เมื่อปลายปี 2542 ผมเป็นพนักงานใหม่ของบริษัทแห่งหนึ่งที่จังหวัดอุดรธานีซึ่งผมเองก็ไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าจะได้ไปจังหวัดนี้ แต่ลึกๆ ในใจ ก็คิดอยากจะไปกราบนมัสการหลวงตามหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาด สักครั้งในชีวิต

ก่อนนอนผมก็ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิตามปกติ และนึกว่ากำลังกราบหลวงตามหาบัว พร้อมทั้งพูดในใจ นัยว่าเป็นการรายงานตัวแก่ท่าน ซึ่งเป็นพระสุปฏิปันโนผู้เป็นเจ้าบ้าน หากผมคิดหรือทำอะไรผิดไม่ว่าจะเป็นกายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรมโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ผมก็เล่นบทเพลย์เซฟไว้ก่อน คือขอขมาท่านล่วงหน้าด้วยความเคารพ และเจตนาบริสุทธิ์ และขอบารมีท่านเมตตาช่วยสงเคราะห์ในข้อธรรมะด้วย

คืนนั้น ผมหลับและฝันไปเห็นท่าน ท่านมาสอนสั้นๆว่า

"หาธรรมะนั้นน่ะ ไม่ต้องไปหาไกลหรอก อย่าไปหานอกกาย นอกใจนะ"

ผมก็สะดุ้งตื่นขึ้น แล้วก็มานั่งพิจารณาว่า ฝันนี้ ของจริงแน่ๆ เพราะธรรมะแบบนี้ยังไม่เคยได้รู้จัก หรือได้อ่านมาก่อนเลย เกิดปีติ และนึกอยากเขียนกลอนธรรมะจากพระป่าขึ้นมา จึงอธิษฐานขอให้มีธรรมะไหลลื่นเข้ามาในใจ ที่เกี่ยวข้องกับ key words อย่าได้ติดขัด เลยได้กลอนนี้ในคืนนั้นเอง ภายในไม่กี่นาที

อันธรรมะของพระองค์   อยู่ที่จิต
ไม่ต้องคิดหานอกกาย   แลกังขา
มองให้เห็นความเป็น     อนัตตา
แล้วน้อมมาที่กายา       ของตัวเรา

ว่าเที่ยงแท้แน่นอน       ที่ตรงไหน
สุขหรือทุกข์ทุกข์หรือสุข  ที่มีตน
คนทุกคนเหมือนกัน         หรือแตกต่าง

เมื่อมองเห็นความเหมือน   ในความต่าง
จงเร่งสร้างความเพียร         เรียนที่จิต
ปฏิบัติภาวนา                       อยู่เป็นนิจ
เพื่อพิชิตจิตหมอง               ให้ผ่องใส

ใครที่โลภใครที่โกรธ           รักลุ่มหลง
มุ่งจิตตรงอารมณ์                ด้วยเหตุผล
คนเราถ้าเห็นว่า                   ไม่มีตน
ความหมองมนจะไม่เกิด      เลิศราศี
พ้นทุกข์แน่บนโลกนี้             หมดราคี
ไม่เสียทีที่เกิดมา                  พบศาสดา