ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆรอบตัวเราอย่างน้อยมี ๓ แบบ  คือ 

ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ-และผล  หรือ Cause - Effect,หรือ Causal Relationship  เช่น  "ฝนตก" (สาเหตุ) ทำให้ "ถนนเปียก" (ผล),  

 ความสัมพันธ์เชิงสหสัมพันธ์ หรือ Correlational Relationship เช่น  "เขาเก่งภาษาไทย" ในขณะเดียวกัน"เขาก็เก่งภาษาอังกฤษด้วย"  คือ "ถ้าเก่งไทยแล้วจะเก่งอังกฤษด้วย"  โดยที่การเก่งภาษาไทย"ไม่ได้" เป็น "สาเหตุ" ให้เขาต้องเก่งอังกฤษด้วย  ความสัมพันธ์แบบนี้ เป็นสหสัมพันธ์แบบตามกัน  หรือ เป็นบวก   แต่ถ้า "เก่งไทย แล้ว ออ่นเลข"  ก็เรียกว่า สหสัมพันธ์แบบกลับกัน  หรือสหสัมพันธ์ทางลบ

ความสัมพันธ์แบบธรรมดา  เช่น  แดงแก่กว่าดำ    แม่รักลูก   นายเหลืองสูงกว่านายเขียว   แมวเล็กกว่าเสือ  เป็นต้น

ความสามารถที่จะ"คิด"วิเคราะห์ความสัมพันธ์  ก็คือ การคิดแยกหน่วยย่อยที่รวมกันเข้าเป้นหน่วยใหญ่ต่างๆ  ให้แยกออกจากกันเป็นหน่วยๆ เป็นชิ้นๆ  ถ้า "เพื่อดูว่า หน่วยย่อยใดสำคัญที่สุด" ก็เรียกว่า "คิดวิเคราะห์ความสำคัญ"  ดังที่กล่าวแล้วในบล็อกก่อน  แต่ถ้า  แยกแยะออกเป็นหน่วยๆ เพื่อดูว่า "หน่วยใดสัมพันธ์กับหน่วยใด"  ก็เรียกว่า "การคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ตามความหมายนี้  เช่น

ถ้าครูถามให้เด็ก "คิด"ว่า  "ส่วนต่างๆของต้นไม้ที่เธอแยกออกมาเป็นส่วนๆ คือ  ใบ  ดอก  ลำต้น  กิ่ง  ราก  เปลือก  "  นั้น  ให้เธอ "คิด" ว่า "ส่วนใดสัมพันธ์กันมากที่สุด ?   -----  ก็เรียกว่า  ครูท่านนั้นสอนให้เด็กคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ครับ  -----  ซึ่งเด็กก็อาจจะตอบว่า  "เปลือกกับลำต้น" ครับ  เพราะว่า เปลือกช่วยห่อหุ้มลำต้น,  หรือว่า "ราก - เปลือก" ครับ  เพราะว่า รากดูดอาหารแล้วส่งผ่านขึ้นไปทางเปลือกครับ ฯลฯ  หรือตัวอย่างอื่นๆ ก็เช่น

"อะไรเป็นสาเหตุให้เกิดลม ?" --------  ก. ความกลมของโลก  ข. ความร้อนของแสงแดด  ค. ความกว้างใหญ่ของทะเล  ง. ความกว้างใหญ่ของอวกาศ  จ. ความกว้างใหญ่ของพื้นโลก --- (คิดวิเคราะห์ สาเหตุ กับ ผล )

"พระนเรศวร กับ พระเจ้าตากสิน เหมือนกันตรงไหน? " ---- ก. นักรบ  ข. นักกู้ชาติ  ค. นักปกครอง   ง. โอรสกษัตริย์  จ. ขยายเขตแดนประเทศ  -----  (คิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบร่วม)

"อะไรทำงานสัมพันธ์กันมากที่สุด? " -----  ก. ปอด - หัวใจ   ข. หัวใจ - สมอง    ค. ปอด - จมูก    ง. สำไส้ - อาหาร   จ. หัวใจ - ตับ  ----- (วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบร่วม)

ขอให้สังเกตว่า  "ความจำ" เป็นความสามารถทางปัญญา "ระดับหนึ่ง" คือระดับพื้นฐานของปัญญาครับ   ความสามารถด้านปัญญาระดับถัดมา (ระดับสอง) คือ "ความสามารถด้านคิดเข้าใจ"  นั่นก็คือ  "ถ้าไม่มีความจำ"แล้วไซร้  ก็อย่าหวังเลยว่าจะคิดเข้าใจได้ !   ความสามารถด้านปัญญาระดับ "สาม"  ก็คือ "การคิดนำไปใช้"  นั่นก็คือ  "ถ้าไม่มีความสามารถที่จะ "คิดเข้าใจ" แล้วละก้อ  ไม่มีทางที่จะ "คิดนำไปใช้ได้ !! 

ความสามารถด้านปัญญา "ระดับสี่"  ก็คือ  "การคิดวิเคราะห์" ที่เรากำลังพูดถึงกันในบล็อกนี้แหละครับ  ก็เช่น  คนจะคิดวิเคราะห์หาได้ไม่ถ้าหากไม่มี "ความคิดนำไปใช้"

มันค่อยๆซับซ้อนขึ้น  และยากขึ้นไปเรื่อยๆ แบบ ลำดับขั้น  หรือ Heirarchy นั่นแหละครับ 

กระทรวงศึกษาธิการเขากำหนดไว้ในหลักสูตรครับ  เพื่อบังคับให้ครูพัฒนาลูกหลานของเราให้มีปัญญาพัฒนาขึ้น ๆ ตั้งแตชั้นอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัยโน่นแหละครับ

แต่ถ้ครูไม่รู้  ไม่รู้ว่าการคิดวิเคราะห์นั้นคืออะไร   เขาก็ไม่ได้สอนนะซีครับ  และเมื่อนั้น  หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ "ล้มครืน" !!!  เงินค่าทำหลักสูตรเป็นร้อยล้านพันล้าน ก็สูญเปล่า ! เงินค่าจ้างครู ก็สูญเปล่า !!  เงินค่าจ้างใครต่อใคร ก็สูญเปล่า !!!  เงินค่าสร้างโรงเรียน  ค่าซื้ออุปกรณ์ ก็พลอยสูญไปด้วย !!!!

และที่สำคัญที่สุดก็คือ "ลูกหลานไทย"ของเราซีครับ ----- ?

เฮ้อ !  ขออย่าให้เป็นดังคำว่า "ถ้า" ข้างบนนี้เลยนะครับ