อะไรคือความแตกต่างระหว่างคำว่าผู้นำกับผู้จัดการ?
สวัสดีครับลูกศิย์ทุกคนและชาว Blog
เนื่องจาก Blog เดิมนั้นเริ่มมีข้อมูลมาก ซึ่งอาจจะทำให้ส่งข้อมูลไม่สะดวก ผมจึงขอเปิด Blog นี้ขึ้นเป็น Blog ที่ 2 สำหรับพวกเราครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
สวัสดีครับลูกศิย์ทุกคนและชาว Blog
เนื่องจาก Blog เดิมนั้นเริ่มมีข้อมูลมาก ซึ่งอาจจะทำให้ส่งข้อมูลไม่สะดวก ผมจึงขอเปิด Blog นี้ขึ้นเป็น Blog ที่ 2 สำหรับพวกเราครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เรียน ศ.ดร.จีระ อ.ยม และเพื่อนๆนักศึกษา MBA ดิฉัน นางสาวหยาดอรุณ อาสาสำเร็จ ID: 106142012 ม.นานาชาติสแตมฟอร์ด จากหัวข้อที่ได้รับมอบหมายคือให้หาจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง เมื่อมองดูภาพรวมของตนเองก็มีดังนี้</p> S จุดแข็ง· มีความอดทน· อ่อนน้อม ถ่อมตน · เรียบร้อย และเรียบง่าย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p> W จุดอ่อน· ขี้น้อยใจ· ชอบคิดมาก· คิดช้า ไม่ค่อยทันการณ์ · ไม่ฉลาด· เชื่อผู้อื่นง่ายเกินไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">· คิดถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"> </p>อย่างไรก็ตาม มนุษย์เรามักจะไม่ค่อยมองเห็นความเป็นจริงของตนเองสักเท่าไหร่ หากเพื่อนๆ ท่านใด มองเห็นจุดดี และจุดบกพร่องของดิฉัน รบกวนเสนอแนะกลับด้วยค่ะ
เรียน ศ.ดร.จีระ อ.ยม และเพื่อนๆนักศึกษา MBA ดิฉัน นางสาวหยาดอรุณ อาสาสำเร็จ ID: 106142012 ม.นานาชาติสแตมฟอร์ด (หัวหิน) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขอเพิ่มเติมค่ะ</p>
จากหัวข้อที่ได้รับมอบหมายคือให้หาจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง และประวัติบุคคลที่ชื่นชอบเมื่อมองดูภาพรวมของตนเองก็มีดังนี้
</span><div class="content"> S จุดแข็ง </div></span><div class="content"> · มีความอดทน </div><div class="content"> · อ่อนน้อม ถ่อมตน </div><div class="content"> · เรียบร้อย และเรียบง่าย </div><div class="content"> · ชอบช่วยเหลือบุคคลอื่น </div><div class="content"></div><div class="content"> W จุดอ่อน </div><div class="content"> · ชอบคิดมาก </div><div class="content"> · คิดช้า ไม่ค่อยทันการณ์ ไม่ฉลาด </div><div class="content"> · เชื่อผู้อื่นง่ายเกินไป </div><div class="content"> · คิดถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง </div><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"> </p><div class="content">อย่างไรก็ตาม มนุษย์เรามักจะไม่ค่อยมองเห็นความเป็นจริงของตนเองสักเท่าไหร่ หากเพื่อนๆ ท่านใด มองเห็นจุดดี และจุดบกพร่องของดิฉัน รบกวนเสนอแนะกลับด้วยค่ะ</div><div class="content"> นอกจากนี้แล้วจากงานที่ได้รับมอบหมายให้หาประวัติของผู้นำที่ดิฉันชื่นชอบ ดิฉันเห็นว่ามีพระมหากษัตริย์ไทยที่ในอดีตหลายๆพระองค์ และเป็นผู้ซึ่งมีพระปรีชาสามารถในหลายๆด้าน และบางครั้งอาจมีบ้างที่หลายๆท่านคงจะลืม ดิฉันจึงได้ค้นหาประวัติบางส่วนของสมเด็จพระนารายณ์มหารามาให้เพื่อน ได้ลองอ่านดูนะคะ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ ประวัติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรืออีกพระนามหนึ่งว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชญ์ เป็นพระราชโอรส ในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง มีพระเชษฐาคือ สมเด็จเจ้าฟ้าไชย มีพระอนุชาคือ เจ้าฟ้าอภัยทศ พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ พระองค์ทอง และพระอินทราชา
พระองค์ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ เมื่อปี พ.ศ.๒๑๙๙ เมื่อพระชนมายุได้ ๒๕ พรรษา พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงพระปรึชาสามารถมาก ทำให้กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของพระองค์ มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในทุกด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ
การต่างประเทศ การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม วรรณคดีที่สำคัญหลายเรื่องเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ จนได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของวรรณคดีในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ในรัชสมัยของพระองค์ ได้มีชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขาย เผยแพร่ศาสนาตลอดจนเข้ารับราชการ ทำให้ชาวตะวันตกยอมรับนับถือกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก
ในด้านการค้าขาย ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากยิ่งกว่าในรัชสมัยอื่น ๆ ทรงปรับปรุงกรมพระคลังสินค้า โปรดเกล้า ฯ ให้ต่อเรือกำปั่นหลวง เพื่อทำการค้ากับต่างประเทศ จึงทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้ากับชาวต่างประเทศ และต่อมาเมื่อเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ผู้เป็นชาวกรีกได้ช่วยปรับปรุงงานของกรมพระคลังสินค้าอีก ทำให้การค้าขายกับต่างประเทศเจริญรุ่งเรืองสูงสุด มีพ่อค้าชาวฝรั่งเศสบันทึกไว้ว่า "ในชมพูทวีปไม่มีเมืองใดที่จะแลกเปลี่ยนสินค้ามากเท่ากับในสยาม สินค้าขายได้ดีมากในสยามและการซื้อขายใช้เงินสด สำหรับเมืองท่าของไทยในเวลานั้น มีอยู่หลายเมืองด้วยกัน ได้แก่ มะริด ตะนาวศรี ภูเก็ต ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช เพชรบุรี และบางกอก
พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ได้ส่งบาทหลวงสามคนเดินทางมากรุงศรีอยุธยา เมื่อทั้งสามคนมาถึงแล้วก็ได้มีใบบอกไปยัง พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และพระสันตปาปา ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่าจะใช้กรุงศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่คริสตศาสนา พระบาทหลวงได้ตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ สมเด็จพระนารายณ์ทรงเห็นว่า เป็นการนำความเจริญมาให้กรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างวัดทางคริสตศาสนาด้วย
ในปี พ.ศ.๒๒๒๔ สมเด็จพระนารายณ์ ฯ ทรงจัดคณะทูตนำพระราชสาสน์ไปเจริญทางพระราชไมตรี ณ ประเทศฝรั่งเศส แต่คณะราชทูตสูญหายไประหว่างทาง ต่อมาในปี พ.ศ.๒๒๒๖ พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้จัดคณะทูตเดินทางไปฝรั่งเศสอีกครั้ง เพื่อสอบสวนความเป็นไปของทูตคณะแรก พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงทราบก็เข้าใจว่าสมเด็จพระนารายณ์ ฯ ทรงเลื่อมใสจะเข้ารีต จึงได้จัดคณะราชทูตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา โดยมีเชอวาเลียร์ เดอ โชมองต์ เป็นหัวหน้าคณะทูต เมื่อปี พ.ศ.๒๒๒๘ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ ฯ ทูลขอให้ทรงเข้ารีต แต่พระองค์ทรงปฏิเสธด้วยพระปรีชาสามารถว่า "การที่ผู้ใดจะนับถือศาสนาใดนั้น ย่อมแล้วแต่พระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์จะบันดาลให้เป็นไป ถ้าคริสตศาสนาเป็นศาสนาดีจริงแล้ว
และเห็นว่าพระองค์สมควรที่จะเข้าเป็นคริสตศาสนิกแล้ว สักวันหนึ่งพระองค์จะถูกดลใจให้เข้ารีตจนได้"
พระองค์ได้ให้เสรีภาพแก่ราษฎรทั่วไปที่จะนับถือคริสตศาสนาได้ตามความเลื่อมใสของตน ทำให้เชอวาเลียร์ เดอ โชมองต์ พอใจ
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๒๒๘ เมื่อคณะราชทูตฝรั่งเศสเดินทางกลับ พระองค์ก็ได้จัดให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นหัวหน้าคณะราชทูตเดินทางไปฝรั่งเศส นำพระราชสาส์นของพระองค์ไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และได้ส่งกุลบุตร ๑๒ คน ไปศึกษาวิชาที่ประเทศฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงโปรดปรานเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นอย่างมาก ได้ให้เหรียญที่ระลึก และเขียนรูปภาพเหตุการณ์ไว้ด้วย เมื่อคณะราชทูตเดินทางกลับ พระองค์ได้โปรดให้มองสิเออร์ เดอลาลูแบร์ เป็นราชทูตเข้ามากรุงศรีอยุธยา พร้อมกับเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และได้นำทหารฝรั่งเศสจำนวน ๖๓๖ นาย เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาด้วย สมเด็จพระนารายณ์ ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ทหารฝรั่งเศสจำนวนดังกล่าว ไปรักษาป้อมที่เมืองธนบุรีส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งมีกำลังสองกองร้อยให้ไปรักษาเมืองมะริด ซึ่งมีอังกฤษเป็นภัยคุกคามอยู่
ในปี พ.ศ.๒๒๓๐ สมเด็จพระนารายณ์ทรงประกาศสงครามกับอังกฤษ เนื่องจากมีเหตุบาดหมางกันในเรื่องการค้าขายกับอินเดีย รัฐบาลอังกฤษให้บริษัทอังกฤษ เรียกตัวคนอังกฤษทั้งหมดที่รับราชการอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา ให้กลับประเทศอังกฤษ ต่อมาชาวอังกฤษได้มาก่อความวุ่นวายในเมืองมะริดและรุกรานไทยก่อน แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรไทยได้ เนื่องจากขณะนั้นมีทหารฝรั่งเศสรักษาเมืองมะริดอยู่
ในรัชสมัยของพระองค์ แม้ว่าจะมีการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ ที่เจริญรุ่งเรืองแล้วก็ตาม แต่ก็ได้มีการทำสงครามหลายครั้ง ครั้งที่สำคัญได้แก่ การยกกองทัพออกไปตีพม่าที่กรุงอังวะ ตามแบบอย่างที่สมเด็จพระนเรศวร ฯ ได้ทรงกระทำมาแล้วในอดีต และได้มีการยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่สองครั้งจนได้ชัยชนะ
ชาวไทยทุกคนจึงพรอ้มใจกันถวายพระสมัญญานาม "มหาราช"แด่พระองค์ สมเด็จพระนารายณ์ ฯ เสด็จสวรรคต เมื่อ วันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๒๓๑ เมื่อพระชนมายุได้ ๕๖ พรรษา ครองราชย์ได้ ๓๒ ปี ชาวจังหวัดลพบุรีได้ร่วมการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชขนาดเท่าครึ่งพระองค์จริง ประดิษฐานไว้กลางวงเวียนเทพสตรี ซึ่งในทุกปีจังหวัดลพบุรีได้จัดการแสดง แสง สี เสียง พร้อมนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระองค์ท่านในงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช“ ที่บริเวณพระนารายณ์ราชนิเวศน์ นางสาวหยาดอรุณ อาสาสำเร็จ รหัส 106142012 </div>
เรียน ศ.ดร.จีระ อ.ยม และเพื่อนๆนักศึกษาMBA ม.นานาชาติสแตมฟอร์ด (หัวหิน)
จากที่ดิฉันได้เรียนวิชาภาวะผู้นำและการเปลี่ยนแปลงในองค์กรที่ผ่านมา โดยสัปดาห์นี้ได้รับมอบหมายให้ศึกษาผู้นำที่ชื่นชอบ โดยดิฉันขออนุญาติเลือกศึกษาประวัติท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มีประวัติดังนี้
<div class="picture">
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์</div>
สถานะครอบครัว
บิดา ฯพณฯ สุนทร หงส์ลดารมภ์(อดีตรองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
มารดา ท่านผู้หญิงลำเจียก หงส์ลดารมภ์
ภรรยา คุณหญิงกัญญา หงส์ลดารมภ์
ที่อยู่ปัจจุบัน
เลขที่ 71/39 ถ.บรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 โทรศัพท์ 0-2884-9420-2 โทรสาร 0-2884-9422
www.chiraacademy.com e-mail:[email protected]
ตำแหน่งปัจจุบัน
ประสบการณ์ในอดีต
บทบาทและกิจกรรมที่สำคัญในปัจจุบัน
งานด้านที่ปรึกษา
เกียรติประวัติทางวิชาการ
กิจกรรมด้านสื่อ
***การบ้านที่ให้อ่านหนังสือ 2 เล่ม คือ "2 พลังความคิด ชิวิตและงาน" กับ "ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้" ดิฉันขอส่งใน Blog ต่อไปนะค่ะ***
นางสาวพนาวัลย์ คุ้มสุด ID: 106142010
</span></span>
สวัสดีค่ะ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อ.ยม นาคสุข ที่เคารพ และเพื่อนๆนักศึกษา MBA ทุกท่าน
จากการที่ได้เรียนวิชาภาวะผู้นำกับการเปลี่ยนแปลงในสัปดาห์ที่ 3 (วันที่ 9 - 10 มีนาคม) ดร.จีระได้สอนเกี่ยวกับเรื่องผู้นำ และได้ให้ทำงานลง Blog ดังต่อไปนี้
ส่วนที่ 1 คำถามที่ 1 อ่านหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้แล้วได้อะไรบ้างและเกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำอย่างไร จากการที่ได้อ่านหนังสือแล้วทำให้ได้รู้ว่า “คน” เป็นสมบัติที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร เมื่อก่อนนั้นจะมีความเชื่อเก่าๆว่า “คน” เป็นเพียงต้นทุนการผลิต ซึ่งไม่ใช่เลย คนต่างหาก คือ “ผลกำไร” ที่แท้จริงขององค์กร หากได้รับการดูแลเอาใจใส่ เพิ่มศักยภาพ โดยการพัฒนาอย่างจริงจัง สม่ำเสมอ และเป็นระบบ หนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในเรื่องของการพัฒนาคน ถึงแม้ว่าท่านทั้งสองจะมีอายุที่แตกต่างกัน มีการศึกษาที่แตกต่างกัน แต่ท่านทั้งสองมีเป้าหมายเดียวกันคือ การมุ่งมั่นในเรื่อง “คน” คุณพารณฯ ได้เข้าไปทำงานใน เครือซิเมนต์ไทย เริ่มแรกในงานด้านวิศวกรรมคือเป็นวิศวกร เพราะท่านจบการศึกษามาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ แต่เมื่อกรรมการผู้จัดการใหญ่ได้เห็นบางอย่างในตัวของท่าน จึงให้ท่านไปเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการบุคคล ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ถึงแม้ว่าท่านจะไม่เคยทำงานเกี่ยวกับการบริหารคนมาเลย แต่เมื่อได้รับมอบหมายท่านก็จำเป็นต้องทำ และทำได้ดีเสียด้วย คุณพารณฯ ได้ดูแลนโยบายเรื่องคนของปูนซีเมนต์ ตั้งแต่เขาเดินเข้ามาทำงานกับบริษัท และเขาจะได้รับการฝึกอบรม เอาใจใส่ดูแลจนถึงวันที่เขาเกษียณอายุออกไป เพราะคุณพารณฯ เชื่อว่าองค์กรจะดีเพราะมีคนเก่งและดี <p> และจากการที่ก่อนหน้านี้คุณพารณฯ ได้เคยทำงานในบริษัท เชลล์ ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติมาก่อน ทำให้ท่านได้รู้ว่า เหนือสิ่งอื่นใดคือ มีการดูแล “คน” อย่างดี เพราะมีแนวคิดว่าคนเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดขององค์กร งานจะสำเร็จได้ด้วยคน จึงมีแผนในการพัฒนาพนักงานให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ</p>
และเมื่อคุณพารณฯ ได้เข้ามาอยู่ที่ปูนซิเมนต์ไทย ท่านก็ได้นำเอาวิธีการบริหารงานแบบบริษัทข้ามชาติอย่างที่เคยได้เรียนรู้มาปรับใช้เริ่มตั้งแต่การจัดโครงสร้างและระเบียบการบริหารองค์กร การทำงานที่เป็นระบบ
หลักการบริหารคนของคุณพารณฯ ที่เป็นปัจจัยให้ประสบความสำเร็จมีดังนี้
จะเห็นได้ว่าหลักการบริหารคนของคุณพารณฯ นั้น ได้แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำของคุณพารณฯ หลายๆด้านดังนี้
ส่วน ดร.จีระ นั้น ด้วยความที่เป็นคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมีความกล้าที่จะทำงานทำให้ท่านได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยวัยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และยังเป็นผู้วางพื้นฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย และจนถึงปัจจุบันนี้ หลายๆคนก็ยังคงนึกถึง ดร.จีระ ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรมนุษย์เหมือนเคย ด้วยความที่ ดร.จีระ เป็นคนที่มีฝีมือและความสามารถ จึงได้รับมอบหมายให้ทำวิจัยเกี่ยวกับแรงงานสัมพันธ์ และการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ ขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศอย่าง ILO – International Labor Organization จากการที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานดังกล่าวแล้ว ทำให้ ดร.จีระ ได้พบกับ คุณพารณฯ เป็นครั้งแรก เพราะ ดร.จีระ ไม่มีความรู้เรื่องนี้ เขาจึงต้องการที่จะได้เรียนรู้จากผู้รู้นั่นก็คือคุณพารณฯ ซึ่งในตอนนั้น ปูนซิเมนต์โดดเด่นมากในเรื่องการพัฒนาคน และหลังจากนั้นมา ดร.จีระ ก็ได้ยึดคุณพารณฯ เป็นต้นแบบอยู่เสมอดร.จีระ ได้เกษียณตัวเองออกจากการสอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวัยเพียง 55 ปี บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า เขาสามารถเป็นอาจารย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ทำให้เขาสามารถขยายฐานสังคมแห่งการเรียนรู้ได้กว้างขวางกว่าเดิม
ภาวะผู้นำของ ดร.จีระ มีดังนี้
คำถามที่ 2 คุณพารณฯ และ ดร.จีระ มีภาวะผู้นำที่เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ท่านทั้งสองมีภาวะผู้นำที่เหมือนๆกัน หลายอย่าง สรุปได้ดังนี้
ส่วนที่ 2 เลือกผู้นำมา 1 คน แล้วให้เขียนประวัติ + วิเคราะห์ตามทฤษฎี
ข้าพเจ้าได้เลือก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประวัติ เกิด 3 สิงหาคม 2507 บิดา ศ.น.พ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ มารดา ศ.พ.ญ.สดใส เวชชาชีวะ ภรรยา ดร. พิมพ์เพ็ญ (ศกุนตาภัย) เวชชาชีวะ อาจารย์ประจำ ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บุตร - ธิดา น.ส.ปราง เวชชาชีวะ ด.ช.ปัณณสิทธิ์ เวชชาชีวะ การศึกษา โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์โรงเรียนอีตัน ประเทศอังกฤษ
ปริญญาตรีสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ
ปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัย
อ๊อกซฟอร์ดประเทศอังกฤษ
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประสบการณ์การทำงาน
ปี 2535 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 6 (สาธร, ยานนาวา, บางคอแหลม พ.ศ.2535/1, 2535/2) กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์
ปี 2538 และปี 2539 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 (ดินแดน, ห้วยขวาง, พระโขนง, คลองตัน)กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์
ปี 2544 และ ปี 2548 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
ปี 2535-2537 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ปี 2537-2538 รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
ปี 2538-2539 ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร
ปี 2538-2540 โฆษกพรรคประชาธิปัตย์
ปี 2540-2544 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ
- กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
- กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
- กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
- กำกับสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ปี 2541 ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ปี 2542 รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ปี 2548 – ปัจจุบัน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ปี 2548 – 23 กุมภาพันธ์ 2549 ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
เนื่องจากข้าพเจ้าชื่นชมและชื่นชอบ คุณอภิสิทธิ์ มานานแล้ว เพราะท่านเป็นคนที่มีบุคลิกดีและดึงดูดใจ และได้ติดตามผลงานของท่านมาบ้าง และเมื่อได้ศึกษาประวัติของคุณอภิสิทธิ์เกี่ยวกับด้านครอบครัว การศึกษา อาชีพการงาน และผลงานของท่าน ก็ยิ่งทำให้รู้ว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นบุคคลที่มีความรู้และความสามารถมากมาย ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความเป็นผู้นำ
ซึ่งสามารถวิเคราะห์ตามหลักทฤษฎี 8H’S และ 8K’S ได้ดังนี้
คุณอภิสิทธิ์ ได้ถูกส่งไปเรียนที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นช่วงมัธยมจนถึงระดับปริญญา แต่ถึงแม้ว่าท่านจะเติบโตมาจากต่างประเทศ แต่ท่านก็รู้รากฐานของตัวเองว่าเป็นคนไทย หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วท่านจึงกลับมาที่ประเทศไทย และเริ่มอาชีพด้วยการเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คุณอภิสิทธิ์ สนใจการเมืองมาตั้งแต่อายุ 9 ปี เนื่องจากระหว่างนั้นเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา และท่านได้เห็นคนนับหมื่นนับแสนออกมาชุมนุมกันตามท้องถนนและต่อสู้เพื่อเอาชีวิตเข้าแลก และคุณพ่อของท่านได้อธิบายว่าผู้คนเหล่านั้นออกมาเรียกร้องสิทธิ ทำให้คุณอภิสิทธิ์รู้สึกว่าทุกคนเป็นเจ้าของประเทศไทยเหมือนกัน ท่านจึงตัดสินใจตั้งแต่ครั้งนั้นว่าจะเป็นนักการเมือง
จะเห็นได้ว่า การที่คุณอภิสิทธิ์ ตัดสินใจจะเป็นนักการเมืองนั้น เหตุผลก็คือ ท่านรู้รากเหง้าของตนเองว่าท่านเป็นคนไทยและเป็นเจ้าของประเทศไทยซึ่งเป็นแผ่นดินเกิด ท่านมีความคิดที่จะทำให้ประเทศไทยสงบสุข และนั่นก็ถือเป็นทุนแห่งความยั่งยืนทางสังคม
- Head (สมอง : คิดเป็น คิดดี) @ Intellectual Capital (ทุนทางปัญญา)
คำว่า Head ในที่นี้หมายถึง การใช้สมอง การมีความคิด มีความรู้ และยังต้องมีสติ เมื่อคิดเป็นแล้วต้องคิดดีด้วย จากการที่คุณอภิสิทธิ์มีผลงานที่โดดเด่นในหลายๆเรื่อง ทำให้ได้รับโอกาสเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายก ตอนสมัยนายกชวน หลีกภัย ทำให้คุณอภิสิทธิ์ได้แสดงความรู้ความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ และในช่วงที่ประเทศไทยประสบกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ คุณอภิสิทธิ์ก็ได้มีส่วนช่วยคิดและช่วยผลักดันมาตรการต่างๆเพื่อแก้ไขปัญหาเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ และอีกประการหนึ่งคือคุณอภิสิทธิ์นั้นถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาที่สูงอยู่แล้ว แต่ท่านก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอด จะเห็นได้จากการที่ท่านกลับมาศึกษาต่อเพิ่มที่ประเทศไทยHand (ทำงานด้วยฝีมือตนเอง) @ Talent Capital (ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ)
จากการใฝ่ฝันที่จะเป็นนักการเมืองในวัยเด็กของคุณอภิสิทธิ์นั้น ทำให้เห็นว่าท่านได้ลงมือทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงได้ โดยการศึกษาเกี่ยวกับการเมือง การปกครอง มาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย และยังมาศึกษาวิชาทางกฎหมายต่อที่ประเทศไทย ท่านจึงเป็นนักการเมืองที่มีความรู้ และได้นำความรู้ที่มีอยู่นั้นมาใช้ในการพัฒนาประเทศ และท่านยังได้มีการฝึกทักษะให้พัฒนาอยู่เสมอด้วยการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งท่านก็ได้เป็นคนคิดและลงมือทำด้วยตัวเอง และสิ่งสำคัญท่านยังเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดีในการทำงาน แม้ว่าจะมีผู้ไม่เห็นด้วยก็ตามHeart (จิตใจที่ดี) @ Ethical Capital (ทุนทางจริยธรรม)
คุณอภิสิทธิ์เป็นคนที่มีจิตใจที่ดีและใจกว้าง จะเห็นได้ว่าเมื่อประชาชนเดือนร้อน ท่านจะยื่นมือเข้าไปช่วยเสมอ เห็นได้จาก การรับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 2548 และยังเป็นผู้แทนของประชนทุกกลุ่ม และเมื่อปี 2546 คุณอภิสิทธิ์ได้เสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรคแต่ไม่ได้เป็น เพราะคุณบัญญัติ บรรทัดฐาน ได้เสียงข้างมากกว่า แต่ในการพ่ายแพ้ครั้งนี้ ท่านได้ยอมรับมันและยังได้แสดงสปิริตในการให้ความร่วมมือและช่วยเหลือพรรคต่อไป ซึ่งถือเป็นทุนทางจริยธรรมHealth (สุขภาพ พลานามัยที่สมบูรณ์) @ Digital Capital (ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ)
จากการที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ดี ทำให้คุณอภิสิทธิ์ มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง เมื่อท่านมีเวลาว่างท่านก็จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และท่านยังให้ความสำคัญกับกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมากเพราะเป็นกีฬาที่ชื่นชอบ ส่วนทุนทางเทคโนโลยีและสารสนเทศนั้น คุณอภิสิทธิ์ก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงได้จัดทำเวบไซต์ของตนเองขึ้นมา เพื่อให้ประชาชนเข้ามาดูประวัติและผลงานของท่านได้ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นการพัฒนาทาง IT อย่างหนึ่งHome (บ้านและครอบครัว) @ Human Capital (ทุนมนุษย์)
คุณอภิสิทธิ์ มีทุนที่เป็นทุนขั้นพื้นฐานนั่นก็คือ ทุนมนุษย์ คือตั้งแต่เด็กได้รับการอบรมและเลี้ยงดูที่ดีจากบิดามารดา ท่านมีพื้นฐานทางครอบครัวที่ดีคือคุณพ่อและคุณแม่เป็นแพทย์ทั้งคู่ และท่านยังมีพื้นฐานการศึกษาที่ดีอีกด้วย จะเห็นได้ว่าคุณอภิสิทธิ์ได้เรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ และเมื่อคุณอภิสิทธิ์ได้มามีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว เพราะได้คู่สมรสที่ดีและเก่ง และยังมีลูกๆที่น่ารักอีก 2 คนHappiness (ความสุข) @ Happiness Capital (ทุนแห่งความสุข)
ถึงแม้ว่าคุณอภิสิทธิ์ จะต้องเจอกับปัญหามากมายเนื่องจากเป็นพรรคฝ่ายค้าน แต่ท่านก็ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข จะเห็นได้จากใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา และท่านมีความพึงพอใจในตนเอง มีความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จะเห็นได้จากเมื่อเวลาที่ประชาชนเกิดปัญหา ท่านจะช่วยแก้ไขด้วยตัวของท่านเอง ซึ่งถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งแล้วที่ได้ช่วยประชาชนแม้ว่าในปัจจุบันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้มีบทบาททางการเมืองน้อยลง แต่คุณอภิสิทธิ์ก็ยังคงรักษาพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงดูแลคนภายในพรรค และยังสร้างความสามัคคีภายในพรรค เพื่อให้อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ดำรงอยู่ต่อไป แม้ว่าระยะนี้จะมีปัญหาทางการเมือง แต่ท่านก็ยังมีเครือข่ายมากมายคือพรรคประชาธิปัตย์ตามภูมิภาคต่างๆ และท่านยังหวังอีกว่าเครือข่ายเหล่านั้นจะช่วยกันสร้างพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมาอีกครั้ง
ส่วนที่ 3 เขียนจุดอ่อน และ จุดแข็ง ของตัวเอง
จุดแข็งมองโลกในแง่ดีเสมอ
เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย
ร่าเริง สนุกสนาน
พูดจริง ทำจริง
ถ้าตั้งใจทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ
สามารถเรียนรู้ได้เร็ว
จุดอ่อนนางสาวสุพรรษา อาลี
ID 106242002 MBA 7
มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด
</span>
เรียน ศ.ดร.จีระ อ.ยม และเพื่อนๆนักศึกษา MBA ม.นานาชาติสแตมฟอร์ด (หัวหิน)
งานที่ได้รับมอบหมายประการแรกคือให้หาจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง จากการที่ดิฉันได้พิจารณาตัวเองพบว่า
จุดแข็ง
จุดอ่อน
***อย่างไรก็ตามคนทุกคนย่อมมีจุดอ่อนและจุดแข็งแตกต่างกันออกไป ถ้าได้รับการพัฒนาก็จะทำให้คนคนนั้นอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นคนดีและเป็นคนเก่ง***
จากการศึกษาผู้นำ ดิฉันขอเลือกนายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พระประวัติเสด็จในกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นับลำดับราชสกุลวงศ์เป็นองค์ที่ ๒๘ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์</p>
ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๒๓ เวลา ๑๕.๕๗ น. ตรงกับแรม ๓ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง จุลศักราช ๑๒๔๒ เป็นพระลูกยาเธอองค์ที่ ๑ ในเจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ( วร บุญนาค) สมุหพระกลาโหมในรัชกาลที่ ๕
พระองค์ทรงมีพระกนิษฐาและพระอนุชา ร่วมพระมารดา ๒ พระองค์ คือ พระองค์เจ้าหญิงอรองค์อรรคยุพา ( สิ้นพระชนม์เมื่อทรงพระเยาว์ ) และพระองค์เจ้าสุริยงประยูรพันธุ์ ( ต่อมาได้ดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาส - ต้นราชสกุล สุริยง )
<p align="center">สมรสพระราชทาน</p>
รัชกาลที่ ๕ ทรงสู่ขอพระราชธิดาองค์โต - หม่องเจ้าหญิงทิพยสัมพันธุ์ ของ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภานุรังษีสว่างวงค์ ในอภิเษกสมรสกับเสด็จในกรมฯ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๓ พระองค์ทรงมีโอรส และพระธิดา ๓ พระองค์คือ
๑. มจ. เกียรติ อาภากร ประสูติและสิ้นชีพิตักษัยในวันเดียวกัน
๒. (พล.ท. , พล.ร.ท., พล.อ.ท) พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา
๓. พล.อ.ท. มจ.รังษิยากร อาภากร
บรรดาหม่อมของเสด็จในกรม
๑. หม่อมกิม
๒. หม่อมแฉล้ม
๓. หม่อมเมี้ยน
๔. หม่อมช้อย
๕. หม่อมแจ่ม ( น้องร่วมมารดาเดียวกับหม่อมเมี้ยน)
การออกจากราชการ
พระองค์ได้ออกจากราชการเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๕๔ เนื่องจากกรณีที่ถูกคิดว่า พระองค์จะคิดล้มราชบังลังค์ ร. ๖ ซึ่งพระองค์ก็ยิงยอมเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ตั้งแต่นั้นพระองค์ก็ศึกษาและเขียนตำรายา จึงได้สมญาว่า "หมอพร" พระองค์ได้เสด็จไปรักษาคนไข้ทั่วไป โดยมีตำรวจสะกดรอยตามไปดูด้วย แต่พระองค์ก็หายตัวทุกครั้งเมื่อรักษาเสร็จแม้การออกจากราชการมิได้ทำให้อำนาจของพระองค์หมดไป เมื่อครั้งพระองค์เสด็จไปตรวจตราปืนที่ป้อมพระจุลฯ พบว่า มีจุดที่ต้องแก้ไขทั้ง ๖กระบอก จึงรับสั่งให้คนดูแลเอากระดาษมา แล้วเขียนบันทึกถึงกรมพระนครสวรรค์ เสนาบดีทหารเรือ กรมพระนครสวรรค์ได้ปฏิบัติตามข้อแนะนำอย่าเคร่งครัด และทำบันทึกการแก้ไขไว้เพื่อป้องกันการเข้าถึงพระเนตรพระกรรณ์ของ ในหลวง ร. ๖ แล้วเกิดความเดือดร้อนกันเสด็จเตี่ยในภายหลัง
กลับเข้ารับราชการ
ในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กลับเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือ แล้วพระราชทานยศให้เป็นพลเรือโทตามลำดับ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๑ พระองค์ได้จับเรือเชลยได้ ๖ ลำ หลังจากนั้นก็ทรงทูลขอที่ดินสร้างฐานทัพเรือสัตหีบ และทรงซื้อเรือรบหลวงพระร่วง ซึ่งพระองค์เดินทางไปรับเรือด้วยพระองค์เอง และขับเรือกลับมายังแผ่นดินสยาม นับเป็นคนไทยคนแรกที่สามารถบังคับเรือได้ไกลอาทิตย์ดับที่หาดทรายรี
เสด็จในกรมฯ ทรงรับตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงทหารเรือไม่กี่วัน ได้กราบบังคมลาราชการออกไป เพราะมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ และประชวรโรคภายใน ทางกระทรวงทหารเรือได้ถวายเรือหลวงเจนทะเลเป็นพาหนะ พร้อมนายแพทย์ประจำพระองค์ตามเสด็จไปที่ด้านใต้ปากน้ำเมืองชุมพร ซึ่งเป็นที่ที่พระองค์จองไว้เพื่อทำสวน ขณะประทับอยู่ก็เป็นไข้หวัดใหญ่เนื่องจากตากฝน ประชวรอยู่ได้ ๓ วันก็ชิ้นพระชนม์ที่ตำบลหาดทรายรี ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๖๖ สิริพระชนมายุ ๔๔ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเพลิงศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๖๖</span>การบ้านที่อ่านหนังสือขอสรุปส่งใน Blog ต่อไปนะค่ะ นางสาวปณิธาน เชื้อชาติ ID: 106142013</span></span></span></font></span></span>
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อ.ยม นาคสุข ที่เคารพ และเพื่อนๆนักศึกษา MBA ทุกท่าน
จากการที่ได้ค้นหาตัวเองทำให้ได้รู้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง ดังนี้
จุดแข็ง
จุดอ่อน <ol>
</ol><p> อ่านหนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ แล้วได้อะไรบ้างและเกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำอย่างไร </p><p>คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา นั้นท่านเป็นต้นแบบที่ดีถ้าพูดถึงเรื่อง “คน”ท่านเป็นต้นแบบใน 4 เรื่องดังนี้ </p><p>เรื่องแรก เรื่องของคนเก่ง-คนดี ท่านมีความเชื่อว่าคนที่สามารถพาองค์กรให้ประสบความสำเร็จจะต้องทั้งเก่ง ทั้งดี ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว ท่านได้ค้นพบหลัก “เก่ง 4 ดี 4” เก่ง 4 ได้แก่ เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด และเก่งเรียน ดี 4 ได้แก่ ประพฤติดี มีน้ำใจ ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม ท่านจะแปะสูตรนี้ไว้ที่ข้างฝาเลยว่า นี่เป็นคนเก่งที่ท่านต้องการให้เกิดขึ้นในปูนซิเมนต์ไทย และก็จะเริ่มสร้างคนด้วยการทำเป็น “ตัวอย่าง” </p><p>เรื่องที่สอง ความเชื่อในเรื่องคุณค่าของคน การที่คุณพารณฯเป็นนักพัฒนาที่ยอดเยี่ยมมากๆ ก็เพราะความคิดนี้ท่านเชื่อว่าทุกคน เป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากกว่าทรัพย์สินอื่นใดในองค์กร เราต้องพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องขัดมันอยู่เรื่อยๆ แล้วก็ต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด </p><p>เรื่องที่สาม การที่คุณพารณฯ ดูแลทุกข์สุขของคนอย่างใกล้ชิด โดยมีความเชื่อว่า คนไม่ได้ต้องการผลตอบแทนที่เป็นเงินทองอย่างเดียว แต่ยังต้องการผลตอบแทนทางใจด้วย </p><p>เรื่องที่สี่ การทำงานเป็นทีม ท่านมีความเชื่อว่า “สองหัวดีกว่าหัวเดียว” การทำงานเป็นทีมจะเกิดจิตสำนึกในการเป็นเจ้าของมากๆ เพราะเราได้มีส่วนร่วมที่จะตัดสินใจในการดำเนินการของบริษัท </p><p>ส่วน ดร.จีระ นั้น ด้วยความที่เป็นคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมีความกล้าที่จะทำงานทำให้ท่านได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยวัยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น </p><p>ด้วยความที่ ดร.จีระ เป็นคนที่มีฝีมือและความสามารถ จึงได้รับมอบหมายให้ทำวิจัยเกี่ยวกับแรงงานสัมพันธ์ และการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ ขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศอย่าง ILO – International Labor Organization </p><p>จากการที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานดังกล่าวแล้ว ทำให้ ดร.จีระ ได้พบกับ คุณพารณฯ เป็นครั้งแรก เพราะ ดร.จีระ ไม่มีความรู้เรื่องนี้ เขาจึงต้องการที่จะได้เรียนรู้จากผู้รู้นั่นก็คือคุณพารณฯ ซึ่งในตอนนั้น ปูนซิเมนต์โดดเด่นมากในเรื่องการพัฒนาคน และหลังจากนั้นมา ดร.จีระ ก็ได้ยึดคุณพารณฯ เป็นต้นแบบอยู่เสมอ </p><p> </p><p>ภาวะผู้นำของ ดร.จีระ มีดังนี้</p><ol>
</ol>สิ่งที่เหมือนกัน <ol><ol>
</ol></ol>
สิ่งที่ต่างกัน
</span><p></p><p>++อาจารย์ให้เลือกผู้นำมา 1 คน++ </p><p>นายชาตรี โสภณพนิช
ประธานกรรมการ
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) </p><p>นายชาตรีดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพตั้งแต่ปี 2542 </p><p>ประวัติ</p><p>นายชาตรี เกิดในประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2476 เป็นบุตรชายคนที่สองของนายชิน โสภณพนิช </p><p>การศึกษา</p><p>สำเร็จการศึกษาด้านการบัญชีชั้นสูงจาก Kwang Tai High Accountancy College ที่ฮ่องกง และได้ไปศึกษาเพิ่มเติมด้านการธนาคารจากประเทศอังกฤษที่ The Regent Street Polytechnic of London และ The Institute of Bankers รวมทั้งได้ฝึกงานที่ The Royal Bank of Scotland กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ </p><p>ชีวิตการทำงาน</p>เริ่มชีวิตการทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการบัญชีที่ บริษัท เอเชียทรัสต์ จำกัด เมื่อปี 2501 และมาร่วมงานกับธนาคารกรุงเทพในตำแหน่งเดียวกัน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2502 ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ในปี 2523 นายชาตรี เป็นผู้สร้างความเจริญก้าวหน้าให้ธนาคารอย่างมากในช่วง 12 ปีทองของการดำรงตำแหน่ง ผลประกอบการทุกด้านของธนาคารกรุงเทพขยายตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยนโยบาย ‘ธนาคารแห่งคุณภาพ’ และความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยี ที่รวมถึงการเป็นผู้นำในการใช้ระบบเครือข่ายออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย <p>นายชาตรียังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เช่น ประธานสมาคมธนาคารไทย 3 สมัย ประธานสภาธนาคารอาเซียน กรรมการกลางสภาที่ปรึกษาผู้นำทางธุรกิจระหว่างประเทศของผู้ว่าการนครเซี่ยงไฮ้ และเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น ได้รับปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัย De La Salle ประเทศฟิลิปปินส์ ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัย Peperdine ประเทศสหรัฐอเมริกา และรางวัลเกียรติยศ ‘Lifetime Achievement Award’ จาก Asia Pacific Bankers Congress (APBC) ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์โดยอุทิศตนเพื่อการพัฒนาและปรับปรุงภาคธุรกิจการธนาคาร ทำให้ธนาคารกรุงเทพเติบโตก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในภูมิภาคเอเชีย</p>
จะเห็นได้ว่าจากการที่ท่านได้เข้ามาบริหาร ทำให้ธนาคารกรุงเทพฯ มีความก้าวหน้าจากเดิมเป็นอย่างมาก
ท่านเป็นผู้นำที่ใช้หลักการต่างๆได้อย่างดี และตัวของท่านเองก็มี ทุนตามทฤษฎี 8K’S ทุกอย่าง <p> </p>
นายประเสริฐ ชัยยะศิริสุวรรณ
ID : 106242007
ม.นานาชาติแสตมฟอร์ดหัวหิน
</span><p> </p><p> </p><p> </p><p> </p>
สวัสดีค่ะ ศ ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ท่านอาจารย์ยม นาคสุข และเพื่อนๆทุกท่าน
อ่านหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้แล้วได้อะไรบ้างและเกี่ยวกับผู้นำอย่างไร
จากการที่ได้อ่านหนังสือแล้วทำให้ได้รู้ว่า “คน” เป็นสมบัติที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร เมื่อก่อนนั้นจะมีความเชื่อเก่าๆว่า “คน” เป็นเพียงต้นทุนการผลิต ซึ่งไม่ใช่เลย คนต่างหาก คือ “ผลกำไร” ที่แท้จริงขององค์กร หากได้รับการดูแลเอาใจใส่ เพิ่มศักยภาพ โดยการพัฒนาอย่างจริงจัง สม่ำเสมอ และเป็นระบบ หนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในเรื่องของการพัฒนาคน ถึงแม้ว่าท่านทั้งสองจะมีอายุที่แตกต่างกัน มีการศึกษาที่แตกต่างกัน แต่ท่านทั้งสองมีเป้าหมายเดียวกันคือ การมุ่งมั่นในเรื่อง “คน” คุณพารณฯ ได้เข้าไปทำงานใน เครือซิเมนต์ไทย เริ่มแรกในงานด้านวิศวกรรมคือเป็นวิศวกร เพราะท่านจบการศึกษามาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ แต่เมื่อกรรมการผู้จัดการใหญ่ได้เห็นบางอย่างในตัวของท่าน จึงให้ท่านไปเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการบุคคล ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ถึงแม้ว่าท่านจะไม่เคยทำงานเกี่ยวกับการบริหารคนมาเลย แต่เมื่อได้รับมอบหมายท่านก็จำเป็นต้องทำ และทำได้ดีเสียด้วย คุณพารณฯ ได้ดูแลนโยบายเรื่องคนของปูนซีเมนต์ ตั้งแต่เขาเดินเข้ามาทำงานกับบริษัท และเขาจะได้รับการฝึกอบรม เอาใจใส่ดูแลจนถึงวันที่เขาเกษียณอายุออกไป เพราะคุณพารณฯ เชื่อว่าองค์กรจะดีเพราะมีคนเก่งและดี
คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา นั้นท่านเป็นต้นแบบที่ดีถ้าพูดถึงเรื่อง “คน”ท่านเป็นต้นแบบใน 4 เรื่องดังนี้
1. เรื่องของคนเก่ง-คนดี ท่านมีความเชื่อว่าคนที่สามารถพาองค์กรให้ประสบความสำเร็จจะต้องทั้งเก่ง ทั้งดี ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว ท่านได้ค้นพบหลัก “เก่ง 4 ดี 4” เก่ง 4 ได้แก่ เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด และเก่งเรียน ดี 4 ได้แก่ ประพฤติดี มีน้ำใจ ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม ท่านจะแปะสูตรนี้ไว้ที่ข้างฝาเลยว่า นี่เป็นคนเก่งที่ท่านต้องการให้เกิดขึ้นในปูนซิเมนต์ไทย และก็จะเริ่มสร้างคนด้วยการทำเป็น “ตัวอย่าง”
2. ความเชื่อในเรื่องคุณค่าของคน การที่คุณพารณฯเป็นนักพัฒนาที่ยอดเยี่ยมมากๆ ก็เพราะความคิดนี้ท่านเชื่อว่าทุกคน เป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากกว่าทรัพย์สินอื่นใดในองค์กร เราต้องพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องขัดมันอยู่เรื่อยๆ แล้วก็ต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด
3. ดูแลทุกข์สุขของคนอย่างใกล้ชิด โดยมีความเชื่อว่า คนไม่ได้ต้องการผลตอบแทนที่เป็นเงินทองอย่างเดียว แต่ยังต้องการผลตอบแทนทางใจด้วย
4. การทำงานเป็นทีม ท่านมีความเชื่อว่า “สองหัวดีกว่าหัวเดียว” การทำงานเป็นทีมจะเกิดจิตสำนึกในการเป็นเจ้าของมากๆ เพราะเราได้มีส่วนร่วมที่จะตัดสินใจในการดำเนินการของบริษัท
ส่วน ดร.จีระ นั้น ด้วยความที่เป็นคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมีความกล้าที่จะทำงานทำให้ท่านได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยวัยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ส่วนที่เหมือนกัน <ol>
</ol>
ข้อแตกต่าง
จุดแข็ง
จุดอ่อน
++ สำหรับเรื่องผู้นำที่อาจารย์ให้ทำจะส่งใน Blog ต่อไปนะคะ ++
นางสาวสุกัญญา เพ็ญสุข
MBA 7
</span>
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อ.ยม นาคสุขและเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน จากการที่ได้อ่านหนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์นั้น เนื้อหาภายในนั้นเน้นหนักไปที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก โดยการที่แสดงให้เห็นความสำคัญของบุคลากรภายในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากการส่งพนักงานไปฝึกอบรมให้มีความรู้ ความชำนาญในลักษณะงานที่ทำอยู่ การที่ส่งไปพนักงานอบรมนั้นก็เพื่อกลับมาพัฒนาองค์กร กล่าวคือการที่เราใช้เครื่องจักรนับวันมีแต่จะเสื่อมลง แต่กับคนยิ่งใช้ไปก็ยิ่งจะเกิดความรู้ ความชำนาญ ความสามารถที่มากขึ้น ดังนั้นก็คือการฝึกคนให้เก่ง เพียงแต่เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องดีด้วย ความเก่งที่กล่าวถึงคือ “เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด และเก่งเรียน” ส่วนเรื่องดีนั้นก็คือ “ประพฤติดี มีน้ำใจ ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม” เพราะถ้าเก่งอย่างเดียวก็อาจจะโกงบริษัท จึงจำเป็นต้องดีด้วย จากทฤษฎีต่างๆที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญกับความรู้ และการศึกษา ความรู้นั้นหมายถึงการใฝ่หาความรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจากการอ่าน การดูข้อมูลจากอินเตอร์เน็ท เพื่อที่เราจะได้ทันสมัยตลอดเวลา ส่วนการศึกษานั้นเมื่อเราเรียนจบจากสถาบันนั้นๆแล้ว ก็ไม่ควรจะศึกษาแต่ภายในรั้วของสถาบันนั้นๆ เราสามารถศึกษาได้จากทุกที่ ทุกเวลา เพื่อจะได้มีแนวความคิดใหม่ๆ อีกอย่างที่สำคัญคือ ต้องมีการกำหนดเป้าหมายขององค์กรที่ชัดเจนและบุคลากรทุกคนต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ กล่าวคือต้องมีเป้าหมายเดียวกันทั้งองค์กร ซึ่งเรื่องที่จะทำให้คนทั้งองค์กรดำเนินการตามเป้าหมายนั้น ต้องมีความรัก ความผูกพันกับองค์กร โดยการปลูกฝังค่านิยมต่างๆขององค์กรให้กับทุกคนนั้นต้องใช้เวลาและความสามารถมากโดยส่าวนตัวผมแล้วถือว่าการศึกษาหาความรู้นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนแต่ในห้องเท่านั้นเราสามารถเรียนรู้จากสิ่งต่างๆรอบตัวเรา เช่นจากงานที่เราทำก่อน ศึกษาว่าทำอย่างไรให้งานออกมาดี มีคุณภาพ และประหยัดเวลา ซึ่งมันก็จำเป็นที่ทำให้เราต้องค้นหาวิธีเพื่อจะให้ได้ตามเป้าหมายที่หวังไว้ การพิจารณาจุแข็งและจุดอ่อนของตัวเองจุดแข็ง· เป็นคนซื่อสัตย์ ไม่เอาเปรียบใคร· จริงจังกับงานที่ทำ· จริงใจ ตรงไป ตรงมา กับทุกคนจุดอ่อน· อารมณ์ไม่มั่นคง· บางครั้งไม่รับฟังความเห็นของผู้อื่น· สังคมน้อย ผู้นำที่ชื่นของ ได้แก่ ประธาน เหมา ( เหมา เจ๋อ ตุง ) <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="27%" class="MsoNormalTable" align="right" style="background: #f0f5f5; width: 27.74%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8; padding: 2.25pt"></td></tr></tbody></table>เหมาเจ๋อตุง
อดีตประธานาธิบดีผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ท่านประธานเหมา เจ๋อตุง เกิดวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2436 ในครอบครัวชาวนาอาศัยอยู่ในเขตชนบทชานเมืองสาวซาน มณฑลหูหนาน อายุ 8 ขวบเข้าโรงเรียนประถมในหมู่บ้าน ร่ำเรียนคำสอนหลักลัทธิขงจื้อปลูกฝังความคิดตามจารีตโบราณ ต่อมาถูกคลุมถุงชนให้แต่งงานกับหญิงสาวที่อายุมากกว่าด้วยวัยเยาว์ทำให้ไม่ประสากับชีวิตครอบครัวอีกทั้งต้องการก้าวสู่โลกกว้างมากกว่ามีชีวิตปลูกพืชเลี้ยงสัตว์อยู่กับบ้านไปวันๆ
ตัดสินใจขัดใจพ่อแล้วเดินทางออกจากบ้านเกิดเข้าตัวอำเภอฉางชาเรียนหนังสือในโรงเรียนตามหลักสูตรรัฐบาล เป็นนักเรียนโค่งร่วมชั้นกับเด็กเล็กๆต่อมาสอบเข้าเรียนต่อวิทยาลัยครูหูหนาน จากนั้นมุ่งหน้าเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งเรียนไปทำงานหน้าที่ผู้ช่วยบรรณารักษ์ห้องสมุดมหาวิทยาลัยไปด้วย
และห้องสมุดนั่นเองที่เป็นคลังความรู้ให้สะสมภูมิปัญญาทั้งแตกฉานทางอักษรศาสตร์ยอดเยี่ยมว่ากันว่าความรู้ที่ได้จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่งคือต้นทุนที่ทำให้เขาปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนได้สำเร็จ
เหมาทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนหนังสืออย่างจริงจังเวลาว่างเขาเขียนบทความลงหนังสือของวิทยาลัยครู ใช้นามแฝง “เอ้อสือปาวาเซิง” หรือ “นายยี่สิบแปดขีด” ตามชื่อของเขาที่เมื่อเขียนเป็นภาษาจีนแบบตัวเต็มรุ่นเก่าจะมีทั้งหมด 28 ขีดงานเขียนส่วนใหญ่ของเหมาแสดงทัศนะวิพากษ์วิจารณ์การปกครองของราชสำนักชิงซึ่งเป็นชาวแมนจู
นักศึกษาหนุ่มหัวก้าวหน้าจึงเป็นที่จับตาของสายลับรัฐบาลนั่นไม่เป็นผลอะไร เพราะที่สุดเหมารวมพลคนใจเดียวกันก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนในพ.ศ.2464 และปีเดียวกันเขาเป็นแกนนำหยุดงานประท้วงของคนงานเหมืองแร่ที่อันหยวน เขียนหนังสือ “พลังปฏิวัติเบ่งบานออกมาจากปากกระบอกปืน” แล้วก่อตั้งกองทัพแดงกรรมกรและชาวนาตามด้วยกองทัพปลดแอกประชาชน ปฏิบัติการ “ป่าล้อมเมือง” จนมีชัยเหนือเจียง ไคเช็ก
เหมา เจ๋อ ตุง กุมอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เขาสถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน”ดำรงตำแหน่งประธานสาธารณรัฐจนถึงพ.ศ.2512
ชีวิตครอบครัวเขามีภรรยา 3 คน 1.นางหยาง ไค อุย เสียชีวิตในการทำสงครามเพื่อชาติ พ.ศ.2464 2.นางเอ ชิ เจิ้นนายพลหญิงแห่งกองทัพแดง และ 3.เชียง ชิง ผู้นำการปฏิวัติกองทัพแดง หรือเรด การ์ดอันนองเลือดลือลั่นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนใหม่ นางฆ่าตัวตายปี 2534
เหมา เจ๋อ ตุง ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2519นาย สราวุฒิ ฉายแสงรหัส 106142011มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด(หัวหิน)
เรียน ศ.ดร.จีระ อ.ยม และเพื่อนๆนักศึกษา MBA ม.นานาชาติสแตมฟอร์ด
ขอเพิ่มเติมพระราชประวัติของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชดังนี้ค่ะ
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 ของกรุงศรีอยุธยา ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2199 - พ.ศ. 2231 <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">สมเด็จพระนารายณ์มีพระขนิษฐาร่วมพระมารดาเดียวกัน นามว่า พระราชกัลยาณี มีพระราชอนุชานามว่า เจ้าฟ้าอภัยทศ พระอัยกาของสมเด็จพระนารายณ์ก็คือ สามเด็จพระเอกาทศรถ ขณะมีพระชนม์ได้ 5 พรรษา เสด็จออกไปเล่นที่เกย ขณะนั้นฝนกำลังตก พระนมพี่เลี้ยงห้ามไม่ฟัง ให้กรดกางก็ห้ามเสีย ขณะยืนอยู่ที่เสาหลักชัย ฟ้าฝ่าลงมาต้องหลักชัยแตก แต่พระนารายณ์กุมารมิได้เป็นอันตราย
</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">
พระขนิษฐาพระราชกัลยาณี ต่อมาภายหลังจึงได้มีการสถาปนาเป็นกรมหลวงโยธาทิพ ส่วนพระราชธิดาเป็นกรมหลวงโยธาเทพ พระเจ้าหลุยซ์ที่ 14 เคยส่งของมีค่ามาถวายกรมหลวงโยธาเทพอีกด้วย</p>
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญแตกต่างจากวีรกษัตริย์พระองค์อื่น พระองค์ทรงมีความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง เป็นที่ยกย่องสรรเสริญ พระปรีชาสามารถแผ่ไปไกลถึงต่างประเทศ แม้แต่ปืนใหญ่ซึ่งพระองค์ถวายเป็นของขวัญแก่พระเจ้าหลุยซ์ที่ 14 ปืนกระบอกนั้น นักต่อต้านชาวฝรั่งเศสเคยใช้ยิงทำลายคุกบาสติลมาแล้ว
สมเด็จพระนารายณ์ ทรงทำนุบำรุงให้บ้านเมืองรุ่งเรืองยิ่งกว่าสมัยใดในกรุงศรีอยุธยา มีความสามารถพิเศษในการปกครอง มีข้าราชการและเหล่าทหารหาญตามคัมภีร์พิชัยสงครามคือ หัวศึก ได้แก่เจ้าพระยาโกษาเหล็ก มือศึก ได้แก่พระยาเดโชชัย ตีนศึก ได้แก่พลช้างม้าครบถ้วน ตาศึก ได้แก่พระพิมลธรรม หูศึก ได้แก่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ปากศึก ได้แก่พระวิสุตรสุนทร (โกษาปาน) กำลังศึก ก็คือผู้คนช้างม้า เสบียงอาหารอุดมสมบูรณ์ในรัชสมัยของพระองค์
สำหรับ พระราชกัลยาณี พระขนิษฐาของพระนารายณ์ ทรงเป็นราชธิดาที่มีพระรูปสิริวิลาสเลิศนารีเป็นที่ยิ่ง พระศรีสุธรรมาซึ่งเป็นพระเจ้าอาของพระนารายณ์และพระราชกัลยาณีครองกรุงศรีอยุธยามาได้สองเดือนกับอีก 20 วัน และถูกสำเร็จโทษ ณ วัดโคกพระยา</span> ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สำคัญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยย้อนอดีตไปได้ประมาณกว่า 300 ปี สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีคณะราชทูตจากฝรั่งเศส อัญเชิญพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาถวายแด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในปีพุทธศักราช 2228 ในระหว่างปีพุทธศักราช 2228 - 2230 รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชคณะบาทหลวงเจชูอิตชาวฝรั่งเศส ได้มาเผยแพร่ดาราศาสตร์ไทยในประเทศไทย มีสิ่งก่อสร้าง เช่น หอดูดาววัดสันเปาโล เป็นหอดูดาวแห่งแรกในประเทศไทย </p>
พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์ ดังนี้ 1. พระราชนิพนธ์โคลง เรื่องทศรถสอนพระราม
2. พระราชนิพนธ์โคลง เรื่องพาลีสอนน้อง
3. พระราชนิพนธ์โคลง เรื่องราชสวัสดิ์
4. สมุทรโฆษคำฉันท์ (ตอนกลาง)
5. คำฉันท์กล่อมช้าง (ของเก่า)
6. บทพระราชนิพนธ์โคลงโต้ตอบกับศรีปราชญ์และกวีมีชื่ออื่นๆ อนุสรณ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ที่แท่นฐานมีแผ่นป้ายประดิษฐานคำจารึกว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง
ทรงพระราชสมภพ ณ กรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2175
สวรรคต ณ เมืองลพบุรี เมื่อ พ.ศ. 2231
พระองค์ทรงมีพระบรมราชกฤษดาภินิหารเป็นอย่างยิ่งในรัชสมัยของพระองค์
วรรณคดีและศิลปของไทยได้เจริญถึงขีดสูงสุด
มีสัมพันธไมตรีแผ่ไพศาลเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ประชาชนชาวไทย นอกจากอนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว อนุสรณ์ที่สำคัญของสมเด็จพระนารายณ์ ได้มีผู้แต่งเพลงเทอดพระเกียรติคุณอันสูงส่งของพระองค์ คำร้องเพลงนี้ไม่ทราบนามผู้แต่ง เป็นเพลงทำนองโยสลัม วิเคราะห์ภาวะผู้นำสมเด็จพระนารายณ์มหาราช1. เป็นผู้คิดและมองการณ์ไกล เช่นมีการค้าและการติดต่อกับชาวต่างประเทศ ได้แก่ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย มลายู ชวา อังกฤษ ฮอลันดา โปรตุเกส และฝรั่งเศส2. เป็นผู้รอบรู้ เป็นยอดนักปราชญ์ทางด้านการปกครองทั้งทางการทางทหาร ต่างประเทศ รวมถึงวรรณกรรมต่างๆ3. มีการเรียนรู้ตลอดเวลา และมีการนำสิ่งใหม่ๆมาดัดแปลงใช้ให้กับสังคมไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด4. มีการวางแผน และคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตได้5. มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว6. พระองค์ทรงมีความคิดรอบคอบใช้พระสติตริตรองปัญหาที่เผชิญหน้าอย่างดีที่สุด7. มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ สร้างความสามัคคี8. เป็นผู้มีจรรยาบรรณ 9. เป็นผู้ที่มีความเสียสละ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">นางสาวหยาดอรุณ อาสาสำเร็จ </p>
ID: 106142012
</span>
เรียน ศ.ดร.จีระ อ.ยม และเพื่อนๆนักศึกษา MBA ม.นานาชาติสแตมฟอร์ดทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยทุกท่านที่ดิฉันต้องทยอยส่ง Blog เนื่องจากทางหมู่บ้านของดิฉันมีปัญหาเรื่องไฟฟ้า ซึ่งดับวันละหลายๆครั้ง (จนกลายเป็นเรื่องปกติ) และการขาดแคลนทางด้านเทคโนโลยี ฉบับนี้จึงขอส่งงานจากการที่ได้อ่าน “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” ค่ะหนังสือเล่มนี้ ได้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ช่วงความรู้ ได้แก่ เรื่องของสองแชมป์, คัมภีร์คนพันธุ์แท้, จักรวาลแห่งการเรียนรู้ และ สู่การเพิ่มผลผลิต โดยในช่วงแรก“เรื่องของสองแชมป์” ได้มีการกล่าวถึง ประวัติ และประสบการณ์ทำงานของบุคคลที่น่าสนใจคือ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ซึ่งได้มีเป้าหมายที่เหมือนกัน คือมีการมุ่งเน้นและให้ความสำคัญในเรื่องของ “พัฒนาคน” ถึงแม้นว่าทั้ง 2 ท่านจะมีประวัติชีวิต ประวัติการทำงาน และมีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน ช่วงที่สอง“คัมภีร์คนพันธุ์แท้” ได้มีการกล่าวถึงปรัชญา ความเชื่อและความศรัทธา · ปรัชญา ในส่วนของ HR จะมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้ คือคุณภาพด้านการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะมีส่วนต่อคุณภาพทรัพยากรมนุษย์โดยตรง · ความเชื่อ และความศรัทธา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะต้องมีความเชื่อในระบบการเรียนรู้ และในสิ่งที่จะทำก่อน เพราะถ้ามีความเชื่อ หรือศรัทธาว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ ก็จะทำให้เกิดมีพลังความมุ่งมั่น และก่อให้เกิดกำลังใจ ที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จ ช่วงที่สาม “จักรวาลแห่งการเรียนรู้” ได้มีการกล่าวถึงคุณสมบัติ 3 ประการสำหรับคนไทยเพื่อก้าวสู่ระดับโลก ได้แก่ 1. ความกล่องแคล่วทางด้านภาษา ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ2. เทคโนโลยี3. คุณธรรมนอกจากนี้แล้วยังมุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาบุคคลทางด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการปฏิบัติจริง รู้จริง เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ แยกแยะปัญหา และมีการคิดอย่างมีระบบ รวมทั้งสามารถพึ่งพาอาศัยตนเองได้ ซึ่งจะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้แล้วจะต้องมีการเรียนอยู่อยู่ตลอดชีวิต ช่วงที่สี่“สู่การเพิ่มผลผลิต” บอกถึงการพัฒนาทรัพยากรเพื่อให้สามารถก้าวไปสู่ระดับประเทศได้นั้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากภาคต่างๆ เช่น ภาคเอกชน ภาครัฐบาล ภาควิชาการ และพนักงานหรือแรงงานโดยมีความเชื่อที่ว่า วิธีที่จะส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ การสร้างความร่วมมือในกลุ่มพันธมิตรกับหน่วงงานราชการ และการเผยแพร่แนวความคิดการเพิ่มผลผลิต ตลอดจนเทคนิคต่างๆไปยังเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ และนักธุรกิจทั่วไป นอกจากนี้แล้วการเพิ่มผลผลิตจะประสบความสำเร็จได้นั้น องค์กรจะต้องมีวัฒนธรรม และคนในองค์กรจะต้องมีระเบียบวินัย ซึ่งผู้นำจะต้องมีความสามารถในการตัดสินใจสูง และจะต้องลงมือทำควบคู่ไปด้วย ไปใช่เพียงแต่สั่ง แล้วไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากนี้แล้วการสนับสนุนด้านงบประมาณและคน เช่นการให้กำลังใจแก่พนักงาน การหาผู้ที่มีความรู้มาให้ความรู้ และมีการส่งพนักงานไปฝึกงาน นอกจากนี้แล้วตอนท้ายของเล่ม ได้มีบทวิเคราะห์ถึงความคล้ายคลึงกันขงบุคคลทั้งสอง ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 6 ข้อคือ1. การเดินเข้าสู่สนามของงานสร้างทรัพยากรมนุษย์ด้วยความบังเอิญ2. มุ่งมั่น และยืนหยัดในการพัฒนาทรัพยากรบนปรัชญาแห่งความยั่งยืน3. การเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดต่อสังคม4. การมีบุคลิกแบบ “Global Man” 5. มีความเป็นผู้ใหญ่ ที่พร้อมไปด้วยการเป็นผู้ให้ ทั้งความรู้และความรัก กับคนใกล้ชิด6. มีความสุขกับการเป็นผู้ให้ โดยไม่สนใจ และไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ทฤษฎี 4 L’s คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา · Village that Learn : หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้· School that Learn : โรงเรียนแห่งการเรียนรู้· Industry that Learn : อุตสาหกรรมแห่งการเรียนรู้· Nation that Learn : ชาติแห่งการเรียนรู้ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์· Learning Methodology : เข้าใจวิธีการเรียนรู้· Learning Environment : สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้· Learning Opportunity : สร้างโอกาสในการเรียนรู้· Learning Community : สร้างชุมชนการเรียนรู้ สิ่งที่ได้รับจากการอ่านหนังสือเล่มนี้คือ · วิธี และแนวทางในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ · ต้องรู้จักคิดเป็น และต้องสามารถลงมือปฏิบัติได้ ไม่ใช่เพียงแต่พูดเท่านั้น· คน” คือ “ผลกำไร และเป็นสมบัติที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร· องค์กรจะต้องมีการหมั่นพัฒนาทำอยู่สม่ำเสมอ · ต้องหมั่นเป็นผู้ใฝ่รู้· การที่จะเป็นผู้นำที่ดีขององค์กร จะต้องเป็นผู้รู้จักให้ และเสียสละ ความเหมือนและความแตกต่าง ระหว่าง คุณพารณและ ศ.ดร.จีระ· ความเหมือน1. มุ่งเน้น และความสำคัญในเรื่อง คน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร2. การเป็นผู้ใฝ่รู้ที่ไม่มีวันหมดสิ้น 3. เป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน4. รู้จักคิดอย่างมีเหตุ มีผล และรอบคอบ5. การมีพื้นฐานทางครอบครัวที่ดี และมีการปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก6. เป็นผู้นำทางด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ · ความต่าง1. วัยวุฒิ2. การศึกษา <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 10pt 36pt; text-indent: -18pt; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">3. ตำแหน่งในหน้าที่การงานแลทางสังคม โดยศ.ดร. จีระเป็นนักวิชาการทำงานให้กับภาครัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคุณพารณเป็นนักบริหารองค์กรเอกชน</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 10pt 36pt; text-indent: -18pt; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"> </p>นางสาวหยาดอรุณ อาสาสำเร็จ ID: 106142012
เรียน ศ.ดร.จีระ อ.ยม และเพื่อนๆนักศึกษา MBA ม.นานาชาติสแตมฟอร์ด
จากการอ่านหนังสือพลังความคิดชีวิตและงานของคุณหญิงทิพาวดีเมฆสวรรค์ และ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมในช่วงของบทนำคุณหญิงทิพาวดีได้กล่าวที่มาของทฤษฎี 8 H มาจากได้อ่านหนังสือ 7 ้habit และเพื่อให้จดจำง่ายและเป็นสากลจึงได้มีทฤษฎี 8้ ้H เกิดขึ้น และได้นำเอาวัฒนธรรมไปเชื่อมโยงเพื่อให้จับต้องได้เช่นสินค้า OTOP ท่านได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับคนโดยกล่าวว่าองค์กรณ์จะประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับคน ไม่ใช่อุปกรณ์หรือเทคโนโลยี <p> </p>
8 H ประกอบด้วย กับ Heritage ซึ่งตรงK ของศ.ดร.คือ
Sustainable Capitalทุนแห่งความยั่งยืนเมื่อเราเกิดมาต้องรู้จักรากเหง้าของตนเองก่อนและต้องมีculture ด้วย เพื่อให้คนไทยได้ลึกซึ้งทราบถึง วัฒนธรรมของตน เมื่อเรารู้ความเป็นตัวของตัวเองแล้วจะรู้ว่าเรามีอะไรที่พอเพียง อะไรเกิน และอะไรที่ขาดอยู่ อะไรที่ต้องพัฒนาต่อไป
Head ตรงกับK ของศ.ดร.จีระคือ Intellctual Capital ทุนทางปัญญา จากการที่ กิจ.ดร.กับคุณหญิงทิพาวดีได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันทำให้ทราบว่าปัจจุบันสังคมเศรษฐกิจใช้ความรู้เป็นพื้นฐาน เมื่อรู้แล้วรวยจะตามมาเอง ในแวดวงสุขภาพจะพูดว่าคุณกินอะไรสำหรับคุณหญิงทิพาวดีคุณคิดอะไร คุณหญิงเชื่อว่าทรัพยากรมนุษย์นั้นสามารถเพิ่มมูลค่าและพัฒนาไปได้ตลอดไม่มีจบสิ้น ซึ่งต่างจากทรัพยากรอื่นที่จะลดมูลค่าลงเรื่อยๆ ในยุคโลกาภิวัฒน์ ความรู้และปัญญาคืออำนาจ การเป็นผู้นำนั้นต้องรู้มาก รู้็้้กว้าง และรู้ลึก ตามทฤษฎี 4L <p> </p> Hand ตรงกับKของ ศ.ดร.จีระคือTalent Capitalทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนะคติ ความเป็นมืออาชีพนั้นงานที่ทำไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร ก็สามารถทำให้เป็นมืออาชีพได้ ก็เท่ากับประสบผลสำเร็จในส่วนนั้นแล้ว ความคิดใหม่เกิดขึ้นทุกวันแต่คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่นำความคิดนั้นไปทำให้เกิดผล ศ.ดร.จีระกล่าว่าผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ควรเร่งสร้าง <p>ทุนความรู้ในมนุษย์ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้องค์กร</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">Heart ตรงกับทฤษฎีของศ.ดร.จีระคือEthical Capital ทุนทางจริยธรรม ถ้าผู้นำขาดคุณธรรมก็ไม่สามารถพัฒนาองค์กรหรือประเทศได้ ก็จะสร้างปัญหาให้กับสังคมมากยิ่งขึ้น</p>
Health ตรงกับK ของศ.ดร.จีระDigital Capital ทุนทางITซึ่งเป็นข้อเดียวที่ความหมายต่างกันทางทฤษฎีของ ศ.ดร.จีระกับคุณหญิงทิพาวดี คุณหญิงทิพาวดีกล่าวว่าการจะมีสุขดีต้องดีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเด็กรุ่นใหม่หมกมุ่นกับIT จนลุ่มหลง จะต้องเรียนรู้อย่างมีสติจะต้องรู้ว่าเราเป็นนายหรือทาสของIT <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> HomeตรงกับKของศ.ดร.จีระคือHuman Capital ทุนมนุษย์ทุนมนุษย์เริ่มมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และเกิดมาต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อ-แม่ การศึกษาและเมื่อมีสิ่งเหล่านี้แล้วจะสามารถต่อยอดทุนมนุษย์สร้างมูลค่าเพิ่มให้ตนเอง สังคม องค์กรและประเทศชาติได้เป็นอย่างดี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
Happiness ตรงกับKของศ.ดร.จีระคือHappiness Capital ทุนแห่งความสุข การมีทัศนะคติเชิงบวกทำให้มีความสุขทุกสถานการณ์ถ้ามนุษย์มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญาและทุนทางจริยธรรมแล้วย่อมมีความสุขได้ง่ายกับทุกสถานการณ์ เพราะมีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญาที่จะประสบความสำเร็จโดยไม่เบียดเบียนใคร <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
HarmonyตรงกับKของ ศ.ดร.จีระคือSocial Capital ทุนทางสังคม คนที่จะประสบวามสำเร็จได้ต้องรู้จักการวางตัวที่เหมาะสม และรู้จักการเข้าสังคมได้เหมาะสมกับหน้าที่และบทบาทของตัวเองต่อสังคม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
จากการอ่านหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ทำให้ทราบถึงแนวทางในการดำเนินชีวิตให้ประสบผลสำเร็จทั้งทางด้านชีวิตการงานและชีวิตครอบครัว และยังทราบอีกว่าได้เกิดปีเดียวกันกับ ศ.ดร.จีระได้รับรู้ถึงการเอาชนะกับปัญหาทุกสิ่งอย่างด้วยวิธีการคิดอย่างมีแบบแผนการหลักแหลมในการวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ นอกจากหนังสือเล่มนี้จะให้แนวทางมากมายในการประสบผลสำเร็จด้วยการนำไปประยุกต์ใช้แล้ว ยังได้รับรู้ถึงอรรถรสของอารมณ์ต่างๆ ตามการสนทนา ข้อแตกต่างระหว่างคุณพารณกับ ศ.ดร.จีระคือ วัยวุฒิ พื้นฐานการเลี้ยงดูของครอบครัว จบการศึกษาต่างวิชาชีพกัน ข้อเหมือนกันคือ เป้าหมายที่ต้องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพราะมีความเชื่อเดียวกันคือมนุษย์มีแต่มูลค่าเพิ่มซึ่งต่างจากสิ่งอื่นใดในโลก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
ข้อดีของตนเอง1. อดทน ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก2. ควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีในทุกๆสถานการณ์3. ให้กำลังใจตัวเองทุกครั้งเมื่อเหนื่อยล้าข้อเสียของตนเอง1. ขาดความมั่นใจเมื่อต้องพบเจอคนมาก2. มีโลกส่วนตัวสูง3.พูดตรงเกินไป<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
น.ส นภาพร พิพัฒน์ MBA 6
ID 106142007
</span></span></span></span></span></span></span></span><p></p>
เรียน ท่านศ.ดร.จีระ , ท่าน อ.ยม และสวัสดีเพื่อน MBA 6 และ 7 ทุกท่าน
จากการที่ดิฉันได้ทำการสำรวจ และวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนของตนเองแล้ว พบว่า
จุดแข็ง <ol style="margin-top: 0cm">
</ol>จุดอ่อน1. รักการนอน มากกว่าการอ่าน2. ความรู้รอบตัวมีน้อย3. ไม่ชอบวิชาบรรยาย เพราะอ่านหนังสือมากๆ แล้วมักจะง่วงนอน4. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จากที่ได้อ่านหนังสือเรื่องทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้แล้ว สิ่งที่ได้จากการอ่านคือ ได้ทราบถึงประวัติ และแนวความคิดต่างๆในการบริหารองค์กร และบริหารคนอันน่าชื่นชมของท่านอาจารย์ที่มากด้วยประสบการณ์และเป็นปูชนียบุคคลที่ทรงคุณค่าทั้ง 2 ท่านคือ ท่านพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ โดยเนื้อหาสำคัญของหนังสือเล่มนี้ ทั้ง 2 ท่านมีจุดประสงค์หลักคือนำเสนอแนวทางในการบริหาร โดยการมุ่งมั่นในเรื่อง “คน” เน้นเรื่องวัดผล เรื่องความยั่งยืนระยะยาว และแสวงหาความคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ </p>หนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารองค์กรให้ประสบความสำเร็จมากมาย ซึ่งดิฉันจะขอสรุปแนวคิดที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรเป็นข้อๆ ดังนี้1) คนเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดขององค์กร เพราะองค์กรจะดีเพราะมีคนเก่งและดี องค์กรจะแย่เพราะมีคนไม่เห่งและคนไม่ดี2) ท่านพารณฯ ได้นำระบบ TQM มาใช้เป็นนโยบายหลักของทุกบริษัทในเครือซิเมนต์ไทย โดยเน้นการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพควบคู่ไปกับการพัฒนาคน ในขณะที่นักบริหารของไทยส่วนใหญ่จะมุ่งให้ความสำคัญกับปัญหาทางด้านการเงิน และผลกำไรมากกว่าความสำคัญของพนักงาน3) ต้องหมั่นเรียนรู้และเข้ารับการฝึกอบรมปีละหลายๆ เรื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์4) เน้นความมีส่วนร่วมของพนักงานให้เกิดความผูกพันกับบริษัท5) การพัฒนาบุคลากรเป็นการลงทุนของบริษัทที่ไม่ใช่ต้นทุน เพราะคนเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญสูงสุดที่ต้องมีการเอาใจใส่ดูแล หมั่นพัฒนาให้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา ดังเช่นที่ท่านพารณฯ ได้ให้ทุนการศึกษาแก่พนักงานบริหารทุกระดับชั้นที่มีความสามรถไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยชั้นนำ TOP 106) ผู้บริหารต้องเป็นผู้ที่ขับพลังและอัจฉริยภาพของบุคลากรในทุกระดับองค์กร7) ผู้บริหารควรมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีความกล้าที่จะทำงานแหวกวงล้อมเพื่อเดินไปสู่เป้าหมายให้สำเร็จ8) บุคลิกที่ท่านพารณฯ มีและผู้นำทุกคนควรมี คือ การอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านจะไม่ยึดติดกับคำยกย่องสรรเสริญทั้งปวง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">9) ท่าน ศ.ดร.จีระ มีความกล้าที่จะกระโดดออกมาจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยฯ ซึ่งกลับทำให้ท่านสามารถขยายฐานสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง และสามารถเป็นอาจารย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย นั่นก็แสดงถึงการจะเป็นผู้นำที่ดีได้ ต้องกล้าที่จะคิด กล้าที่จะตัดสินใจ และต้องเชื่อในสิ่งที่จะกระทำ และที่สำคัญก็กล้าที่จะคิดนอกกรอบ บ่งบอกถึงการมีความคิดสร้างสรรค์</p>10) แนวคิดของท่าน ศ.ดร.จีระ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองได้มีดังนี้10.1) การทำงานที่ดีคือการทำงานที่เอาความสามารถของคน แต่ละคนมารวมกัน และสามารถปรับตัวได้ดี โดยมีทุนที่ 4 คือ ทุนแห่งความสุขและความสมดุล มากกว่าคนอื่น10.2) ไม่ควรหลงยึดติดกับความเก่งของตัวเอง10.3) ชีวิตของอาจารย์ทุกวันนี้มีแต่คำว่าไม่รู้ และพร้อมที่จะเรียนรู้ และรับฟังชีวิต มองตัวเองให้ น้อยลง มองคนอื่นมากขึ้น10.4) ข้อดี 4 ประการจากวัยเยาว์ที่ช่วยส่งเสริมให้ ศ.ดร.จีระ ประสบความสำเร็จได้คือ 1. การเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน ในตำแหน่งกองหน้า เป็นการฝึกฝนให้ท่านเป็นคนแสวงหาการเรียนรู้ตลอดเวลา สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ 2. เป็นคนเกิดปีลิง ทำให้ท่านเป็นคนขวนขวายและใฝ่รู้ ดูได้จากการที่ท่านเคยสอบซ่อมวืชา English 1 ยังผลให้ท่านขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมในห้องสมุดจนไม่พลาดเรื่องสอบอีก 3. มีเครือข่ายตั้งแต่วัยเยาว์ และมาจากครอบครัวที่อบอุ่น บ่งบอกถึงการมีทุนมนุษย์ที่ดี 4. อาชีพอาจารย์ สามารถทำงานได้ภายใต้แรงกดดัน และทำงานได้หลากหลายแบบ11) ทฤษฎี 4 L’s ของท่านพารณฯ · Village that Learn หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้· School that Learn โรงเรียนแห่งการเรียนรู้· Industry that Learn อุตสาหกรรมแห่งการเรียนรู้· Nation that Learn ชาติแห่งการเรียนรู้12) ทฤษฎี 4 L’s ของท่าน ศ.ดร.จีระ ฯ· Learning Methodology เข้าใจวิธีการเรียนรู้· Learning Environment สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้· Learning Opportunity สร้างโอกาสในการเรียนรู้· Learning Community สร้างชุมชนการเรียนรู้13) ท่านพารณฯ นิยมชมชื่นในสิ่งที่ลูกน้องทำ และเวลาชมก็จะชมต่อหน้าคนอื่นๆ จึงทำให้ลูกน้องเกิดความตั้งใจในการทำงานอย่างมาก14) คนที่มีความสุขคือคนที่อดทนคนอื่นได้เก่ง15) ไม่ว่าจะทำอะไรต้องมีความเชื่อก่อน เชื่อว่าสิ่งนี้แล้วจึงทำ ไม่ใช่ทำเพราะเขาว่ากันมา16) เรื่อง เก่ง 4 ดี 4 , เก่ง 4 ได้แก่ เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด และเก่งเรียน , ดี 4 ได้แก่ ประพฤติดี มีน้ำใจ ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม ตั้งเพื่อให้พนักงานมีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน17) การฝึกอบรมควรจัดให้พนักงานทุกระดับ ทั้งระดับล่าง และระดับบน เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจตรงกัน18) คนไม่ได้ต้องการผลตอบแทนที่เป็นเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการผลตอบแทนทางใจด้วย คือให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น ร่วมทานอาหารกลางวันกับพนักงานเป็นประจำ เพื่อให้พนักงานเกิดความรู้สึกที่ดีต่อผู้บริหาร ในความเป็นกันเอง และยังช่วยในเรื่องการรับรู้ข่าวสาร และบางปัญหาที่เกิดกับพนักงานระดับล่างได้อีกด้วย19) สภาพแวดล้อมในการทำงาน ควรเป็นบรรยากาศของความเป็นมิตรเป็นทีมเวิร์ค การทำงานเป็นทีมจะเกิดจิตสำนึกในการเป็นเจ้าของมากๆ เพราะพนักงานได้มีส่วนร่วมที่จะตัดสินใจในการดำเนินการของบริษัท20) เรื่องการมีส่วนร่วม เวลาที่มีการออกความเห็น พนักงานทุกคนจะมีแต้มเท่ากับผู้บริหาร โดยที่ไม่จำเป็นต้องยึดติดว่าประธานที่ประชุมจะต้องเป็นเสียงใหญ่สุด21) เราควรคิดเสมอว่า เราทำงานเพื่องาน เพื่อความสุขจากการทำงาน แล้วเงินคือสิ่งที่จะตามมา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และประโยคที่ดิฉันประทับใจมากจากหนังสือเล่มนี้ คือ “จักรยานนานไปก็เสื่อม แต่คนถ้าทะนุบำรุง พัฒนา ยิ่งนานยิ่งเก่งกล้า แต่ในทำนองเดียวกัน คนถ้าไม่ดูแลพัฒนาก็เสื่อม หรือเสื่อมเร็วกว่าวัตถุด้วย” ทำให้รู้ซึ้งเลยว่าคนเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง หากองค์กรใดมีคนเก่ง และดี องค์กรก็จะไปได้ดี และการที่คนจะดีและเก่งได้ ต้องได้รับการดูแล บำรุงรักษา อย่างถูกวิธี เปรียบเสมือนกับการปลูกต้นไม้ในบ้าน ต้นไม้เปรียบได้กับคนในองค์กร บ้านเปรียบเป็นองค์กร ส่วนผู้บริหารก็เป็นคนรดน้ำ ใส่ปุ๋ย เมื่อเรานำต้นไม้มาปลูกเราก็ต้องรดน้ำ ใส่ปุ๋ย หากมีส่วนใดที่ดูแล้วไม่สวยงาม หรือไม่เป็นประโยชน์ ก็ทำการตัดและตกแต่งเสียใหม่ เพื่อให้ต้นไม้ต้นนี้เติบโต ให้ผลผลิต และเมื่อเติบโตเป็นไม้ใหญ่ก็จะสามารถให้ร่มเงาแก่บ้านของเราได้ องค์กรก็เช่นกัน ผู้บริหารมีหน้าที่ดูแล และพัฒนาคนในองค์กรให้เติบโตเป็นเหมือนต้นไม่ใหญ่ จึงจะทำให้องค์กรนั้น เป็นองค์กรแห่งความสำเร็จได้</p> ประวัติของผู้นำที่เลือกเพื่อทำการศึกษา และวิเคราะห์แนวความคิด ได้แก่ชื่อ : คุณวิกรม กรมดิษฐ์
วันเกิด : 15 เมษายน2496
ที่อยู่ : 2126 อาคารกรมดิษฐ์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
E-mail : [email protected], [email protected]
Website : www.amata.com, www.vikrom.net
การศึกษา
Bachelor’s Degree : วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ไต้หวัน
PHD’s Degree : ปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการบริหารทั่วไป มหาวิทยาลัยราม <table border="0" cellpadding="0" width="100%" class="MsoNormalTable" style="width: 100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #d4d0c8; padding: 1.5pt"> ตำแหน่งปัจจุบัน
1975 : ประธานกรรมการ บริษัทอมตะ โฮลดิ้ง จำกัด
1989 : ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอมตะคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)
: กรรมการบริษัท บี ไอ พี ดีเวลล๊อปเม้นท์ จำกัด
1994 : ประธานกรรมการบริหารบริษัท อมตะเวียดนาม จำกัด
1995 : กรรมการบริษัท อมตะพาวเวอร์ จำกัด
: กรรมการบริษัท อมตะเอ็กโก้ พาวเวอร์ จำกัด
1996 : ประธานกรรมการบริหารบริษัท อมตะ พาวเวอร์ เบียนหัว จำกัด
: ประธานมูลนิธิอมตะ
2001 : ประธานบริษัท อมตะ เนชั่นแนลแกส ดิสตริบิวชั่น จำกัด กรรมการบริษัท อมตะเอ็กโก้ พาวเวอร์ จำกัด
2002 : ประธานกรรมการที่ปรึกษา บริษัท อมตะเวียดนาม จำกัดSimple Life
ที่พักของเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับที่ 29 ของเมืองไทย คุณคิดว่าจะโอ่โถงเพียงไหน… บ้านหินอ่อน โซฟาหลุยส์ แชนเดอเลียหรูจากอิตาลี โฮมเธียเตอร์ครบชุด ชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้สักทองโบราณ จากุซซี่ขนาดยักษ์ ห้องฟิตเนสครบวงจร…ที่กล่าวมาไม่มีสักอย่าง ณ บ้านพักของวิกรมที่เขาใหญ่ Profit Organization
วันที่ 17 มีนาคม 2550 หลังรับการบริจาคเงินก้อนมหาศาลจากวิกรม มูลนิธิอมตะจะมีทุนหนาเกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งน่าจะขึ้นแท่นเป็นมูลนิธิระดับบุคคลอุปถัมภ์ที่มีเงินมากมายที่สุดอีกแห่ง แต่นั่นไม่เพียงพอที่จะทำให้มูลนิธินี้เป็น “อมตะ” สมความตั้งใจของผู้ก่อตั้งวิกรมจึงต้องนำโมเดลธุรกิจมาจัดการอย่างเข้มข้น Great Image Creator
จากลูกที่เคยเกือบจะยิงพ่อ จากเพลย์บอยหาตัวจับยาก วันนี้ภาพลักษณ์ใหม่ในสังคมของวิกรมคือ นักบริหารผู้มีวิสัยทัศน์ที่มักได้รับเชิญให้แสดง “วิชั่น” ผ่านสื่อหลายแขนง และนักบุญผู้คอยสนับสนุนผู้ด้อยโอกาสI’m a Dreamer!!
“ผมเป็นคนชอบหลอกตัวเองด้วยการสร้างความรู้สึกในแง่ดีบ่อยๆ กระทำจนเป็นนิสัยในการล่อหลอกตัวเองให้ทำในสิ่งที่ “ฝัน” ไว้ เพราะความฝันคือเข็มทิศ เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต เป็นน้ำหล่อเลี้ยงมนุษย์ และที่สำคัญ ความฝันไม่เสียสตางค์” วิกรมเขียนไว้ในหนังสือ “มองโลกแบบวิกรม”วิกรม กรมดิษฐ์ Think Tank ที่ไม่ทำงาน?
ไม่บ่อยครั้งนักที่อันดับต้นๆ ของผลโหวต 50 “ผู้จัดการ” Role Model จะปรากฏชื่อบุคคลที่ “ผู้จัดการ” ไม่เคยนำเสนอเรื่องราวของเขามาก่อน การที่ “วิกรม กรมดิษฐ์” ได้รับคะแนนการยอมรับจากผู้อ่านสูงถึงอันดับ 5 ในปีนี้จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องหาคำตอบ </td></tr></tbody></table>
เรียน ท่านอาจารย์ จิระ และ ท่านอาจารย์ ยม 1. คุณได้อะไรจากการเรียนในสัปดาห์นี้· สิ่งแรกที่จะกล่าวนั้นก็คือ ได้เจออาจารย์จิระ ซึ่งถือว่าเป็นเกียติอย่างยิ่งอีกครั้ง หลังจากที่เคยเจออาจารย์เมื่อตอนที่ได้เรียน Mini-MBA ซึ่งตอนนั้นกล่าวได้ว่ายังไม่เข้าใจ แต่ครั้งนี้ที่ได้เรียนเกี่ยวกับภาวะผู้นำ ทำให้เกิดความเข้าใจเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้กับ ร้านอาหารชาวเล ของผมได้เป็นอย่างดี 2. วิเคราะห์ข้อดี- ข้อเสีย ของตัวเอง <table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoTableGrid" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
</tbody></table> 3. อ่านและจับประเด็น ในหนังสือ HR Champions · ผมได้ทราบถึงความเป็นมาของทั้ง 2 ผู้รู้ ในด้านบุคคลที่มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนษย์· ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารงานของคุณพารณ ในขณะที่ท่านบริหารงานอยู่ที่ ปูนซีเมนต์ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจร้านอาหารได้· ได้รู้เกี่ยวกับการบริหารงานอย่างมีคุณธรรม· ได้ทราบถึงทฤษฏี 4L’s ของคุณพารณ และ อาจารย์จิระ· ได้รู้เกี่ยวกับการบริหารคน การส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับพนักงาน เพื่อเพิ่มค่าให้พนักงาน ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าการจ่ายเงินเดือนพนักงาน เพื่อส่วนหนึ่งของต้นทุน แต่เมื่อได้เรียนและได้อ่านหนังสือแล้ว ทำให้ทราบว่า พนักงานนั้นถือว่าเป็นส่วนสำคัญของร้านอาหาร เพื่อส่วนในการสร้างรายได้ให้กับร้านถ้าไม่มีพนักงานที้งหมด 60 คนในร้าน ด้วยตัวผมเองก็ไม่สามารถทำงานทั้งหมดได้ด้วยคนเดียว
1. ประวัติผู้นำที่ข้าพเจ้าชื่นชอบ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” http://kmitnb05.kmitnb.ac.th/~at36318/king.htmlพระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช<p style="text-indent: 36pt">พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐ มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย เป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐภคินีและพระเชษฐา </p><p style="text-indent: 36pt"></p><p style="text-indent: 36pt">สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในพุทธศักราช ๒๔๘๑ โดยประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เป็นการชั่วคราว แล้วเสด็จกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๘๘ จึงโดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตโดยกระทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น แต่เนื่องจากยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา จึงต้องทรงอำลาประชาชนชาวไทย </p><p style="text-indent: 36pt"></p><p style="text-indent: 36pt">พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม </p><p></p><p>สรุป</p><p>คงจะไม่มีเหตุผลใดๆ มาบรรยายได้พอเพียงว่าทำไมผมถึงชื่นชอบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในหลวง) </p><p>สำหรับหลักการภาวะผู้นำของในหลวง นั้นเมื่อเทียบกับทฤษฎี 8K’s ของอาจารย์จิระแล้วนั้น ผมสามารถตอบได้เลยว่า พระองค์ทรงมี ครบทุกหลักการ โดยมุ่นเน้นด้านจริยธรรม</p><p>สำหรับการวิเคราะห์เชิงบริหาร วิศัยทัศน์ของในหลวง อาจจะไม่ได้มุ่งเน้นให้ประเทศไทยต้องเป็นที่ หนึ่งด้านการค้าโลก หรือว่าจะต้องมีชื่อเสียง ด้านการค้ากับนานาชาติแต่วิศัยทัศน์ของพระองค์มุ่งเน้นความอยู่รอดของประชาชน ทุกระดับชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในกลุ่ม เกษตรกร และประชาชนราดหญ้า พระองค์ทรงสนับสนุนการส่งเสริมการเกษตร อย่างต่อเนื่อง</p>และนี้เองคือสาเหตุว่าทำไมคนไทยถึงรัก “ในหลวง” รวมทั้งผม
เรียน ท่านอาจารย์ จิระ และ ท่านอาจารย์ ยม และผู้อ่านทุกท่าน สำหรับการบ้านในสัปดาห์นี้ประกอบไปด้วย1. คุณได้อะไรจากการเรียนในสัปดาห์นี้2. วิเคราะห์ข้อดี- ข้อเสีย ของตัวเอง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">3. อ่านและจับประเด็น ในหนังสือ HR Champions พร้อมทั้งวิเคราะห์หาความเหมือนและแตกต่างระหว่าง อาจารย์พารณ และ อาจารย์จิระ</p> 1 คุณได้อะไรบ้างจากการเรียนในสัปดาห์นี้วันศุกร์สำหรับสิ่งที่ดิฉันได้โดยภาพรวม จะเป็นเกี่ยวกับการเปิดกรอบแนวความคิดสำหรับการเป็นผู้นำ ให้คิดเป็น ทำเป็น พร้อมทั้งควรมีการคิดต่อยอด เพื่อเป็นการป้องกันปัญหา ตลอดจน แนวคิดเกี่ยวกับการวางแผนแบบยั่งยืน วันเสาร์สิ่งที่ได้รับในการเรียนวันนี้จะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎี 8k, 8H และทฤษฏี 3 วงกลม ซึ่งเป็นทฤษฏีที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารการเป็นผู้นำของตนเองได้ ตลอดจนการมุ่งเน้นถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อย่างต่อเนื่องรวมถึงการวัดผลอย่างมีประสิทธิภาพ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ในช่วงบ่ายได้มีการเปิด VDO สัมภาษณ์ อาจารย์พารณ เมื่อ 13 ปีที่แล้วทำให้ได้เข้าใจถึงหลักการบริหารบุคลากรมากขึ้น ซึ่งสามารถจับประเด็นได้ว่า</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal">· ทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal">· เน้นเรื่องการดูแลรักษาบุคคลภายในและภายนอก หมายถึง ความเป็นอยู่ของพนักงาน และ สนองตอบถึงความต้องการของลูกค้า</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal">· หลักการบริหารงาองค์กร คือ การกระจายอำนาจ empowerment</p> · เรียนรู้เกี่ยวกับการยกตัวอยางการบริหารงานของอาจารย์ พารณ เมื่อสมัยท่านบริหารงานที่ปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งสามารถนำปรับใช้กับการบริหารงานในองค์ของตัวเองได้ สรุป นอกเหนือจากการได้เรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับทฤษฏีต่างๆ ข้างต้นแล้ว ในรูปแบบการเรียนการสอนของอาจารย์จิระ เป็นรูปแบบ Work Shop ทำให้มีการระดมความคิด แลกเปลี่ยนความคิดกับพี่ๆ และเพื่อนในกลุ่ม ซึ่งถือเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ข้อเสนอ สำหรับการเรียนครั้งต่อไป อยากให้มีการสลับที่นั้งเพื่อจะมีเห็นมุมมองของพี่ๆ และเพื่อนในชั้นเรียนกันอย่างทั่วถึง</p> 2. วิเคราะห์ข้อดี – ข้อเสีย ของตัวเอง ก่อนจะทำการวิเคราะห์ข้อดี – ข้อเสีย ของตัวเองนั้นของแนะนำตัวเล่าประวัติส่วนตัวเล็กน้อยเพื่อช่วยในการวิเคราะห์พิจารณา ดิฉัน นางสาวอัสมา แวโน๊ะ อายุ 22 ปี 8 เดือน จบการศึกษาปริญญาตรี บริหารธุรกิจสาขาการบัญชีต้นทุน หลังจบการศึกษาทำงานเป็นผู้ช่วยผู้สอบบัญชี และปัจจุบันได้ตัดสินในออกมาเปิดบริษัท เกี่ยวกับการอบรมและพัฒนาบุคลากร โดยเน้นด้านสายงานโรงแรมและธุรกิจบริการ ข้อดี · มีความเชื่อมั่นในตัวเอง· มีเหตุผล· เป็นคนสนุกสนาน เป็นกันเอง ข้อเสีย· เป็นคนใจร้อน· ไม่ตรงต่อเวลา· ไม่ดูแลสุขภาพ
เรียน ท่านอาจารย์ จิระ และ ท่านอาจารย์ ยม และผู้อ่านทุกท่าน สำหรับการบ้านในสัปดาห์นี้ประกอบไปด้วย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">1. คุณได้อะไรจากการเรียนในสัปดาห์นี้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">2. วิเคราะห์ข้อดี- ข้อเสีย ของตัวเอง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">3. อ่านและจับประเด็น ในหนังสือ HR Champions พร้อมทั้งวิเคราะห์หาความเหมือนและแตกต่างระหว่าง อาจารย์พารณ และ อาจารย์จิระ</p> 4. ประวัติผู้นำที่เลือก พร้อมทั้งวิเคราะห์ “ทักษิณ” <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">1 คุณได้อะไรบ้างจากการเรียนในสัปดาห์นี้</p> วันศุกร์สำหรับสิ่งที่ดิฉันได้โดยภาพรวม จะเป็นเกี่ยวกับการเปิดกรอบแนวความคิดสำหรับการเป็นผู้นำ ให้คิดเป็น ทำเป็น พร้อมทั้งควรมีการคิดต่อยอด เพื่อเป็นการป้องกันปัญหา ตลอดจน แนวคิดเกี่ยวกับการวางแผนแบบยั่งยืน วันเสาร์สิ่งที่ได้รับในการเรียนวันนี้จะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎี 8k, 8H และทฤษฏี 3 วงกลม ซึ่งเป็นทฤษฏีที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารการเป็นผู้นำของตนเองได้ ตลอดจนการมุ่งเน้นถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อย่างต่อเนื่องรวมถึงการวัดผลอย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงบ่ายได้มีการเปิด VDO สัมภาษณ์ อาจารย์พารณ เมื่อ 13 ปีที่แล้วทำให้ได้เข้าใจถึงหลักการบริหารบุคลากรมากขึ้น ซึ่งสามารถจับประเด็นได้ว่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal">· ทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal">· เน้นเรื่องการดูแลรักษาบุคคลภายในและภายนอก หมายถึง ความเป็นอยู่ของพนักงาน และ สนองตอบถึงความต้องการของลูกค้า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal">· หลักการบริหารงาองค์กร คือ การกระจายอำนาจ empowerment</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"> </p> · เรียนรู้เกี่ยวกับการยกตัวอยางการบริหารงานของอาจารย์ พารณ เมื่อสมัยท่านบริหารงานที่ปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งสามารถนำปรับใช้กับการบริหารงานในองค์ของตัวเองได้ สรุป นอกเหนือจากการได้เรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับทฤษฏีต่างๆ ข้างต้นแล้ว ในรูปแบบการเรียนการสอนของอาจารย์จิระ เป็นรูปแบบ Work Shop ทำให้มีการระดมความคิด แลกเปลี่ยนความคิดกับพี่ๆ และเพื่อนในกลุ่ม ซึ่งถือเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ข้อเสนอ สำหรับการเรียนครั้งต่อไป อยากให้มีการสลับที่นั้งเพื่อจะมีเห็นมุมมองของพี่ๆ และเพื่อนในชั้นเรียนกันอย่างทั่วถึง</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p> 2. วิเคราะห์ข้อดี – ข้อเสีย ของตัวเอง ก่อนจะทำการวิเคราะห์ข้อดี – ข้อเสีย ของตัวเองนั้นของแนะนำตัวเล่าประวัติส่วนตัวเล็กน้อยเพื่อช่วยในการวิเคราะห์พิจารณา ดิฉัน นางสาวอัสมา แวโน๊ะ อายุ 22 ปี 8 เดือน จบการศึกษาปริญญาตรี บริหารธุรกิจสาขาการบัญชีต้นทุน หลังจบการศึกษาทำงานเป็นผู้ช่วยผู้สอบบัญชี และปัจจุบันได้ตัดสินในออกมาเปิดบริษัท เกี่ยวกับการอบรมและพัฒนาบุคลากร โดยเน้นด้านสายงานโรงแรมและธุรกิจบริการ ข้อดี · มีความเชื่อมั่นในตัวเอง· มีเหตุผล· เป็นคนสนุกสนาน เป็นกันเอง ข้อเสีย· เป็นคนใจร้อน· ไม่ตรงต่อเวลา· ไม่ดูแลสุขภาพ
3. อ่านและจับประเด็น ในหนังสือ HR Champions พร้อมทั้งวิเคราะห์หาความเหมือนและแตกต่างระหว่าง อาจารย์พารณ และ อาจารย์จิระ จากการได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือ HR Champions นั้นสามารถสรุปได้ตามประเด็นของหัวข้อในรายการตาม สารบัญ ได้ดังนี้ เรื่องของสองแชมป์ <ol style="margin-top: 0cm">
</ol>สรุป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> จากการได้อ่านในบทที่ 1-3 ทำให้ทราบถึงประวัติของคุณพารณ และอาจารย์จิระ โดยเริ่มจากการกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ท่าน มาเจอกันได้อยางไร ได้ร่วมงานอะไรกันมาบ้าง และมีแนวคิดที่เหมือนกันคือ การส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนษย์ของไทย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ในส่วนบทต่อมาเป็นการเล่าถึงประวัติความเป็นมาของคุณพารณ เกี่ยวกับการทำงานที่เชล และต่อมาทำที่ ปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งได้มีการสัมภาษณ์ คุณยุพา บัวธรา และ คุณอุทัย คันธเสวี ซึ่งเป็นบุคคที่เคยทำงานร่วมกับคุณพารณ ได้เล่าเกี่ยวกับแนวการบริหารงาน บริหารคน ของคุณพารณ ซึ่งสามารถนำมาปรับกับองค์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ซึ่งคุณพารณได้บริหารงานด้วยความมีจริยธรรม</p> สำหรับในส่วนของบทที่ 3 เป็นการพูดถึงอาจารย์จิระ จากหลายๆบุคคลที่เคยทำงานร่วมกับอาจารย์จิระ ซึ่งทำให้ทราพถึงแนวทางการทำงานตลาดจนการที่มุ่งมั่นในการสร้าง สถาบันทรัพยากรมนุษย์ที่มหวิทยาลัยธรรมศาสาตร์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> คัมภีร์คนพันธุ์แท้ <ol style="margin-top: 0cm">
</ol>สรุปเป็นการกล่าวถึงแนวทางการพัฒนาซึ่งได้เน้นเรื่องการศึกษาและการฝึกอบรม เพื่อส่งผลให้มีการเพิ่มผลผลิตมากขึ้น โดยได้เรียนรู้หลักการของอาจารย์จิระ สำหรับทฤษฏี 8 K’s ตลอดจนมีการยกตัวอย่างการทำงาน การมีคุณธรรมกับลูกน้องและพนักงานเพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงาน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>จักรวาลแห่งการเรียนรู้ <ol style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt"> สานสร้าง Global Citizen </li></ol>สรุป เป็นเสมือนตั๋วเดินทางสำหรับคนไทยก้าวสู่ระดับโลก <ol style="margin-top: 0cm"><ol style="margin-top: 0cm">
</ol></ol> สู่การเพิ่มพลผลิต <ol style="margin-top: 0cm">
</ol>สรุป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"> เป็นการกล่าวให้เห็นว่า เมื่อ คู่รู้ ทั้งอาจารย์พารณ และ อาจารย์จิระ หลังจากที่มานะพยายาม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาบุคคลกรแล้ว ควรที่จะมีการปรับองค์กร มาเป็นองค์แห่งการเรียนรู้ ซึ่งหมายความถึง นอกเหนือจากการกระตุ้นให้พนักงานรักที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองแล้ว องค์กร หรือ หน่วนงานก็ต้องช่วยกันพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิด “ทรัพยากรมนุษย์พันธ์ใหม่” ในองค์กร </p> ซึ่งจากบทสนทนา นอกเหนือจาก ลูกค้า ที่องค์กรจะให้ความสนใจแล้ว ยังรวมถึง พนักงาน ซึ่งเป็นกลุ่มคนในที่สำคัญอันดับหนึ่ง นั้นหมายถึง ขวัญ และกำลังใจในการทำงาน
สวัสดีค่ะ ศ ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ท่านอาจารย์ยม นาคสุข และเพื่อนๆทุกท่าน
จากการที่ได้เรียนวิชาภาวะผู้นำกับการเปลี่ยนแปลงในสัปดาห์ที่3(วันที่9 - 10 มีนาคม 2550) ขอนำเสนองานที่ได้รับมอบหมายดังต่อไปนี้ ตอนที่1 เขียนจุดแข็ง-จุดอ่อน ของตนเอง และจากการที่ได้ค้นหาตัวเองทำให้ได้รู้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง ดังนี้ <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div class="shape" style="padding-right: 7.2pt; padding-left: 7.2pt; padding-bottom: 3.6pt; padding-top: 3.6pt"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">จุดแข็ง</p></div></td></tr></tbody></table> <ol>
<li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt">มองโลกในแง่ดี </li>
</ol><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div class="shape" style="padding-right: 7.2pt; padding-left: 7.2pt; padding-bottom: 3.6pt; padding-top: 3.6pt"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">จุดอ่อน</p></div></td></tr></tbody></table> <ol>
<li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt">ไม่ค่อยตรงต่อเวลา</li>
</ol> ตอนที่ 2 คำถามที่ 1 อ่านหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้แล้วได้อะไรบ้างและเกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำอย่างไร จากการที่ได้อ่านหนังสือแล้วทำให้ได้รู้ว่า “คน” เป็นสมบัติที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร เมื่อก่อนนั้นจะมีความเชื่อเก่าๆว่า “คน” เป็นเพียงต้นทุนการผลิต ซึ่งไม่ใช่เลย คนต่างหาก คือ “ผลกำไร” ที่แท้จริงขององค์กร หากได้รับการดูแลเอาใจใส่ เพิ่มศักยภาพ โดยการพัฒนาอย่างจริงจัง สม่ำเสมอ และเป็นระบบ หนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในเรื่องของการพัฒนาคน ถึงแม้ว่าท่านทั้งสองจะมีอายุที่แตกต่างกัน มีการศึกษาที่แตกต่างกัน แต่ท่านทั้งสองมีเป้าหมายเดียวกันคือ การมุ่งมั่นในเรื่อง “คน” คุณพารณฯ ได้เข้าไปทำงานใน เครือซิเมนต์ไทย เริ่มแรกในงานด้านวิศวกรรมคือเป็นวิศวกร เพราะท่านจบการศึกษามาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ แต่เมื่อกรรมการผู้จัดการใหญ่ได้เห็นบางอย่างในตัวของท่าน จึงให้ท่านไปเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการบุคคล ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ถึงแม้ว่าท่านจะไม่เคยทำงานเกี่ยวกับการบริหารคนมาเลย แต่เมื่อได้รับมอบหมายท่านก็จำเป็นต้องทำ และทำได้ดีเสียด้วย คุณพารณฯ ได้ดูแลนโยบายเรื่องคนของปูนซีเมนต์ ตั้งแต่เขาเดินเข้ามาทำงานกับบริษัท และเขาจะได้รับการฝึกอบรม เอาใจใส่ดูแลจนถึงวันที่เขาเกษียณอายุออกไป เพราะคุณพารณฯ เชื่อว่าองค์กรจะดีเพราะมีคนเก่งและดี และจากการที่ก่อนหน้านี้คุณพารณฯ ได้เคยทำงานในบริษัท เชลล์ ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติมาก่อน ทำให้ท่านได้รู้ว่า เหนือสิ่งอื่นใดคือ มีการดูแล “คน” อย่างดี เพราะมีแนวคิดว่าคนเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดขององค์กร งานจะสำเร็จได้ด้วยคน จึงมีแผนในการพัฒนาพนักงานให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อคุณพารณฯ ได้เข้ามาอยู่ที่ปูนซิเมนต์ไทย ท่านก็ได้นำเอาวิธีการบริหารงานแบบบริษัทข้ามชาติอย่างที่เคยได้เรียนรู้มาปรับใช้เริ่มตั้งแต่การจัดโครงสร้างและระเบียบการบริหารองค์กร การทำงานที่เป็นระบบหลักการบริหารคนของคุณพารณฯ ที่เป็นปัจจัยให้ประสบความสำเร็จมีดังนี้1. เน้นความมีส่วนร่วมของพนักงานให้เกิดความผูกพันกับบริษัท2. ถ้ามีปัญหาต้องคุยกับพนักงานให้รู้เรื่องก่อน3. คุณพารณฯ จะเปิดประตูอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ลูกน้องได้พบปะปรึกษาหารือเสมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน4. มีการเอาใจใส่ดูแลและให้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้พนักงานตลอดเวลา5. มีการสนับสนุนด้านการศึกษา จะเห็นได้ว่าหลักการบริหารคนของคุณพารณฯ นั้น ได้แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำของคุณพารณฯ หลายๆด้านดังนี้o ในตอนที่คุณพารณฯ ได้เปลี่ยนจากการเป็นวิศวกรมาเป็นนักพัฒนาคน ถึงแม้ว่าท่านจะไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน แต่ท่านก็ทำได้อย่างดีมาก ซึ่งผู้นำที่ดีนั้นต้องมีความสามารถ และมีความเป็นมืออาชีพo การที่คุณพารณฯ จะเปิดประตูอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ลูกน้องได้พบปะปรึกษาหารือ ถือเป็นการกระทำของผู้นำที่ดี คือ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีเมตตา มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีo การเอาใจใส่ดูแลและให้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้พนักงานและการสนับสนุน ถือเป็นบุคลิกของผู้นำที่ต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ตลอดเวลา ส่วน ดร.จีระ นั้น ด้วยความที่เป็นคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมีความกล้าที่จะทำงานทำให้ท่านได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยวัยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และยังเป็นผู้วางพื้นฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย และจนถึงปัจจุบันนี้ หลายๆคนก็ยังคงนึกถึง ดร.จีระ ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรมนุษย์เหมือนเคย ด้วยความที่ ดร.จีระ เป็นคนที่มีฝีมือและความสามารถ จึงได้รับมอบหมายให้ทำวิจัยเกี่ยวกับแรงงานสัมพันธ์ และการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ ขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศอย่าง ILO – International Labor Organization จากการที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานดังกล่าวแล้ว ทำให้ ดร.จีระ ได้พบกับ คุณพารณฯ เป็นครั้งแรก เพราะ ดร.จีระ ไม่มีความรู้เรื่องนี้ เขาจึงต้องการที่จะได้เรียนรู้จากผู้รู้นั่นก็คือคุณพารณฯ ซึ่งในตอนนั้น ปูนซิเมนต์โดดเด่นมากในเรื่องการพัฒนาคน และหลังจากนั้นมา ดร.จีระ ก็ได้ยึดคุณพารณฯ เป็นต้นแบบอยู่เสมอ ดร.จีระ ได้เกษียณตัวเองออกจากการสอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวัยเพียง 55 ปี บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า เขาสามารถเป็นอาจารย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ทำให้เขาสามารถขยายฐานสังคมแห่งการเรียนรู้ได้กว้างขวางกว่าเดิมภาวะผู้นำของ ดร.จีระ มีดังนี้1. ดร.จีระ เป็นคนที่แสวงหาการเรียนรู้ตลอดเวลา 2. สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้3. เป็นคนที่ขวนขวายและใฝ่รู้4. การมีเครือข่ายตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นทุนทางสังคมของผู้นำ5. มีครอบครัวที่อบอุ่น ซึ่งเป็น ทุนมนุษย์ที่ผู้นำต้องมี6. มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล7. คำถามที่ 2 คุณพารณฯ และ ดร.จีระ มีภาวะผู้นำที่เหมือนหรือต่างกันอย่างไรท่านทั้งสองมีภาวะผู้นำที่เหมือนๆกัน หลายอย่าง สรุปได้ดังนี้ 1. ท่านทั้งสองเกิดมาในชนชั้นปกครองของสังคมเหมือนกัน มีพื้นฐานทางครอบครัวที่ดี และได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดี ซึ่งถือเป็น ทุนมนุษย์2. มีเป้าหมายเดียวกันคือการที่องค์กรจะสำเร็จได้ต้องให้ความสำคัญกับคน3. ใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลาและให้ความสำคัญกับการศึกษา4. มีทัศนคติที่ดี มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล5. มีคุณธรรมสูงมีความเป็นธรรม6. เน้นการทำงานเป็นทีม ตอนที่ 3 เลือกผู้นำมา 1 คน แล้วให้เขียนประวัติ ข้าพเจ้าได้เลือก นายอานันท์ ปันยารชุน เกิดเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๔๗๕ ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวน ๑๒ คนของ มหาอำมาตย์ตรี พระยาปรีชานุสาสน์ (เสริญ ปันยารชุน) และ คุณหญิงปรีชานุสาสน์ (ปฤกษ์ โชติกเสถียร) ประวัติครอบครัว การทำงานและการอบรมบุตรธิดาของมหาอำมาตย์ตรี พระยาปรีชานุสาสน์นั้นน่าสนใจ และมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อความเป็นนายอานันท์ (ประวัติโดยละเอียดดูได้จากหนังสือ อานันท์ ปันยารชุน : ชีวิต ความคิด และการงาน ของอดีตรัฐมนตรีสองสมัย โดย ประสาร มฤคพิทักษ์ และคณะ สำนักพิมพ์อมรินทร์) พระยาปรีชานุสาสน์เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานหลายด้าน ทั้งภาคราชการและภาคเอกชน ในภาคราชการ ก่อนที่ท่านจะลาออกไปประกอบธุรกิจส่วนตัว ท่านเคยดำรงตำแหน่ง ปลัดทูลฉลอง กระทรวงธรรมการ อันเป็นตำแหน่งสูงสุดตำแหน่งหนึ่งของข้าราชการประจำ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕ ท่านกราบถวายบังคมลามาประกอบธุรกิจก่อตั้งบริษัทไทยพาณิชการ จำกัด และออกหนังสือ Siam Chronicle ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับแรกของคนไทย ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นนายกคนแรกของสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการพิเศษ ในตำแหน่งที่ปรึกษาทางวัฒนธรรม ประจำสถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน คนแรก นายอานันท์เริ่มเข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนประถมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งบนถนนสุรศักดิ์ที่เชื่อมต่อระหว่างถนนสีลมและถนนสาทร ในปี ๒๔๘๖ เข้ารับการศึกษาในระดับมัธยม (ประถมปีที่ ๕ ในปัจจุบัน) ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ จนจบมัธยมปีที่ ๓ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองย้ายเข้ารับการศึกษาในชั้นมัธยม ๔ (มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ในปัจจุบัน) ที่โรงเรียนนันทศึกษาเป็นการชั่วคราว แล้วจึงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จนจบมัธยม ๗ (มัธยมศึกษาปีที่ ๕ ในปัจจุบัน) ต่อจากนั้นได้เดินทางไปศึกษา ณ โรงเรียนดัลลิช (Dulwich College) ประเทศอังกฤษในปี ๒๔๙๑ ก่อนเข้ารับการศึกษา ณ ตรินิตี้คอลเลจ (Trinity College) มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge) ในปี ๒๔๙๕ จนสำเร็จการศึกษาวิชากฎหมายในระดับปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยม ในปี ๒๔๙๘ นายอานันท์เป็นผู้ที่ก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดในหน้าที่การงานหลายด้าน ทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะข้าราชการประจำ ในด้านการทูต ด้านธุรกิจ และด้านการเมือง นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งอื่นๆ อีกมากในด้านสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาศึกษา เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ในการปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการประจำในกระทรวงการต่างประเทศ นายอานันท์เริ่มเข้ารับราชการในปี ๒๔๙๘ เป็นข้าราชการชั้นโท ต่อมาในปี ๒๕๐๒ ปฏิบัติหน้าที่เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ แล้วมาเป็นเลขานุการเอกและที่ปรึกษา คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำสหประชาชาติ ในปี ๒๕๐๗ ในปี ๒๕๑๐ นายอานันท์เข้าดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต รักษาการผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ และเอกอัครราชทูตประจำประเทศแคนาดา แล้วในปี ๒๕๑๕ เข้าดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา และผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ค ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในปี ๒๕๒๐ เพื่อเข้าดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และต่อมาในปี ๒๕๒๐ จึงเข้าดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตพิเศษประจำกระทรวงการต่างประเทศ และเอกอัครราชทูตประจำสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ด้วยความผกผันอันสืบเนื่องมาจากสาเหตุด้านการเมือง ในปี ๒๕๒๒ นายอานันท์ลาออกจากราชการเข้าสู่วงการธุรกิจ โดยเข้ารับตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการบริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) แล้วขึ้นเป็นประธานกรรมการบริษัทฯ ในปี ๒๕๓๔ ปัจจุบันนายอานันท์เป็นประธานกรรมการของบริษัทต่างๆ รวม ๕ บริษัท และเป็นกรรมการบริษัท กรรมการที่ปรึกษา และที่ปรึกษาของบริษัทข้ามชาติต่างๆ อีก ๕ บริษัท ทั้งในอดีต นายอานันท์เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญต่างๆ ในภาคธุรกิจอีกมากมาย เช่น ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น ปัจจุบันนายอานันท์ดำรงตำแหน่งที่สำคัญขององค์กรต่าง ๆ ของประเทศและองค์กรนานาชาติหลายองค์กร เช่น ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูง ด้านภัยคุกคาม ความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลง องค์การสหประชาชาติ เป็นกรรมการ สถาบันอู ถั่น เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการ เอเซีย แปซิฟิค ลีดเดอชิพ ฟอรัม ออน เอชไอวี/เอดส์ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ (เอพีแอลเอฟ) ในด้านสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาการศึกษา เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันนายอานันท์ดำรงที่สำคัญ เช่น เป็นสมาชิกคณะที่ปรึกษาคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เป็นประธานสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเซีย เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย เป็นประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ประธานกรรมการสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ฯลฯ ทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญในอดีตอีกมากมาย ในด้านการเมือง นายอานันท์เคยดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีถึง ๒ สมัย สมัยแรกตั้งแต่ ๒ มีนาคม ๒๕๓๔ ถึง ๒๑ เมษายน ๒๕๓๕ และสมัยที่สองตั้งแต่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๕ ถึง ๑ ตุลาคม ๒๕๓๕ ในยุคที่มีกระแสความต้องการให้มีการปฏิรูปการเมือง สภาร่างรัฐธรรมนูญได้ก่อกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ อันเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ หรือที่เรัยกกันทั่วไปว่าเป็น รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่สภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยบุคคลต่าง ๆ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และประชาชนมีส่วนร่วม ในการออกความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์ นายอานันท์มีบทบาทสำคัญคือ ได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และ ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยผลงานด้านต่างๆ ที่นายอานันท์ได้ทำมา ทำให้นายอานันท์ได้รับรางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาบริการรัฐกิจในปี ๒๕๔๐ ได้รับการประกาศเกียรติคุณต่างๆ รวมทั้งปริญญากิตติมศักดิ์จากสถาบันศึกษาหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศรวม ๒๐ สถาบัน นายอานันท์ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญรัตนาภรณ์ (ชั้น ๓) มหาวชิรมงกุฎ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ และมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ทั้งได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากประเทศอิตาลี เกาหลี อินโดนีเซีย เบลเยี่ยม ญี่ปุ่น และในกรณีของอังกฤษนั้น ได้รับ Honorary Knight Commander of the Civil Division of the Most Exellent Order of the British Empire (KBE) ซึ่งถ้าเป็นคนสัญชาติสหราชอาณาจักร ก็จะมีตำแหน่งเป็น Sir นายอานันท์สมรสกับ ม.ร.ว. สดศรี จักรพันธุ์ มีบุตรี ๒ คนคือ นางนันดา ไกรฤกษ์ และนางดารณี เจริญรัชต์ภาคย์ มีหลาน ๓ คนคือ น.ส. ทิพนันท์ จากนางนันดา ซึ่งสมรสกับ นายไกรทิพย์ ไกรฤกษ์ และ ด.ญ. ศิริญดา และ ด.ช. ธนาวิน จากนางดารณี ซึ่งสมรสกับ ดร. ชัชวิน เจริญรัชต์ภาคย์ ข้อมูลชีวประวัติโดยละเอียด ประวัติ
นายอานันท์ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
(นับถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๙)
ธุรกิจ <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoNormalTable"><tbody>
</tbody></table> อื่นๆ <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoNormalTable"><tbody>
</tbody></table> สถานที่และวันเกิด <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoNormalTable"><tbody><tr><td valign="top" style="background-color: transparent; border: #ece9d8; padding: 5.25pt">กรุงเทพฯ ประเทศไทย วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๔๗๕</td></tr></tbody></table> การศึกษา <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoNormalTable"><tbody>
</tbody></table>
สวัสดีค่ะอาจารย์ จีระ หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ ยม นาคสุข และเพื่อนๆนักศึกษาทุกท่าน จากที่ได้เรียนกับอาจารย์จีระในวันที่ 9-10 มีนาคมที่ผ่านมา อาจารย์ได้สอนให้ความรู้และแง่คิดที่มีประโยชน์มากๆ ซึ่งความรู้ที่อาจารย์สอนนั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และอาจารย์ได้ให้การบ้านไว้ดังนี้1. - บอกถึงความแตกต่างและความเหมือนระหว่างอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์และ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา จากการอ่านหนังสือเรื่องทรัพยามนุษย์พันธุ์แท้- สรุปแง่คิดจากการอ่านหนังสือเรื่องทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ความเหมือนระหว่างอาจารย์จีระ หงส์ลดารมณ์ และ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา คือ มีเป้าหมายในการทำงานที่เหมือนกันและมีรูปแบบการดำเนินชีวิตด้านการทำงานที่คล้ายๆกัน ให้ความสำคัญกับเรื่องของทรัพยากรมนุษย์เป็นอย่างมาก มีความมุ่งมั่นและมีทัศนคติแนวทางในการทำงานที่เหมือนกัน ด้านความแตกต่างระหว่างอาจารย์จีระ หงส์ลดารมณ์ และ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา สำหรับดิฉันคิดว่าอายุและการศึกษาเท่านั้นที่แตกต่างกันเท่านั้น และจากการที่ได้อ่านหนังสือเรื่องทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้นั้นทำให้เข้าใจถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ภายในองค์กรอย่างมาก เพราะองค์กรจะก้าวไปสู่ความสำเร็จในระยะยาวได้นั้นต้องมีการบริหารบุคลากรที่ดี และมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภายในองค์กรตลอดเวลา เหมือนในหนังสือที่กล่าวไว้ว่า คนเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์กร เพราะว่าเรื่องคุณภาพของคนกับการเพิ่มผลผลิตเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จซึ่งกันและกันอย่างสมบูรณ์ที่สุด 2. - ประวัติของผู้นำที่ประทับใจ NAME: โชค บูลกุล BORN: เกิด 24 สิงหาคม 2510 EDUCATION: ประถมศึกษาปีที่ 1- 6 โรงเรียนสาธิตเกษตรมัธยมศึกษาปีที่ 1–5 St.Joesph’s College,Sydney,Australiaมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนWorcester Academy, Massachusetts,U.S.A.ปริญญาตรี ทางด้านการจัดการฝูงโคนมจาก Vermont Technical Collegeปริญญาตรี ทางด้านวิทยาศาสตร์ สาขาสัตวศาสตร์ จากVermont Technical CollegeCareer Highlight: 2535 ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจการเกษตร ฟาร์มโชคชัย2537-2539 รองกรรมการผู้จัดการ2539-2544 กรรมการผู้อำนวยการ2544- ปัจจุบัน กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัยFamily: -บิดา นายโชคชัย บูลกุล -มารดา นางสุจริต บูลกุล -น้องสาว นางอร วัฒนวรางกูล -น้องชาย นายชัย บูลกุล Positioning: - เป็นทายาทคนโตของ โชคชัย บูลกุล ผู้บุกเบิกฟาร์มโชคชัย ต้นตำนานคาวบอยเมืองไทย- พลิกธุรกิจที่เคยติดลบให้ทำกำไร และเป็นที่รู้จักด้วยการเปลี่ยนฟาร์มโคนมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว- เป็นผู้บริหารฟาร์มโคนมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เนื้อที่ 20,000 ไร่ วัว 5,000 ตัว)- บุกเบิกการส่งออกแม่พันธุโคนม จากเดิมที่ประเทศแถบเอเชียต้องสั่งวัวเข้ามาจากประเทศออสเตรเลียปัจจุบันไทยมีข้อตกลงทวิภาคีทำ FTA กับออสเตรเลีย เกษตรกรได้รับผลกระโดยตรงจากการผ่อนปรนเงื่อนไขภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร ดังนั้นการส่งออกวัวไปประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งสินค้าเกี่ยวเนื่องอย่างอาหารวัว จึงเป็นการเผื่อทางรอดให้กับฟาร์มโชคชัย ผู้บริหารยุคใหม่ต้องเข้าใจสถานการณ์โลก และบริษัทให้ดี รู้จักศักยภาพตัวเองให้ดี ต้องเข้าใจตัวเอง และกำหนดนโยบายของบริษัทให้สมบูรณ์ทั้งแนวรับและแนวรุกให้สัมพันธ์กัน เรื่องแนวรุกคือ การวางแผนการตลาด การใช้เงินลงทุนๆ เป็นต้น ส่วนแนวรับคือ การสร้างความพร้อมขององค์กรทั้งเรื่องคน การวางแผน การวางระบบต่างๆ ไม่ใช่ว่าจะบริหารเชิงรุกอย่างเดียว นักธุรกิจหรือผู้บริหารยุคใหม่ต้องเข้าใจการทำธุรกิจ มีจุดยืนของตัวเองว่าควรทำอย่างไรให้ธุรกิจมีความยั่งยืน ไม่ใช่ว่าเอาแจต่ทำตามคนอื่นที่ประสพความสำเร็จ ซึ่งอาจจะได้ แต่เป็นระยะสั้นๆ ทำให้ธุรกิจไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้นควรรู้จักศักยภาพตัวเองทำในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญ การทำงานควรเป็นระบบ ซึ่งต้องเรียนรู้จากคนรุ่นเก่า ต้องผสมผสานกัน คือ คนรุ่นก่อนโดยเฉพาะยุคบุกเบิกว่าเขามีความโดดเด่นต่อเรื่องความอดทนอย่างไร ขณะที่คนรุ่นเก่ามีน้อยแต่ก็ดีตรงที่มีความกล้าตัดสินใจ มีวินัยการทำงาน มองงานอย่างเป็นระบบ ดังนั้นควรเอาทั้งสองรุ่นมาผสมผสานกัน นี่คือวิสัยทัศน์และวิธีคิดของโชค บูลกุล ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีแนวความคิดที่มีภาวะผู้นำครบถ้วนและสามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ในระยะยาว 3. - วิเคราะห์จุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง <table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoTableGrid" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
</tbody></table> นางสาว นริศรา ทรัพย์ชโลธรมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมป์ฟอร์ด
เรียน ศ.ดร.จีระ อ.ยม และเพื่อนๆนักศึกษา MBA ม.นานาชาติสแตมฟอร์ด
จากการที่ได้อ่านหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ทำให้ดิฉันได้ทราบประวัติของท่านพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และท่าน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในด้านการทำงานในการนำความรู้ที่มีอยู่มาบริหารองค์กรให้ไปสู้เป้าหมาย
คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา
ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
และสิ่งที่เหมือนกันและต่างกันดังนี้
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoTableGrid" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
สิ่งที่เหมือนกัน
</tbody></table>
</span></span><p>นางสาวปณิธาน เชื้อชาติ ID:106142013</p>