณกรรมเท่าใดนัก หากแต่ดูเหมือนจะให้ความสำคัญต่อการผลิตจุลสารวรรณกรรมที่ใช้ชื่อว่า “ป่งใบ” (รายเดือน) ออกมาเผยแพร่เป็นสำคัญ โดยระยะแรกเริ่มแต่ละคนก็ช่วยกันเขียนเรื่องสั้น บทกวี บทความ เรื่องเล่าต่าง ๆ มาลงพิมพ์ในจุลสาร บางคนใช้นามแฝงไม่น้อยกว่า 3 – 4 ชื่อเลยก็มี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>ลักษณะของจุลสารป่งใบต้องถือได้ว่าเป็น “หนังสือทำมือ” ขนานแท้ ขนาดรูปเล่มเป็นกระดาษ A 4 พับครึ่ง , ปกใช้กระดาษชาร์ดสี เนื้อหาและเรื่องราวอันเป็นตัวอักษรเกิดจากการ “จิ้มดีด” (เครื่องพิมพ์ดีด) ส่วนหัวเรื่องที่ต้องทำเป็นตัวหนังสือขนาดใหญ่ต้องใช้วิธีตัดแปะจากแบบตัวอักษรอื่น ๆ แทนการพิมพ์ดีด จากนั้นก็เย็บด้วย “แม็ก” (เย็บกระดาษ) นำไปถ่ายเอกสารตามจำนวนที่พึงปรารถนา - จำหน่ายจ่ายแจก หรือซื้อขายเป็น “แรงใจ” ในราคาไม่เกิน 10 – 15 บาท (ประมาณนี้, ถ้าจำไม่ผิด) แต่ส่วนใหญ่ก็ดูเหมือนจะแจกซะมากกว่าจำหน่าย</p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ต้องยอมรับว่าในห้วงเวลานั้น กลุ่มวรรณกรรมป่งใบเป็นที่รู้จักแพร่หลายในแวดวงวรรณกรรม นักเขียนจากสารทิศสัญจรมาเยี่ยมเยียนพบปะอย่างต่อเนื่อง บ้างก็ถูกเชิญไปร่วมเวทีใหญ่ ๆ ตามโอกาสต่าง ๆ รวมถึงการมีผลงานตีพิมพ์ลงในสื่อสิ่งพิมพ์อย่างต่อเนื่อง และยังได้รับแรงเชียร์จากหนังสือพิมพ์บางฉบับด้วยการเขียนสกุ๊ปถึงอย่างน่าภาคภูมิใจ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>ในด้านเนื้อหานั้น ต้องยอมรับว่ากลุ่มวรรณกรรมป่งใบได้สร้างจุลสารป่งใบที่เปิดกว้างในเรื่องเนื้อหาแนวคิดและบรรยากาศอันหลากหลาย มีทั้ง “บู้ – บู๋น” อย่างครบครัน บางเรื่องสะท้อนแนวคิดการเมือง สังคม การศึกษา ตีแผ่ภาพชีวิตชาวมหาวิทยาลัย ไม่เว้นแม้แต่กลอนหวานและเรื่องรักหักสวาท เรียกได้ว่าใครถนัดสไตล์ใดก็รังสรรค์ได้อย่างเต็มที่ แถมยังมีคอลัมน์ “กองสอดแนม” ทำหน้าที่สอดส่องตระเวนข่าว นำเสนอความเคลื่อนไหวในแวดวงวรรณกรรมได้อย่างทั่วถึง - ทั่วถึงทั้งเนื้อหาและยุคสมัย ! </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมมีโอกาสได้ท่องแวะอยู่กับกลุ่มนี้อย่างสนิทแน่น พี่ ๆ บางคนเมากลับหอพักไม่ถูกก็แวะวนมาค้างพักที่ห้องผม ยิ่งระยะหลังผมย้ายไปพักที่หอพักของพี่คำผา เพลงพิณ ยิ่งทำให้ผมได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับกลุ่มนี้อย่างแนบแน่น เพราะหอพักเดียวกันนั้นก็มีทั้งพี่อณูทิพย์ (นักเลงกลอนหวานรัก, พี่ฟิวส์ – ทัศนวดี นักเขียนเบ็ดเตล็ด) ก็ยิ่งพัดพาผมเข้า ๆ ออก ๆ สัมผัสบรรยากาศการทำงานของกลุ่มป่งใบอยู่เป็นครั้งคราว รวมถึงบางฉบับผมยังได้รับมอบหมายให้เขียนปก ทั้งตัวหนังสือและตัวเลข สวยบ้าง ไม่สวยบ้าง แต่หากไม่คิดว่าเข้าข้างตัวเองนัก ลายมือของผมก็น่าจะดูดีกว่าลายมือของพี่ ๆ ทุกคน เลยก็ว่าได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p><p>ผมไม่แน่ใจว่าป่งใบรวมกลุ่มกันอยู่นานแค่ไหน หรือจุลสารป่งใบท่องโลกวรรณกรรมได้กี่ฉบับกันแน่ แต่ที่ชัดเจนคือจุลสารป่งใบมีอายุยาวนานเกิน 1 ปีอย่างแน่นอน เพราะผมมีฉบับครบรอบ 1 ปีป่งใบอยู่กับตัวเอง (โดยขณะนี้ก็กำลังติดตามข้อมูลและรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างหนัก) </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปัจจุบันแม่ทัพใหญ่ของกลุ่มวรรณกรรมป่งใบ คือ พี่คำผา เพลงพิณ ได้เสียชีวิตไปแล้ว , ทัศนวดี เป็นอาจารย์สอนที่ มรภ. พระนคร มีเรื่องสั้นเผยแพร่ไปแล้ว 3 - 4 ชุด พี่สุขุมพจน์ คำสุขุม รับราชการครู มีผลงานเผยแพร่ต่อเนื่องและได้รับรางวัลประดับเกียรติทางวรรณกรรมอยู่ไม่น้อย ซึ่งเคยผงาดเข้ารอบ 5 เล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์ประเภทบทกวีมาแล้ว พี่สว่าง ไชยสงค์ นาน ๆ ทีมีผลงานตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ส่วนสาคร สารคามและอณูทิพย์ ธารทอง ดูเหมือนจะหายเงียบและวางมือไปจากแวดวงวรรณกรรม (ก็เป็นได้)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>นี่คือ…ส่วนหนึ่งของบทกวีที่พี่คำผา เพลงพิณ ได้นำมาบันทึกไว้ในจุลสารป่งใบ (ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 พฤศจิกายน 2536) เป็นบทกวีที่ผมชื่นชอบและท่องจำอยู่จนบัดนี้ … และบทกวีบทนี้มีชื่อว่า “โศกนาฏกรรมแห่งหมู่บ้าน” </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">ข้างข้างคือกล่องข้าว</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">ซึ่งว่างเปล่ามาเกือบปี</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">เมล็ดข้าวที่เคยมี</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">บ่เหลือเม็ดพอเฮ็ดคำ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">หวด, มวยและหม้อนึ่ง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">ต่างบูดบึ้งเหมือนอึ้งอำ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">กระเบียนฮ้าง ว่างประจำ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">ก็ด่างดำอยู่เดียวดาย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">เคียวแหว่งก็ว้าเหว่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">เหน็บฝาเพเหมือนแพ้พ่าย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">งอบขาด กราดกระจาย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center"></p><p align="center"> ผ้าแพรลายเริ่มโรยรา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left">เหนือสิ่งอื่นใด ชมรมวรรณศิลป์ อาจเป็นแรงขับหรือมีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนหนังสือทำมือในกลุ่มวรรณกรรมของ มมส ก็จริง, แต่ก็อยากจะสรุปให้ชัดว่าในวิถีวรรณกรรม หรือ บรรณพิภพนั้น เราต้องยอมรับว่า “ป่งใบ” คือกลุ่มวรรณกรรมกลุ่มแรกของมหาวิทยาลัยที่ปรากฏชัดว่ามีการจับกลุ่มแสดงตนอย่างเป็นทางการ และยังเป็นกลุ่มวรรณกรรมแรกเริ่มที่ผลิตหนังสือทำมือ หรือ วรรณกรรมทำมือบุกเบิกขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดก็ว่าได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทุกวันนี้ผมคิดถึงป่งใบในมุมของคนคุ้นเคยที่มีห้วงชีวิตเคยอยู่ด้วยกัน เคยได้เสพบรรยากาศแห่งวรรณกรรม (อย่างผิวเผย) ร่วมกับพี่ ๆ … และคิดถึงป่งใบในสถานะของกลุ่มคนที่เป็น “ปฐมบทของกลุ่มวรรณกรรมแรกเริ่มของชาว มมส ที่บุกเบิกหนังสือทำมือไว้อย่างมีชีวิตชีวา”</p>
(ขอบคุณ ป่งใบ ... ที่แตกใบ ได้อย่างมีคุณค่า....คิดถึง, และขอบคุณครับ !)
</span>
ตอนนี้สมองตื้อมากเลย บ่งไม่ออกแล้วค่ะ นางซินขอลากลับคอนโดฯก่อนนะคะ
ฝันดีครับเจ้.
…พรุ่งนี้ยังมีอะไรรอให้ทำอีกเยอแยะ …แต่ตอนนี้ผมยังไม่ง่วง<p>โชคดี, ฝันดี …</p>
คุณแผ่นดินค่ะ
อีสานแล้ง ใช่จะแล้งภูมิปัญญา
กัมปนาท
ให้คุณนุ้ยทำเป็นฉบับ E-book ออนไลน์ใน net ไปเลยสิครับ จะได้ดาวน์โหลดมาอ่านให้จุใจ
แจ็คครับ..
ตอนนี้, อยากทำห้องสมุดประวัติศาสตร์กิจกรรมนิสิตในระบบสาระสนเทศมาก คิดและรำพันอยู่คนเดียว ...คิดได้แต่ไม่รู้ ไม่สันทัดเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ
แต่บันทึกนี้มีคนมาเติมเต็ม ก็พอเห็นเป็นรูปรอยขึ้นมาบ้าง
อยากทำมากครับ...เพราะพี่มีต้นทุน หรือวัตถุเหล่านี้พอสมควร ...
"ว่าด้วนต้นฉบับ" ...นั้นน่าจะมีอยู่กับพี่, และทายาทน้าคำผา เพลงพิณ...และอาจารย์ธัญญาฯ ...
ส่วนกลุ่มป่งใบจริง ๆ นั้นไม่ค่อยแน่ใจนัก..และท้องตลาดก็ไม่มีครับ...และเท่าที่พี่มีอยู่ หลายคนมาพบก็มีแต่เอ่ยปากขอ...(เราก็หวงปานดวงใจ)
เริ่มคิดแล้วครับ...อยากทำห้องสมุดกิจกรรมออนไลน์ จังเลย
สวัสดีครับคุณกาเหว่า <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>…. ดีใจจังที่นักเขียนป่งใบบางคนเป็นที่รู้จักของคุณกาเหว่า…ช่วงนี้มีเวลาพอได้อ่านหนังสือนอกเวลาบ้างหรือเปล่าล่ะครับ…</p><p>อีสาน บ้านเฮา..บ่แล้ง….กะน้ำท่วม….ฮือ ๆ </p>
ขอบคุณพี่อัมพรมากครับ… <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>ช่วงนี้ที่ มมส ออกค่ายเยอะมาก เฉพาะที่สังกัดองค์การนิสิตก็ 17 ค่าย นับจากพรุ่งนี้ไป ผมก็สัญจรราชการทุกวัน…คงหายหน้าหายตาไปจากบล็อกบ้าง</p><p>ยังเหลือวรรณกรรมอีกหลายกลุ่มที่ยังไม่มีเวลานำเสนอ…แต่ก็อยากบันทึกให้ครบทุกกลุ่ม เป็นการให้เกียรติเจ้าของหนังสือ รวมทั้งการบันทึกประวัติศาสตร์ของกิจกรรมนิสิตของตัวเอง…</p><p>หนังสือทำมือเป็น “พลังทางความคิด” อีกอย่างหนึ่งของนิสิต ครับ</p>
ขอบคุณครับ คุณบอน
วันก่อนแต่งหล่อไปงานครูอ้อย..หล่อจริง ๆ ..และเมื่อครู่ก็จีบ ๆ น้องนุ้ยให้ช่วยพิจารณาแล้ว
ยกนี้ให้พิจารณา..ยกหน้าเป็นการ "สั่ง" (กระมัง) ...แต่ก็น่าสนใจมากครับ...อยากทำเป็นห้องสมุดกิจกรรมเลยด้วยซ้ำไป
ขอบคุณมากครับ..
...ตอนนี้ก็พยายามที่จะติดต่อน้องโดยตรง บางทีเขาอาจจะดีใจบ้างที่เรื่องราวของคุณพ่อของเขาก็ยังได้รับการกล่าวถึงอย่างมีตัวตน
และถ้าเจ้ามาร์ค ได้อ่านบทกวีที่ อ.ธัญญา เขียนซึ่งมีส่วนหนึ่งกล่าวถึง คำผา เพลงพิณ ก็ยิ่งจะน่าภาคภูมิใจในความเป็น "พ่อ"
ขอบพระคุณ พี่อัมพร ครับ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>เพิ่งกลับจากเยี่ยมค่ายที่สุรินทร์ และมหาสารคาม เหนื่อยครับ เลยแวะมาพักที่ G2K …</p><p>หนังสือทำมือคือปรากฏการณ์ทางความคิดของนิสิตที่น่าสนใจมาก ผมกำลังแกะรอย รวบรวมทุกกลุ่มใน มมส เพื่อศึกษาวิถีคิดในแต่ละกลุ่ม ซึ่งบางทีก็อาจจะตอบยุคสมัยของชาวมหาวิทยาลัยได้บ้าง โดยเฉพาะในด้านกิจกรรมนิสิต</p><p>ครั้งต่อไปก็จะนำเสนอกลุ่มวรรณกรรม “ต่อขวัญ” </p><p>ขอบคุณมากครับ..</p>
ถึง คุณแผ่นดิน
จุลสารป่งใบ ทุกฉบับตอนนี้ยังอยู่นะครับ ถ้าอยากได้ไว้ทำสำเนา ให้ลองโทรถาม ทัศนาวดี เพราะทัศนาวดียืมไปทำข้อมูลอยู่ครับ
บรรยากาศการทำป่งใบ ยังคงตราตรึงในหัวใจเสมอ เพราะป่งใบ เพราะ มศว มหาสารคาม ศศ.บภาษาไทย ร่น 1และเพราะไพฑูรย์ธัญญา ช่วยให้เราได้กลายจากนักเขียนมาเป็นนักเขียนหนังสือแบบเรียนภาษาไทยจำหน่ายและเป็นวิทยากร
จงภูมิใจในความเป็น มศว มหาสารคาม และ มมส. เถิด
ติดต่อมาได้ครับ ถามเบอร์ที่ทัศนาวดี
ลืมบอกไปครับ ว่าห้องสมุด มศว.มหาสารคาม ก็เคยวาง ป่งใบ ในชั้นวารสาร
สวัสดีครับ สาคร สารคาม
พี่สบายดีนะครับ... การเป็นพ่อพิมพ์ของชาติและผู้นำครอบครัวก็คงหน่วงหนักไม่ใช่ย่อย
ป่งใบ .. ถือเป็นปฐมบทของกลุ่มวรรณกรรมในมหาวิทยาลัยของเรา เสียดายที่ไม่มีใครจัดเก็บข้อมูลอันเป็นพัฒนาการของกลุ่มวรรณกรรมในมหาวิทยาลัยอย่างที่ควรจะเป็น แต่ล่าสุดผมได้เรียนปรึกษาท่านอาจารย์ธัญญาฯ บ้างแล้วว่าน่าจะมีวันรวมผลคนทำหนังสือทำมือกันดูสักยก ...
พี่ว่าไงครับ..
ขอเป็นกำลังใจ…ทำเสร็จแล้วกรุณาส่งมาทางดงแม่เผดด้วยนะคะจะช่วยเผยแพร่และเป็นสื่อการสอนให้กับเด็กขาดง…
สวัสดีครับ
เข้ามาเยี่ยมชมเป็นระยะ เมื่อหวลคะนึงถึงความหลัง ตอนนี้ก็ยังสบายดีเหมือนเดิม แต่เข้ามาเพื่อช่วยให้บล็อกมีอะไรใหม่ ๆ บอกให้ผู้อ่านรู้ว่า ป่งใบ ยังคงอยู่
ตอนนี้ ยังเขียนบทความใน the city journal -ของพี่แกละ และพี่หนึ่ง คณิต รวมพลผู้ชาย ศศ.บ.เอกไทย รุ่น 1 มศว มหาสารคาม ครับ
ร้อนแล้ง..
ดินแยกแตกระแหงทุกแห่งหน
ลมหัวกุดพัดฝุ่นขึ้นหมุนวน
ประกายแดดแผดลนทุกหนทาง
เรียวหญ้าเหี่ยวแห้งจนแดงกรอบ
ควายเฒ่ายืนหอบริมเถียงฮ้าง
ดอกสะแบงปลิดขั้วแล้วหมุนคว้าง
ลงซบกลางแดดกล้าท้องนาทราย
ลำห้วยแห้งขอดตลอดฝั่ง
น้ำสร้างขุ่นแดงซำแห้งหาย
กะคุเปล่าวางเอียงอยู่เรียงราย
จากเช้าตรู่สู่เงยงาย..น้ำไม่มี
ขี้กะปอมกำพร้าบนคาคบ
หมอบหลบหนังสะติ๊กคอยหลีกหนี
จักจั่นดอกกะเจียวที่เคยมี
มันอึดอยากกว่าทุกปีอีสานเฮา
เสียงแคนก็ขัดข้องคล้ายหมองหม่น
เสียงพิณก็สับสนปนสร้อยเศร้า
มหรสพแห่งอีสานซานซบเซา
เพราะกล่องข้าวไม่มีเม้ดพอเฮ็ดคำ
ช่างแล้งร้อน..
หนุ่มสาวจึงซอกซอนสู่เมืองต่ำ
ทิ้งผู้เฒ่าสู้ชะตา-ยถากรรม
ก่อนชีวิตจะคะมำลงม้วยมรณ์
(จากบทกวีชื่อ อีสาน ของคำผา เพลงพิณ ตีพิมพ์ครั้งแรก ที่คุรุปริทัศน์ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว)