GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เรื่องเล่าจากภาพ Distant Thunder ภาคสองมาแล้วจ๊ะ

ภาพส่วนใหญ่ของ Wyeth จะสะท้อนประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านเข้ามาในสายตาของเขาเป็นเรื่องของธรรมชาติแบบชนบท

<div style="text-align: center"></div>

         
        ขอเฉลยความลับในภาพ
Distant Thunder ของ Andrew Wyeth ที่ผมเขียนเล่าไว้คราวก่อน โดยเปิดโอกาสให้ท่านผู้อ่านได้ทดลองดูภาพและแสดงความเห็นเกี่ยวกับภาพนี้
       
        ได้ผลเกินคาด มีผู้มาร่วมแสดงความคิดเห็นมากมาย ต่างคนก็ต่างความเห็น

        แต่ส่วนใหญ่สามารถดูภาพและรับสื่อจากภาพได้ตรงกันและบางท่านสามารถเล่าและพรรณาสิ่งที่เห็นในภาพออกมาเป็นจินตนาการส่วนตัวได้ดีอีกด้วย
         มาคราวนี้ ผมจึงจะแนะนำทั้งวิธีดูภาพตามลำดับและเล่าเรื่องจากภาพรวมเกร็ดเล็กๆน้อยๆของศิลปินเท่าที่ผมรู้ข้อมูล

</span><p>
         ก่อนเฉลย ขอหาว หาววววววว!!! หวอดใหญ่ๆก่อน เป็นการบริหารความขี้เกียจ (เฮ้อ! อยู่ดีไม่ว่าดี วันหยุดแทนที่จะได้นอนตีพุง กลับมาถูกลูกศิษย์บังคับเคี่ยวเข็ญให้เขียนให้เฉลยเสียยังงั้นแหละ) </p>

         ไม่งั้นจะเอาปอบจกมาจกพุง
!

         ภาพส่วนใหญ่ของ Wyeth จะสะท้อนประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านเข้ามาในสายตาของเขาเป็นเรื่องของธรรมชาติแบบชนบท หรือวิถีชีวิตของชาวบ้านนอกตามสำนวนไทย
        
<div style="text-align: center"></div><p>         (ภาพ Wyeth ตอนอายุสัก 80 กว่ายังมีเค้าความหล่อแม้ว่าจะมี wisdom line อยู่เต็มหน้า)</p>


         ตลอดชีวิตส่วนใหญ่ตั้งแต่วัยเด็ก  เขาอาศัยอยู่ที่แภบชนบทของ    รัฐเพนซิลวาเนีย แถวชายฝั่งไมอินี(Pennsylvania countryside and Maine Coast) ซึ่งเป็นที่ที่เขาใช้เป็นฉากเขียนภาพทิวทัศน์เกือบทั้งหมดในภาพเขียนส่วนใหญ่ของเขา

         
ความหลงใหลในวิถีชิวิตแบบสามัญนี้ ทำให้ Wyeth เข้าถึงความลับในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นความงามของท้องทุ่ง ต้นหญ้า ต้นไม้ใหญ่ ลำธาร แม้กระทั่ง กระแสลมที่พัดเวียนผ่านมาของฤดูกาลต่างๆ
        
        
Wyeth ล้วนซึมซับรับไว้ได้หมด และถ่ายทอดออกมาผ่านรูปเขียนของเขา
         ดังนั้น ผู้ชมที่ชมภาพเขียนของเขา อาจรู้ได้ลึกซึ้งถึงกลิ่นหอมของดอกไม้ ความอบอุ่นของแสงแดดยามเช้า กลิ่นไอของอากาศชายฝั่งที่มีกลิ่นน้ำเค็มปนอยู่และเสียงหวีดหวิวจากสายลมที่ลู่กระซิบมาบนยอดหญ้า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา

         เหล่านี้ เป็นความลับในธรรมชาติ ที่รอคนพบและค้นหา
         เพื่อดื่มด่ำและเสพสมในสุนทรีย์รสนั้น

         ลองฟัง Wyeth พูดว่าเขาชอบฤดูกาลใด

</span></span><p style="margin: auto 0cm 0pt" class="quotation3">
        
“I prefer winter and fall, when you feel the bone structure of the landscape - the loneliness of it, the dead feeling of winter. Something waits beneath it, the whole story doesn't show... ”</p>                       - Andrew Wyeth : http://www.chooseart.net/andrew_wyeth.html <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">

         อีกประการหนึ่ง Wyeth เป็นศิลปินในแนวธรรมชาตินิยม (Realistic) และมีความถนัดด้านการเขียนภาพสีน้ำ เป็นเทคนิคที่เหมาะแก่การเดินท่อมๆออกไปเขียนในภาพทิวทัศน์ ทำให้เขาสามารถร่างภาพของสิ่งที่เขาอยากเขียนในธรรมชาติได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ท้องทุ่ง ผืนดิน หรือต้นไม้ใหญ่

         ต่อมา เขาได้พัฒนาเทคนิคพิเศษของการเขียนภาพสีฝุ่น
(Tempera) ซึ่งมีธรรมชาติที่ต่างออกไปจากสีน้ำคือสามารถเขียนแบบใสอย่างสีน้ำหรือเขียนแบบสีทึบตันแบบสีน้ำมันก็ได้

        เพราะ
Wyeth ค้นพบว่า ในบางครั้งที่เขาต้องการถ่ายทอดพื้นผิวของธรรมชาติ เช่น ผิวดินที่ขยาบขรุขระ ผิวของเปลือกไม้ที่แตกระแหงหรือพื้นผิวของผนังปูนและไม้ของโรงนา ซึ่งเนื้อสีที่ใสของสีน้ำไม่อนุญาตให้เขาทำอย่างนั้นได้

       
Wyeth จึงหันมาใช้เทคนิคการเขียนภาพสีฝุ่น ซึ่งเขาได้คิดผสมไข่ขาวลงไปในเนื้อสีฝุ่น ซึ่งทำให้เนื้อสีจับตัวได้ข้นดีและสามารถสร้างรอยพื้นผิว(Texture) ได้ดีสมใจ เรียกว่าการเขียนแบบทิ้ง รอยพู่กันแห้ง (Dry brush) จึงกลายเป็นเทคนิคเฉพาะตัวของเขาในที่สุด

        เชิญชมภาพร่างสีน้ำ ต้นไม้ในภาพ
Distant Thunder ก่อนเขียนจริงด้วยสีฝุ่น แสดงว่าศิลปินได้วางแผนที่จะเขียนภาพนี้อยู่ในใจ จึงศึกษาก่อนที่จะลงมือเขียนจริง
</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="text-align: center"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left">
        โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิลปินในแนวธรรมชาตินิยม จะเคารพในความเป็นจริงของธรรมชาติมาก เขียนสิ่งใดก็ตามจำเป็นที่จะต้องศึกษาในสิ่งนั้นๆให้ลึกซึ้ง ตั้งแต่เปลือกนอกจนถึงแก่นสารภายใน

        ดังนั้น การดูและเข้าถึงภาพ จึงเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ต้องการเวลา ประสบการณ์ทางสุนทรียภาพและการศึกษาเป็นพื้นฐานพอสมควร ซึ่งเป็นเจตนาของบันทึกนี้ที่จะแนะนำ

        เมื่อปูฐานความรู้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อไป เชิญดูภาพ Distant Thunder ใหม่ครับ

        ค่อยๆดู ไม่ต้องรีบร้อน ดูเพื่อซึมซับเก็บรายละเอียดต่างๆ เหมือน
Wyeth ที่เฝ้ามองสิ่งที่เขาเขียนอย่างจดจ่อและถ่ายทอดออกมา

         ผมจะคอยนำทางให้……..

         ก่อนอื่น ภาพทั้งภาพจะปรากฏแก่สายตาคุณ เป็นภาพทั้งหมดที่คุณเห็นในคราวเดียวกัน….

         เป็นภาพทิวทัศน์ในแนวตั้ง เนินทุ่งหญ้าสีทอง มีภาพหญิงสาวนอนอยู่ มีสุนัขตัวหนึ่งนอนเฝ้าอยู่ไม่ไกล มีต้นบลูเบอรรี่เห็นอยู่สองต้น แสงแดดอบอุ่นยามเช้าสาดเข้ามาทางขวามือของภาพ ท้องฟ้าสีฟ้าใส…

         อืมส์…เห็นแล้วรู้สึกอย่างไร?

         ……………………………………………………
         ……………………………………………………
         (ผมเว้นวรรคไว้ให้คุณตอบ)

         ความรู้สึกนี้ จะเป็นความรู้สึกที่สามารถรับรู้ได้โดยตรง เพียงแวบแรกที่เห็น เป็นความรู้สึกโดยรวม สั้นๆ ที่พุ่งเข้ามาหาใจของคุณ เป็นสารที่ศิลปินต้องการจะสื่อโดยตรง

         หากอยากจะซึมซับรับรู้มากยิ่งขึ้น ขอเชิญให้พินิจดูรูปต่อไปครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมในพิพิธภัณฑ์ เขาจะจัดม้านั่งให้ดูภาพ ผมเคยเห็นบางคนนั่งดูภาพๆหนึ่งอย่างยาวนานและหวลกลับมาดูซ้ำแล้วซ้ำอีก

        ที่นี้ ค่อยๆดูภาพโดยเริ่มจากรายละเอียดมุมล่างด้านซ้ายมือของภาพ คุณจะเห็นสิ่งที่ศิลปินเขียนเพื่อเป็นจุดนำสายตาคุณให้เข้าถึงภาพตามลำดับ

        โดยเริ่มจากทุ่งหญ้าสีทอง ถ้วยกระป๋องกาแฟมีมือจับทำจากดีบุกเคลือบสีขาวแบบชาวชนบทนิยมใช้กันหนึ่งใบ  มองสูงเยื้องไปอีกนิดทางซ้ายมือจะเห็นกล่องกระดาษสีน้ำตาลใบเล็กๆหนึ่งใบ บรรจุลูกบลูเบอรี่อยู่เกือบเต็ม ที่พร่องไปเล็กน้อยคงนอนอยู่ในกระเพาะของหญิงสาว(ที่นอนหงายขวางภาพที่อยู่ในแนวตั้ง จนเป็นจุดเด่นเป็นประธานของภาพ)อยู่เป็นแน่

        เนื่องจากเธอเป็นประธานของภาพนี้ จึงขอให้ดูเธอให้ชัดๆและละเอียดหน่อย

        เธอผู้นี้(คือภรรยาของศิลปินชื่อ
Betsy(Merle James) Wyeth ) สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวโดยพับแขนสูงเหนือข้อศอก สวมกางเกงลูกฟูกสีน้ำตาล มีหมวกหนังกลับปีกกว้างสีน้ำตาลเข้มวางครอบบังแสงอยู่ที่หน้า มือสองข้างวางประสานอยู่ที่หน้าท้อง ข้างกายเธอมีกล้องส่องทางไกลสีดำแบบโบราณวางอยู่

       เธอกำลังนอนหลับอย่างสบาย ท่ามกลางอบอุ่นของแสงแดดยามเช้าต้นในฤดูร้อน ความสวยงามและความสุขสงบของธรรมชาติที่อยู่ล้อมรอบตัวเธอ

       มองออกไปไม่ไกลจากตัวเธอเท่าใดนัก มีสุนัขสีน้ำตาลอ่อนตัวหนึ่ง นอนหมอบเฝ้าอยู่อย่างระแวดระวัง มันหันศีรษะมองออกไปทางขวามือของภาพเหมือนกับสำเนียกได้ยินเสียงที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยิน

      ไกลออกไปอีกนิด ต้นบลูเบอรี่สองต้นยืนเด่นอยู่ ใช้พุ่มใบบังแสงแดดยามเช้าให้เป็นร่มเงาใหญ่ มีแสงบางส่วนลอดพุ่มใบดกหนาลงมารำไร ส่องเป็นแสงสีทองสว่างอยู่บนลำตัวช่วงบนของหญิงสาวและบนศีรษะของสุนัขตัวนั้น สร้างความสัมพันธ์และเกิดจุดเด่นขึ้นสองจุดในภาพ

       ภาพนี้จึงสร้างบรรยากาศของความสงบสุข ที่ห่างไกลจากสิ่งรบกวนทั้งปวง หากภาพนี้มีเสียง ก็มีแต่เสียงของธรรมชาติที่ขับกล่อมให้เข้าสู่นิทรารมณ์อันแสนสุข นี่คือที่มาของชื่อภาพ
Distant Thunder

      ด้านหน้าของภาพ ที่เราไม่สามารถมองเห็นในภาพได้ คือ ตัวศิลปิน
Andrew Wyeth ที่นั่งมองและเขียนภาพนี้อยู่ เขาเขียนภาพนี้ด้วยความตั้งใจด้วยความรักในสิ่งที่ปรากฏทั้งหมดอยู่เบื้องหน้าของเขา

      ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เขารักและรู้จักมานานปี ฤดูกาลที่แสนรัก ความอบอุ่นของแสงแดดยามเช้าในต้นฤดูร้อน ที่ฉาบทาทุ่งหญ้าให้กลายเป็นสีทองทั่วท้องทุ่ง แทนค่าความรักและความอบอุ่นภายในใจ

      พลัน… ภาพเบื้องหน้า  ธรรมชาติ ผู้หญิง สัตว์เลี้ยง หลอมรวมกลายเป็นหนึ่ง เป็นเอกภาพแห่งความรักในจักรวาลที่หาสิ่งใดเปรียบได้

      ภาพแห่งความสุขในปัจจุบัน
Andrew และ Betsy Wyeth เขาอายุ 86 ปียังเขียนรูปได้อยู่ปกติ
</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left"><div style="text-align: center"></div>

     คุณเองก็สามารถทำได้เช่นกัน ลองเปลี่ยนภาพเขียนของ
Wyeth เป็นภาพแห่งความรักในชีวิตของคุณ

     คุณเคยมองเห็นไหม? ภาพสามีหรือภรรยา พร้อมลูกๆและสัตว์เลี้ยงของคุณ ภาพของคุณพ่อคุณแม่ หรือคนที่คุณรักและนับถือ ล้วนแต่เป็นภาพชีวิตที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง เป็น
Realistic ใน Real life

     หากคุณทำได้ คุณก็เข้าถึงในความรู้สึกของภาพนี้และเข้าใจเขา Andrew Wyeth

     ลองกลับไปดูภาพและเรื่องของเขาใหม่อีกครั้ง Adrift และ Spring ที่
    
     http://gotoknow.org/blog/pichaik/68690
</p> <h3 style="margin: auto 0cm">
     http://gotoknow.org/blog/pichaik/65296

      และอ่านเรื่องของเขาเพิ่มเติมใน
</h3>
<h3 style="margin: auto 0cm">     http://www.newportart.com/Andrew_Wyeth.html</h3><h4>     เขียนจบขอ หาวววววววววววว.........เฮ้อ!</h4><h4>    ขอตัวไปนอนต่อครับ</h4><h4>      หวังว่าเมื่อทำหน้าที่เสร็จแล้ว..คงไม่ฝันร้ายถึงปอบจกอีกนา บรื้อส์...นึกแล้วหวาดหวิวที่พุง

  </h4>

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 82037
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 132
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (100)

รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น   

หวัดดีจ้า ปอบหยิบชมพู

ชอบชื่อนี้หวานแหววปนสยองขวัญดี

ระวังอย่าทำงานหนักเกินตัว เดี๋ยวจาผอมไป เสียบุคลิกเฉพาะตัว

ระวังอีกอย่างความหวาน... (เพราะจะทำให้น้ำตาลในหัวใจขึ้นสูง)

ภาพทุกภาพจะสวยงาม กลายเป็นสีชมพูหากเรามองด้วยสายตาและความรู้สึกที่อาทร(ทั้งหวานและคมซะไม่มี)

สวัสดีครับ คุณมัทนา

 ลองเล่าในมุมมองของคุณให้ฟังซีครับ ติดค้างอยู่นา

         ใช่ครับ ธรรมชาติของสัตว์นั้นจะรับรู้และสื่อสารทางประสาทสัมผัสซึ่งละเอียดและมีพัฒนาการมายาวนานสำหรับหมานั้นมีโสตประสาทและฆานประสาทที่ดีมากเกินกว่ามนุษย์จะเข้าถึงได้

         เช่นบางครั้งอาจได้ยินเสียงที่เกิดขึ้นมาแต่ไกลๆเป็นไมล์ๆ หรือได้กลิ่นที่ล่องลอยตามลมมาหลายกิโล

         แต่เขาจะใช้สัญชาตญาณ(ปัญญาที่เกิดติดมาตั้งแต่เกิด)พินิจแยกแยะดูว่าเป็นอันตรายหรือไม่ ถ้าเป็นจะมีปฏิกิริยาทันที อย่างหมาของ Wyeth นี้ คงได้ยินเสียงและทำหน้าที่สังวรระวังเท่านั้น หูยังไม่ตั้ง ขนยังไม่ลุกชูชัน แสดงว่ายังไม่มีอันตรายใดใด

        Wyeth คงมีประสบการณ์เช่นนี้บ่อย นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาออกมาใช้ชีวิตกลางธรรมชาติกับครอบครัวที่เขารัก คงมีวันหนึ่งที่เขาเกิดมองดูภาพชีวิตที่เกิดขึ้นเช่นนี้ แล้ว "ปิ้ง!" ขึ้นมาว่าอยากเขียนรูปนี้

        เขาจึงเริ่ม study โดยวาดเป็นสีน้ำก่อน เพื่อศึกษาในรายละเอียดที่เหมือนจริงตามธรรมชาติ เพื่อสร้างบรรยากาศ อารมณ์และความรู้สึกที่เขาต้องการ

        ข้าวของและสิ่งต่างๆที่เขาวางในภาพ ล้วนเป็นสื่อที่ค่อยๆเล่าเรื่อง เปิดตัวให้เรารับรู้เรื่องราวต่างๆในภาพ และใช้แสงสี สร้างให้เห็นถึงเวลา มิติของชีวิตของคนๆหนึ่งที่ถูกโอบล้อมด้วยบรรยากาศของความรักในธรรมชาติ

        อย่างไรก็ตาม ในธรรมชาตินั้นก็ยังมีสิ่งที่ที่เป็นกฏธรรมดาธรรมชาติอยู่ คือการเปลี่ยนแปลง อาจมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ฝนอาจตกลงมาอย่างไม่คาดคิดในนาทีใดนาทีหนึ่งก็ได้

        เราเป็นเพียงธรรมชาติหนึ่ง มนุษย์ตัวจ้อยน้อยนิด ท่ามกลางจักรวาลอันไพศาล

        อืม...ชักอยากเขียนรูปเสียแล้ว เด็กๆเก็บไม้บรรทัดได้

คุณยายจันทร์รัตน์ ที่เคารพอย่างสูงปานฟ้า

        อย่าได้ถือสาเด็กเต่าถุยคนนั้น ที่นิยมพูดไปตามความจริงที่เห็นแก่ตาเนื้อ มิดูถึงตาใน

        ว่าในความจริงนั้น สภาพใจของคุณจันทร์รัตน์อ่อนเยาว์และใสบริสุทธิ์กระจ่างดุจดังจันทร์ในคืนเพ็ญ

        ความจริงใจเราไม่เคยแก่เลยครับ กายต่างหากที่ชราไปตามวัย

        สำหรับใจผมนั้นเพิ่งยี่สิบฟ่าๆเท่านั้น อิ อิ

สงสัยคุณศิษย์รุ่นเต่าถุยจะเมาหมัด

ผมว่าที่ถูกคาบเป็นคนแรกคือคุณหมออนิศรานา

และที่ว่ากลิ่นอบอวลชวนระลึกนั่นนะ..กลิ่นของคุณหมอชัวร์

ศิษย์รุ่นเต่าถุย

ยังดีมีสวมวิญญาณชายชาตรี สารภาพความผิดออกมา แต่อาจารย์อ่านสำนวนดูแปลกๆว่าจะสารภาพผิดก็ไม่เชิง งง งงอยู่

 

หนู k-jira แก้มย้วย

อยู่เวรดึกมากๆระวังแก้มยุบนะ...

ไอติมนั่นอย่าให้นักลงทุนเงินน้อยกิน จะเสียนิสัย ไม่ค่อยชอบลงทุนอยู่ด้วย ให้ริบเป็นของกลาง

ใครตอบได้ดีถูกใจจะได้ยกให้

ถูกของคุณอนุชิต หมอนิดอาสาคาบก่อน

แต่บังอาจไปท้าวความว่ากลิ่นที่คาบเป็นของหมอ

คืนนี้ราตรีจะสยองด้วยปอบจกไปเยือนถึงบ้าน...ตัวใครตัวมัน

....เห็นบ่นๆว่า รอคืนนี้สักตีสามสามสิบ จะไปตามปอบหยิบชมพูไปจกหยิบด้วย

  • วันนี้ปอบหยิบชมพูหมดแรงค่ะอาจารย์  ขอนอนเอาแรงดีกว่า....
  • แปลกจริงๆค่ะ  อาจารย์  ยิ่งเข้ามาดูใหม่  ทำไมเห็นภาพมีแสงนวล สวยงาม ทั้งๆที่ตอนแรกเห็นแต่ความแห้งแล้วจริงๆค่ะ

ตามมาดูว่าจะได้คะแนนเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เห็นกล่องบลูเบอรี่เป็นหนังสือ ไม่ได้เห็นกล้องส่องทางไกลเป็นแว่นตา หรือรอยฟ้าผ่า......เนื่องจากมีเทคนิคขยายภาพ....อิอิอิ.....ซึ่งภาพจริงๆ ก็คงจะใหญ่ๆ มองเห็นชัดๆ อยู่แล้ว ...ไม่ได้โกงนะค่ะ.....

แต่สงสัยว่าประโยคต่อไปนี้.....อีกอย่างหนึ่งไม่ใช่แว่นตากันแดดแน่ๆ ไม่เชื่อให้ไปถามคุณป้าPaew ดูก็ได้ ฮิฮิ......ใครหนอมาเรียกป้าแถวนี้ ต้องเชิญอมไม้บรรทัดบรรพบุรุษเสียแล้ว เนื่องจากกล่าววาจาไม่สุภาพ....อิอิอิ

หนูลองไปอ่านบันทึกเก่าของอาจารย์เรื่อง Spring และ Adrift ตามอาจารย์แนะนำ รู้สึกอินไปกับเรื่องและเข้าใจงานศิลปะขึ้นมามากกว่าก่อน

ทั้งสามภาพนี้มีตัวเอกคือธรรมชาติ และมีตัวละครที่มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

แต่ภาพนี้ หนูว่าศิลปินเขียนมีสิ่งมีชีวิตมากกว่าหนึ่ง ภาพกก่อนๆมีเพียงคนคนเดียวเท่านั้น

ทั้งสวยและเหงาอย่างประหลาด อย่างที่อาจารย์ว่าไม่ค่อยมั่นใจว่าธรรมชาติจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไปหรือเหมือนอ.มัทนา ว่ารู้สึกแห้งๆว่างๆหวั่นๆใจ

หนูเริ่มหลงรัก Andrew Wyeth เหมือนอาจารย์เข้าแล้วค่ะ

หนูลูกหว้า ปอบหยิบชมพู รำพันน่าสงสาร

ทำงานหนักเกินน้ำหนักตัวไปมั้ง เดี๋ยวจะบอกท่านอธิการให้เพลาๆการใช้งานหน่อย

ไม่แปลกดอกครับ... ภาพนั้นไม่เปลี่ยน แต่ที่เปลี่ยนคือใจของเรา

เมื่อใจเปลี่ยน เปิดกว้าง ก็เกิดการมองใหม่รับรู้สิ่งใหม่ที่เมื่อก่อนไม่เห็นหรือมองผ่านไป

ยินดีด้วยครับ

หนูอ.Paew หัวหมู่ทะลวงฟันของอาจารย์

คิดว่าคงได้คะแนนดีนะ กำลังทำเกรดอยู่...

        ฮ้า! ใครบังอาจเรียกหนูPaew ว่าป้า Paew นะ หน้ากลมสีชมพูใสแป๋วแหววออกอย่างนั้น

      ให้รีบบอกมา อาจารย์จะพาไปเลี้ยงข้าวเหนียวทุเรียน... เอ้ย!จับเอาบอระเพ็ดทาตาซะให้เข็ด

หนูนา

อาจารย์ว่าหนูชักอินเลิฟ เข้าถึงภาพของ Wyeth มากขึ้นทุกวันๆแล้วนะ... ดีใจจัง

ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ครับ เวลาเรามีความสุขหรือความรัก อีกใจหนึ่งก็นึกหวาดๆ หวั่นๆว่าสิ่งนั้นจะหายไปหรือจากเราไป

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์"

มุมมองของมัทหรือค่ะ สรุปได้ว่า

  1. ตอนดูภาพเผินๆ ตอนที่ยังไม่ได้อ่านชื่อภาพนั้นรู้สึก สงบ สบาย เหมือนได้พักผ่อนแบบคุณ Betsy
  2.  แต่พอทราบชื่อภาพว่า Distant Thunder ก็คิดว่าฟ้ามันว่างๆ ไม่มีเมฆเลย ว่างๆ แห้งๆ น่าหวั่นใจชอบกล ว่า ภัยกำลังจะมา สีที่ใช่วาดมันเป็นสีเย็น แต่มันดูแห้งๆ  ไม่เต็ม ยังไงไม่รู้ (ใจมันถูกปรุงแต่งไปด้วย ชื่อ distant thunder)
  3. พอไปอ่านเพิ่มเติมทั้งเฉลยของอ. และ บทความของ askart.com ก็เปลี่ยนมุมมอง กลับมาเห็นความสงบ รู้สึกถึงความสบายใจอีกครั้ง  แต่คราวนี้มีเพิ่มคือ เห็นว่าฟ้าร้องก็ฟ้าร้องซิ ก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติ

ภาพที่ดูไม่เต็ม ดูขาดๆ  แห้งๆ  ว่างๆ คราวนี้กลับดูเต็มขึ้นมา!

อย่างที่เคยตอบค่ะ ยิ่งเห็นภาพสองคนตายายจับมือยิ้มให้กันตอนอายุ 86 ยิ่งรู้สึกเต็มค่ะ อบอุ่นจริงๆ 

------------------------------------------------- 

"เราเป็นเพียงธรรมชาติหนึ่ง มนุษย์ตัวจ้อยน้อยนิด ท่ามกลางจักรวาลอันไพศาล"

เป็นquotation ที่มัทใช้เป็น signature  ใน hi5 website ด้วยค่ะ จดมาเพราะชอบมากหลังจากที่ได้ดูหนัง men in black รู้สึกว่าเรามันตัวเล็กซะจริงๆ : )

ชอบอ่านบันทึกอ.มากค่ะ จะเป็นศิษย์คอยติดตาม คาบและเช็ดไม้บรรทัดต่อไปค่ะ

ขอบคุณ คุณ มัทนา มากครับ

สำหรับมุมมองทั้ง 3 ข้อ นำมาตีความจากธรรมชาติเป็นธรรมะได้นะครับ

เช่นธรรมะของหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง ท่านเคยเทศน์เป็นปริศนาธรรมไว้ว่า เรื่องของการเรียนรู้ธรรมะเรื่องอนัตตา อันเป็นเรื่องยากที่คนจะเข้าใจและเข้าถึง ท่านเทศน์สรุปลงเป็นคำสามคำ คือ

"มี...ไม่มี...มี" 

แล้วให้คนตีความเอาเอง

ผมอ่านมุมมอง 3 ข้อของคุณมัทแล้ว จึงระลึกถึงปริศนาธรรมนี้ เข้ากันได้ดีครับ ท่องไว้ครับ

มี ...ไม่มี....มี....ไม่มี....มี

 

      ช่วงนี้ปอบจก ขอปลีกวิเวกไปดูแลคุณแม่กะญาติก่อนนะคะ เข้ารพ.กันหลายรายเลยค่ะ

       อาจารย์ขา ช่วยแผ่เมตตาให้ผู้ป่วยเหล่านี้ด้วยค่ะ

      1.นางอารี โกวิทยานนท์

      2.นางจือหงษ์ หมายเจริญศรี

       3.นส.สู  แซ่ผุง

       4.นายสุรชาติ ผุงผดุงไพศาล

       ฝากคุณอนุชิตและหนูเต่าถุยศิษย์ร่วมสำนักช่วยคาบไม้บรรทัดแทนก่อนนะคะ กลิ่นที่ไม้บรรทัดนั่นสงสัยจะกลิ่นมะม่วงจิ้มกระปิค่ะ 555 กระปิหอมชื่นใจ

อีกนิดครับ

      ผมเองตามอ่านประวัติเขาหลายเวป โดยเฉพาะในเวปที่หลานสาวของเขาที่ตอบคำถามให้ผู้ที่ชื่นชมสะสมงานของเขา ผมไปเห็นรูปสองตายาย จับมือยิ้มให้กันอย่างมีความสุขในวัยทองนี้...รู้สึกตื้นขึ้นมาด้วยเป็นการแชร์ความสุขที่พบเห็น

      ผมยังเข้าไปทิ้งคำถามว่า เจ้าหมาของเขาในภาพนี้ชื่ออะไรมีประวัติความเป็นมาอย่างไร (หวังว่าไม่ใช่ชื่อเดียวกับภาพ) หากได้คำตอบจะมาขยายความต่อครับ

อ้าว...หมอนิด มาจกตั้งแต่เมื่อไร

พออาจารย์ตอบเสร็จ หมอโผล่เข้ามาพอดี

คุณแม่เป็นอะไรครับ...ฝากกราบท่านด้วยและจะแผ่เมตตาให้ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ทุกๆท่านที่ให้ชื่อมาครับ

เรื่องกลิ่นนั้น...อืมมมม! มิน่าเล่า เห็นสองคนซุบซิบกันใหญ่ว่าวิเคราะห์ผิด จากข้อมูลเศษชิ้นเล็กๆที่ติดมาหลงเข้าใจว่าเป็นทุเรียนกวน

อ่านเจอว่่าน้องหมาชื่อ Rattler ค่ะ

"Rattler, the gold hound depicted in Distant Thunder"

ขอบคุณคุณมัทมากครับ

สำหรับ link นี้ผมยังไม่ได้อ่านพอดี

    พบว่ามีชื่อ Eloise หมาพูลเดิ้ลอีกตัวด้วย ชื่อคล้องกับ วอชิงตัน ดี.ซี. หมาพูลเดิ้ลที่บ้านอาจารย์เลย

    ขอบคุณมากครับ ใน gotoknow มีดีอย่างนี้แหละ แบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันได้รวดเร็วกว่าถามญาติของ Wyeth อีก

เรียนอาจารย์ค่ะ

ขอบพระคุณที่ชม หนูอ่านที่อาจารย์ตอบคุณมัทนา เรื่องปริศนาธรรม มี... ไม่มี... มี แล้วงงไม่เข้าใจ กรุณาขยายความให้ฟังหน่อยได้มั้ยค่ะ กราบขอโทษคุณมัทนาด้วยค่ะ

ดีใจที่อาจารย์เฉลยซะที

แว๊ปหนึ่งทำให้นึกถึงอิสรภาพในท่ามกลางธรรมชาติขึ้นมา เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ทำให้เข้าถึงอิสระที่แท้จริง ปล่อยวางอะไรที่หนักๆในหัวได้

อีกแว๊ป กำลังนึกถึงพระธุดงธ์ค่ะ

 

หนูนา

มี...คือสิ่งที่เราเคยยึดมั่น ถือมั่น ว่ามีอยู่

ไม่มี...คือสิ่งที่พระพุทธองค์ กล่าวไว้ในอนัตตาธรรม เพื่อให้เราน้อมจิตเข้าปฏิบัติจนลุถึงคำสอนนั้น

มี...ในที่นี้ คืออุปาทานที่ฝังแน่นเป็นรากลึกอยู่ ผู้ที่ปฏิบัติ ย่อมรู้ตัวดีว่าขณะไหนมีตัวตนและขณะไหนบรรลุถึงความไม่มี...ขึ้นอยู่กับจิตในขณะนั้นๆ

อ.พัชราครับ

ธรรมชาติคือบ่อเกิดของธรรม

พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ท่ามกลางธรรมชาติและทรงตรัสว่า"...ในธรรมชาตินั้น มีธรรมอยู่แล้ว เราตถาคตเป็นเพียงผู้นำเอาธรรมที่มีอยู่แล้วนั้นมาแสดง..."

อาจารย์ขา อยากดูภาพวาดของ Wyeth อีกค่ะ ที่เกี่ยวกับธรรมชาติสวยๆ ค่ะ
  • เข้ามาสนับสนุนพี่แป๋ว  อยากดูด้วยอีกคนค่ะ  ตอนนี้จะมองแบบลึกซึ้งกว่าเดิมแล้วค่ะ

เราจะแก้ตัว เพื่อให้ได้คะแนนมากขึ้น ดีมั้ยค่ะ อ.ลูกหว้า.....แต่ อาจารย์ต้องประกาศคะแนน รอบที่แล้วด้วยนะค่ะ......มาตื้อค่ะ.....หากตื้อบ่อยๆ จะเปลี่ยนเป็นขู่ค่ะ.....มีปอบมารอจกด้วยค่ะ

ขอบคุณอาจารย์ที่ตอบปริศนาธรรมค่ะ

หนูมาสนับสนุนพี่ อ. Paewและ พี่ อ.ลูกหว้าด้วยค่ะ

อยากดูอีก อยากให้ประกาศคะแนนเร็วๆ ไม่งั้นจะประท้วงว่าส่งเกรดช้าด้วยนะคะ

ตามมาแอบดูอีกรอบ มีชื่อหมาเพิ่มด้วย

^____^

หวัดดี หนู Paew + หนูอ.ลูกหว้า

       อยากดูอีกเหรอ...

       แหม! เด็กพวกนี้กวนใจจริง เดี๋ยวจะเอาเกรด เดี๋ยวจะเอารูป แถมขู่จะจกพุงอีกด้วย

      รู้ว่าอาจารย์เป็นโรคจั๊กกระจี้ โดยเฉพาะที่พุง ใครโดนไม่ได้เลย...ชื่อว่าโรค วาบหวิว!วาบหวิว!

      โดยเฉพาะมือแหลมๆของปอบแบบนี้ <

       เอาละ! I give up!

       กำลังเลือกรูปอยู่ครับ...หาววววว!

     

หนู อ.ลูกหว้า

      เชื่อว่าจะมองแบบลึกได้...แต่หากจะซึ้งต้องไปซึ้งกับคนที่เคยตัดใจหรือปล่าว อิ อิ

    

หนูนา มาเป็นพวกกับเขาเสียแล้ว

หาวววววว...พอถูกทวงเกรดทวงรูปเป็นต้องหาวทุกที

หนู is

        ดีใจที่ไม่ทวงเกรด หนูเลี้ยงหมาบ้างรึป่าว

        หากเลี้ยงชื่ออะไร? หมาของอาจารย์เป็นโรคติดนอนซบ อาจารย์ล้มตัวลงนอนทีไร เจ้าดีซีมันต้องกระโดดมานอนซบที่ตักด้วยทุกครั้ง ไม่มีพลาด

เรียน ท่านอ.พิชัยค่ะ..ดิฉันมาช้าตามเคยค่ะ...อ่านแล้วให้ได้ความรู้สึกอบอุ่นของครอบครัวและคนรักเหลือเกินค่ะ...และที่ได้ข้อคิดมากกว่านั้นคือ..."เขียนสิ่งใดก็ตามจำเป็นที่จะต้องศึกษาในสิ่งนั้นๆให้ลึกซึ้ง ตั้งแต่เปลือกนอกจนถึงแก่นสารภายใน"....สิ่งนี้นำมาใช้กับชีวิตจริงได้ค่ะ...ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของศิลปะอย่างเดียว...เรื่องของการใช้ชีวิตที่โลดแล่นไปในทุกๆวันด้วยค่ะ..ควรศึกษาตั้งแต่เปลือกนอกจนแก่นภายใน....ขอบคุณท่านอาจารย์มากๆค่ะ

อาจารย์คะ เมื่อวานไปปฏิบัติธรรมที่สะเมิงค่ะ

เอาบุญมาเผื่อค่ะและได้แผ่เมตตาเผื่อทุกผู้ทุกคนค่ะ

จริงๆแล้วไม่ทราบว่าสมาธิเกิดหรือเปล่าน่ะค่ะ คือหูก็รุ้ว่าได้ยินทุกเสียง รู้ว่ากำลังนั่ง ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ที่เหมือนจะนิ่งไม่ได้ยินอะไรตัวก็ชาๆ ไม่รู้สึกว่านั่ง  แต่คราวนี้หลังจากหยุดแล้วไม่ง่วงเหมือนครั้งก่อนๆ เลยค่ะ มีชั่วขณะจิตที่ได้ยินเสียงปลาโดดน้ำผุงๆ ไก่ขัน นกร้อง ผึ้งบินมาตอมดมหน้าหึ่งๆ ขณะนั้นเกิดความรู้สึกว่า ที่ว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายมันเป็นอย่างนั้นเอง พอมาอ่านความเห็นของอาจารย์ข้างบนที่ว่า "ธรรมชาติคือบ่อเกิดของธรรม" เลยนึกอยากเล่าให้อาจารย์ฟังค่ะ

สวัสดีครับ คุณ   กฤษณา สำเร็จ

      มาช้าดีกว่าไม่มาเลยครับ

      เป็นเรื่องอุ่นไอรักที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรา สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเติมไฟแห่งรักของเราให้อบอุ่นมากยิ่งขึ้นครับ

      แต่ของคุณกฤษณาอาจไม่จำเป็น เพราะไฟแห่งรักคงโหมกระพืออบอุ่นอยู่ทุกวันแล้ว

      ขอบคุณสำหรับ comment ครับ

สวัสดีครับ คุณจันทร์รัตน์

          สาธุ สาธุ สาธุ รับส่วนบุญที่แบ่งมาครับและขออนุโมทนาด้วย

          อานิสงส์ของการแผ่เมตตามีถึง 11 ข้อ และหนึ่งในนั้นคือ ผู้ที่ประกอบการเจริญเมตตาจะเกิดวรรณะอันงดงามเป็นสิริผ่องใสงามขึ้นทุกๆวัน

          ฮิ ฮิ หลับตาเห็นภาพเลยครับ ผู้ที่มีสิริผ่องใส นั่งหลับตาพริ้มเจริญกรรมฐานอยู่ น่าเลื่อมใสมากครับ

           ที่เล่ามา แสดงว่ามีสติมากขึ้นครับ ก่อนๆอาจเป็นแค่เดชของสมาธิ จึงทำให้รู้สึก ตัวหนัก ตัวชา และไม่รับรู้อะไรภายนอก ซึ่งนานๆไปจะกลายเป็นสมถะกรรมฐานไปครับ

            การที่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก ในขณะนั่งกรรมฐานอยู่นั้น เป็นการฝึกสติให้ละเอียดยิ่งขึ้น แต่ต้องกำหนดรู้นะครับ...ได้ยินหนอ หรือ รู้หนอๆๆๆ ไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

         

มาตามดูค่ะ .... วัยรุ่นใจร้อนค่ะ

เฮ้อ....ต้องรออีกกี่หาวววว ค่ะ อาจารย์ขา.....(อาจารย์ หาวว มา 2 หาว แล้วนะค่ะ อีกครั้งไม่ไหวแน่ๆ...อิอิอิ).....อ.ลูกหว้า ขา เตรียมลับเล็บ ไว้ จกพุง อาจารย์ ให้ หวิว หวาบๆๆๆ ได้แล้วค่ะ.........

  • ฮือ...ฮือ...อาจารย์ขา ปอบหยิบชมพู  มารายงานตัวค่ะ   หนูไม่กลับไปมองอดีตแล้วค่ะ
  • มองหาแต่ปัจจุบันค่า...
  • อาจารย์จะมาพิบูลสงครามเมื่อไหร่คะ  เพราะต้นเดือนเม.ย.มีรับปริญญา  ส่วน 5-7 เม.ย. หว้าต้องไปมหาชีวาลัยอีสาน  บุรีรัมย์ค่ะ
  • กลัวไม่ได้น้องกระต่าย อิอิอิ....ถ้าไม่ได้จะตามไปจกที่เชียงใหม่ด้วย..
  • อ้อ...รูปใหม่ค่ะๆ

หวัดดีหนู paew

     ดูจากรูปถ่ายก็รู้ว่าเป็นวัยรุ่น(ไหน?) ใจร้อน ฮิฮิอยากได้ของดีดี ต้องใจเย็นๆ

     ที่จริงแกล้งหาวยั่วคนสาวเล่นไปยังงั้นแหละ จริงๆเริ่มเขียนไปบ้างแล้ว แต่ต้องโทษท่านอธิการบดีที่เรียกประชุมบ่อยมากและเมื่อกลับมาอาจารย์ก็ต้องเรียกประชุมอีก เล่นเป็นลูกระนาดเลย

     เสร็จประชุมว่าจะเขียนต่อ ....เฮ้อ....(หาวววววววว) อุ๊บ! ไม่ได้ตั้งใจหาว จับขังให้ยู่ในวงเล็บแล้ว

     ขู่คนเดียวยังไม่พอ...หาพวกเป็นปอบมาขู่อีก จนอาจารย์เวลานอนสะดุ้งวาบๆ ไปหลายพักแล้ว เลยนอนไม่เต็มอิ่มต้องเขียนไปหาวไปอยู่นี่แหละ           (ฮึ! กล่าวโทษซะเลย)

หนู ปอบหยิบชมพู  เจ้า

      สัญญาว่าไม่แลหลัง จะมองแต่เบื้องหน้าอาจารย์จะจดและจำไว้

     อุบอิบลิบลับ ใครไม่มาเอากระต่ายน้อยสีขาวอมชมพูที่พิษณุโลกเดือนเมษา อาจารย์จะเอามาออกรางวัลแทนให้คนที่ได้เกรดดีคราวหน้า

     ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น ด่วน!

 

หากอยากรู้ว่า จะไปเมื่อไหร่ เข้าไปดูได้ที่ http://vipassanachiangmai.com/ ที่ตารางการอบรม เดือนเมษา ในช่อง...

      มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลย์สงคราม พิษณุโลก

..ฮิ ฮิ ไม่มาหาเวลานั้น อดได้แน่ๆ ฮิ ฮิ ฮ่า ฮ่า
  • ทำไมคอมฯหว้าโหลดนานมากเลยค่ะ
  • ขออนุญาตดูพรุ่งนี้ละกันค่ะ

มาร่วมฮาด้วยครับ

อยากทราบอานิสงส์11ข้อการการเจริญเมตตา

       หมอนับได้สี่หาวแล้วค่ะ อาการยังงี้ อาจจะเพราะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอนะคะ  สงสัยเลือดมัวแต่ไปเลี้ยงพุงอยู่

        ปอบสีชมพูช่วยหยิบกระต่ายน้อยมาเผื่อด้วยนะคะ ตอนอาจารย์หาวนี่แหละค่ะ อิอิ

         ขอบพระคุณอาจารยืมากเลยค่ะ คุณแม่อาการดีขึ้นบ้างค่ะ แต่ยังนั่งเองและเดินไม่ได้ ต้องรอให้กล้ามเนื้อสะโพกซ้ายหายช้ำก่อนค่ะ

          ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยแผ่เมตตาต่อด้วยค่ะ

     

เอ...แต่คืนที่นักศึกษาสาวญี่ปุ่น ๖ คนห้อมล้อมเจมส์ บอนด์ถนัดซ้ายนั้น ไม่เห็นหาวเลยนี่นา

ลงชื่อ ปาปารัซซี่

--------------------------------------------------------

ป.ล. ๑  ภาพนี้มีดีที่มือขวา

ป.ล. ๒  เชิญประกวดตั้งชื่อภาพ

ป.ล. ๓ ตัวใครตัวมัน คนแปะขอลาไปก่อน เดี๋ยวจะเจอสั่งทำฮาราคีรี   

 

ซาโยนาระ!

คุณ nash ค่ะ ชื่อภาพว่า...ดาวล้อมหนุ่ม(เหลือ)น้อย...มั้ยค่ะ .... อิอิอิ

อ.ลูกหว้าขา ขอกระต่ายมาเผื่อด้วยนะค่ะ เอาไปเลี้ยงที่บ้านพ่อครูบากันดีมั้ย.....

ตายแล้ว ตายแล้ว!!!!!!! อาจารย์ขา

หนูเปิดผิดบล็อกหรือปล่าว สงสัยไปเปิดบล็อกหนังเรื่องคาสิโนโรยัล พยัคฆร้ายดับเบิ้ลโอเซเว็นรึปล่าว?

แต่นับดูแล้วมี 7 คน  ขอตั้งชื่อ

1 พยัคฆร้าย อีซ้าย กับ 6 สาว อิ อิ

ไปขอความเห็น อ.ศิริพร ดีกว่ามั้ง!

สวัสดีหมอนิด

        คุณแม่สบายขึ้นบ้างแล้วนะครับ นอกจากอาจารย์แล้วยังมีอ.ศิริพรและโยคีนศ.คณะแพทย์ช่วยแผ่เมตตาให้ด้วยครับ เรียนคุณแม่ว่าถือโอกาสพักผ่อนและเจริญเวทนาไปพร้อมกันนะครับ

      เออ! จริงด้วยอาจารย์ลืมคิดไปว่าอาการหาวนี่เกิดจากสาเหตุเลือดไปเลี้ยงที่พุงมากนี่เอง แต่พักนี้อาจารย์ฝึกแขม่วพุงจนลดไปหลายองคุลีมิลแล้วเชียวนา

โอ้ย! คราวนี้ต้องตายแน่

      หนูณัชร บังอาจมาก!

      ใครช่วยบอก webmaster ช่วยปิด go2know ชั่วคราวที ลบรูปนี้ออกไปซะก่อน ความลับที่เก็บมานานจะแตกเสียคราวนี้...

      อาจารย์กลัวว่า หนัง 007 จะเลิกจ้างพระเอกคนปัจจุบัน หันมาจ้างอาจารย์แทนนะซี ฮ่า ฮ่า

       ฝากไว้ก่อนเถิด หนูณัชร เจอหน้าเมื่อไหร่ จะหยิกให้ร้องให้จนขี้หูเป็นตังห้า ขี้ตาเป็นตังสิบ เลยทีเดียว ฮึ่ม!!

    

  • เจมบอนด์คนนี้ไม่มีไม้เท้าแล้วหรือคะ  อิอิอิ..
  • ฝากบอกพี่แป๋วด้วยค่า.... กระต่ายน้อยของหว้าคงเอาไปเลี้ยงไม่ได้   เพราะเป็นตุ๊กตากระต่าย  5555555

หนู อ.ลูกหว้า

      Good morning, My name is Bond...James Bond. แฮ่ะๆ ฟังแล้วดูดี เป็นประโยคอมตะที่ต้องปรากฏอยู่ในหนังทุกตอน...เว้นตอนเดียวที่ผมแสดงนำไปแล้ว ...007 กับหกนงคราญจากญี่ปุ่น

      ต้องเฉลยเพิ่มหน่อยว่า ภาพที่เห็นนั้น(ฝากไว้ก่อนเถิดหนูณัชร) มางานงานเลี้ยงรับรอง Farewell Party(ฮึ่ม!) กลุ่มนักศึกษาและคณาจารย์ชาวญี่ปุ่น ในโครงการ International Understanding ที่คณะและมหาวิทยาลัยชิกะ ประเทศญี่ปุ่นร่วมกันจัดขึ้น เพื่อให้โอกาสนักศึกษาได้แลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจด้านภาษาและศิลปวัฒนธรรม เป็นระยะเวลา 10 วัน

      ปรากฏว่า นศ.ซาบซึ้งมากและมีความสนิทสนมกับครูอาจารย์ที่ร่วมโครงการเป็นอย่างดี ตอนลาจากร้องห่มร้องให้มาซบอกเจมส์บอนด์จนเปียกชุ่มทั้งสองบ่า ผมก็จะพานักศึกษาไปญี่ปุ่นในเดือนพฤษภาคมนี้เช่นกัน

        เอ!? น่าจะเอาปอบหยิบชมพูไปโชว์ตัวท่าจะดี

     

    

ภาพประกอบข่าว

 

สาวญี่ปุ่นไหว้ร่ำลาอาจารย์แบบไทย ๆ (คนกลางเผลอโค้งด้วย)

 

เริ่มร้องแล้ว  จึงเป็นหน้าที่พระเอกเจมส์ บอนด์ ที่ต้องปลอบนางเอก (ภาคไหนนี่?)

 

หนังจบแล้วจึงต้องปิดด้วยฉากหลัก ช็อตเด็ด  เพลง theme หลัก 007 ดังขึ้นแล้ว เครดิตวิ่งขึ้นว่าใครนำแสดง ฯลฯ

 

ทันใดนั้น ภาพตัดไปที่ "Distant Thunder" ตัวจริง เสียงจริง ของอ.พิชัย

มือของ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"  กำระฆังใบใหญ่ไว้ในมือ

 

ผู้แปะขออนุญาตไปใส่ที่ครอบหูสำหรับเวลาเล่นกีฬายิงปืนก่อน เพราะคาดว่า Thunder นี้ คงจะ Not so Distant  จึงคงจะก้องบ้องหูไม่น้อย

 

ฤาจะเป็นภาคอวสาน 007?

 

Good luck, Mr. Bond.

        ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  ศิษย์รักหักเหลี่ยมโหด เอ๊ยปาปาล้วงซี่ณัชรนี่เอง  หายไปไหนมานาน เปิดบลอกหรือยังคะ คิดถึงจังเลยคุณณัชร แอบไปสร้างหนังมานี่เอง 5555555555

        หมอนั่งหัวเราะจนพุงกระเพื่อมหนอเลยค่ะ อาจารย์สั่งลบรูปออก1 รูปแต่มีรูปสะท้อนกลับมาเป็นอัลบั้มเลยค่ะ ฮิ้ววววววววววว เจมส์บอนด์เรื่องนี้หล่อกว่าเพียซ บรอสแนน ตรงพุงนี่เอง

        กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ทั้งสองและโยคีรุ่นนักศึกษาแพทย์และกัลยาณมิตรทุกท่านด้วยค่ะ คุณแม่อาการดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ หมอก็พยายามบอกให้ท่านกำหนดเวทนาให้มากๆ คุณหมอที่ดูแลอาการบอกว่าอีกสัดสองอาทิตย์ก็น่าจะเดินได้ค่ะ        

อิอิ 

 

  • อิอิอิ...หล่อซะ  
  • ปอบหยิบชมพูไม่ไปต่างประเทศหรอกค่ะ

ตามมาดูด้วยค่ะ   55แหมเพิ่งจะทราบนะคะว่าเรามีปาปาล้วงซี่  สาวน้อยคนสวยชื่อว่าณัชรนี่เอง

ชอบรูปอาจารย์มากเลยค่ะ   ดูไปหัวเราะไป  เท่มากจริงๆค่ะอาจารย์

ขอไปนั่งหัวเราะต่อนะคะ    ขำหนอๆๆๆ

หมอนิดที่รัก ยินดีด้วยค่ะที่คุณแม่อาการดีขึ้น

ตอนนี้ยังยุ่งอยู่เหมือนเดิม จึงไม่เขียนบล๊อก

รูปที่มาแถมเพิ่มให้ ความจริงตั้งใจให้เป็นรูปช่วยแก้ต่าง ประกอบคำแก้ตัว เอ๊ย คำอธิบายเหตุการณ์ความเป็นไปของคืนส่งนงคราญทั้งหกกลับแดนซากุระ ที่อ.พิชัยเขียนต่างหากนะนี่

มาพลาดที่รูปสุดท้ายใหญ่ไปหน่อยนั่นเอง เลยเห็นว่าอ.หล่อมากกว่าเจมส์ บอนด์ทุกภาค

ที่หายไปนานก็เพราะต้องทำรีทัชภาพนี่แหละหมอนิดที่รัก ความจริงอาจารย์น่าจะให้คะแนนในแง่ผลงานศิลปะนะนี่  กว่าจะแต่งออกมาให้อาจารย์หนุ่มฟ้อ หล่อเฟี้ยวนี่ ก็หมดโปรแกรมคอมพ์ไปหลายโปรแกรม

ไหนจะต้องใช้เทคนิคจัดแสงบังพุง  จัดแสงลบริ้วรอย  จัดแสงลบผมขาว  จัดแสงให้หน้านวลผ่อง  โอ้โฮ...ใช้ทุกเทคนิคเลย   ทำอยู่หลายวันนะ เป็นเมกะโปรเจ็คท์

ที่ขำที่สุดก็คือ การจัดแสงสำหรับคนอายุต่างกันนี้ลำบากมาก  เพราะว่าพอดึงหน้ากระชากวัยอาจารย์ลงมาด้วยการปรับโครงสร้างสีของภาพและแสงได้ที่แล้ว  ใส่ความซอฟท์ของเลนส์ลงไปให้สภาพผิวดูเพอร์เฝคท์  ปรากฏว่าลืมดูหน้าเด็ก ๆ  ไปทำหน้าเขาเบลอหมดเลย  นั่งขำอยู่ตั้งนาน  สรุปว่าต้องรื้อใหม่หมด

แหม...อาจารย์ขา ที่อาจารย์บอกว่าฝากไว้ก่อน หนูขออนุญาตไม่รับฝากก็แล้วกันนะคะ  อุตส่าห์มีความเพียรตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือเสียขนาดนี้  ออกมาอาจารย์หล่อบาดใจ  ไม่ทวงเกรดก็ดีแค่ไหนแล้ว ฮิ ๆ

เอาเป็นว่า รูปที่เหลือ ไม่แปะแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวจะไรท์ซีดีส่งไปให้เลยก็แล้วกัน 

สวัสดีค่ะ,

ณัชร (ไม่รับฝาก)

ฮ้า ฮ้า ฮาฮา+ !!!!!! ฮา ยกกำลังสองเลยค่ะ

แหมหนูนึกไม่ถึงเลยว่า มาดอาจารย์ที่หนูเห็นจะมาทำมาดเท่ขนาดสาวๆรุมล้อมอย่างนี้ได้

ว่าแต่ว่า หนูณัชร ปาปาราชซี้ คนนี้ เรียกค่าไถ่เท่าไหร่ค่ะ หนูล่ะหวาดเสียวแทน...บรื้อๆ

เดี๋ยวก่อน...ขอตัวก่อน

ทำอะไรไม่ถูก...พูดไม่ออก ...

สมองตื้อไปหมด...โอย...หลังอาจารย์หักหมดยับเยิน

555

เข้ามาดูอีกรอบ กลายเป็นเจมส์บอนด์ ภาคสังหารหมู่ 6 สาว ก๊ากกก

จะวิ่งมาเล่นเรื่องน้องหมาซะหน่อย เจอหนังภาคใหม่ทำเอาสมองตื้อตามไปด้วยคน อาจารย์ต้องทำกายภาพหลังซะแล้วล่ะ

น้องหมาชื่อ ป๋อหรอกะปุ๊กลุ๊ก (พุดเดิ้ล) ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว เหลือแต่น้องบิ๊ก (รอทไวเลอร์)

น้องบิ๊กนี่เป็นหมาจิตนิดๆ ดีใจสุดขีดเวลาใครกลับบ้าน แล้วจะกระโดดโลดเต้น พอลูบหัวเท่านั้นล่ะ ฉี่ราดเลย หุหุ เสียหมาหมดเลย

^___^

...

ว่าแล้วก็คิดถึงน้องบิ๊ก

...

เอาของมาฝากค่ะ

http://gotoknow.org/blog/Aussie/83874

คุณณัชรกลับมาเขียนบล๊อคต่อเร็วๆนะคะ

แฟนๆรออ่านค่ะ

หนูปอบหยิบชมพู

ใช่ซิ ขืนปอบหยิบชมพูอยากไป

ตอนขอวีซ่าไม่ผ่านแน่ ฮะฮะ

หนูสุกฤตา

อย่าหัวเราะมากเดี๋ยวกรามค้าง...แหมจะคิดบัญชีล้างแค้นเจ้าหนูณัชรอย่างไรดีนะ (ต้องแอบกระซิบปรึกษา เดี๋ยวได้ยิน)

หนูณัชร ปาปาล้วงแล้วซี่ที่น่ารัก

     อาจารย์ขอบคุณมาก สำหรับรูปถ่ายที่(ฮึ่ม!)แอบโพสให้ดู อาจารย์ขอทั้งชุดเลยนะ

    ที่จริงอาจารย์ว่าคงเป็นไม่ใช่เพราะแต่งรีทัชภาพดอกที่ทำให้อาจารย์ต้องรับบทเจมส์บอนด์ อันจำเป็นนี้

     แต่เป็นเพราะกัมมชรูป(รูปที่เกิดจากกรรม)ของอาจารย์ต่างหากที่เกิดมาแล้ว(แก่)หล่อแบบนี้ ตอนผู้กำกับเค้า casting ก็พูดอะไรทำนองนี้แหละ

    ว่าแต่...เมื่อไหร่มาเชียงใหม่อีก อาจารย์จะพาไปกินอาหารอิตาเลี่ยน แถมด้วยข้าวหมก(ณัชร)ไก่ หรือไม่ก็ข้าวซอย(ณัชร) ตบท้ายด้วยข้าวกั๋นจิ้น(คั้นชิ้น)  หนูณัชร...ฮึ่มมมมม.เอามั้ย จะมาเมื่อไหร่โทรบอกด้วย

หนู is

 ฟังหนูเล่าเรื่องหมาหนู เจ้าบิ๊ก มันออกจะแสดงออกมากไปหน่อย ต้องฝึกให้มันรักแบบไม่แสดงออกบ้าง

แต่เจ้าดีซีของอาจารย์ก็เป็นทำนองนี้แหละ โดยเฉพาะหากไปกรรมฐานนานๆ กลับมาถึงจะดีใจจนฉี่ราด แต่ในตอนเช้าเย็นแค่แสดงออกระดับปกติ คือต้องแกว่งหางสุดแรงเกิดและมาตะกายเอาเล็บขูดที่ขาอย่างเอาเป็นเอาตายกะประมาณว่าจะฝังกระดูกที่นิ้วหัวแม่เท้ายังไงยังงั้น

ขอบคุณสำหรับเวปที่ให้ข้อมูลชีวิตในออสเตเรีย อาจารย์ส่งต่อให้ลูกสาวแล้ว

ภาพDistant thunderดูแล้วได้อารมณ์ตามภาพจริงๆมีทั้งความอบอุ่นและความรักภายในรูปภาพ เสมือนได้เราไปยืนดูเขาวาดทีเดียว และเหมาะกับเป็นภาพที่มองเห็นและนำมาใช้ด้จริง ตามแนวคิดการเป็นอยู่พอเพียง ซึ่งเน้นความประหยัดไม่ฟุ่มเฟือยกินอยู่อย่างพอเพียง

 

  ...แน แหน่ แน้ แน แหน่ ...

  ...ล่อแล่ ล่อแล่...แฮ่ ๆ จ้างให้ก็ม่ายกลัวค่ะอาจารย์...  ไปชม.หนหน้าหนูจะเกาะหลังคุณแม่ไป  ไม่ให้อาจารย์จับไปทำข้าวหมก หรือ ลูกชิ้นได้

อย่าคิดอุ้มหนูไปแก้แค้นแบบคดีดังทั้งหลายเสียให้ยากเลยค่ะ โฮะ ๆ  (เพราะว่าหนูตัวหนักมาก อุ้มไม่ขึ้นนั่นเอง  ไม่ใช่เพราะว่า เวร ย่อมระงับด้วยการไม่จองเวรหรอกนะคะ แหะ ๆ ในรูปนี้แค่ ๔ ขวบเองค่ะ ใครจะเชื่อ แหะ ๆ)

ง่า...แปะรูปนี้เพราะเมื่อหัวค่ำคุณแม่ฝากสวัสดีอาจารย์ทั้งสองและถามถึงด้วยความเป็นห่วงค่ะว่า หมอกควันทางนู้นเป็นอย่างไรบ้าง คุณแม่ห่วงสุขภาพอาจารย์ศิริพรค่ะ (ไม่ค่อยห่วงเจมส์ บอนด์ เท่าไหร่ เพราะเห็นเอาตัวรอดได้ทุกภาค)

สวัสดีค่ะ,

ณัชร

ป.ล. หนูว่าหนูแปะภาพก่อนหน้าตามประโยคเด่นและคำหลักของบันทึกนี้อาจารย์เปี๊ยบแล้วเชียวนา...เพราะประโยคเด่นอาจารย์บอกว่า

"ภาพส่วนใหญ่ของ Wyeth จะสะท้อนประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านเข้ามาในสายตาของเขาเป็นเรื่องของธรรมชาติแบบชนบท"

ภาพที่หนูถ่ายเก็บอาจารย์ไว้ก็ประมาณนั้นน่ะค่ะ ฮิ ๆ  โป๊ก!  โอ๊ย...อาจารย์เสกของแข็งมาเขกหัวถึงกรุงเทพได้ด้วยหรือคะ  โห....(คลำหัวป้อย ๆ)

 ส่วนคำหลักของอาจารย์ในบันทึกนี้มีว่า

"คำหลัก: andrew wyeth ภาพเขียน ธรรมชาติ ความรักความเข้าใจ เรื่องดีดีในชีวิต "

ภาพที่หนูถ่ายไว้ก็แสนจะธรรมชาติ เต็มไปด้วยความรักความเข้าใจ และเป็นเรื่องดีดีในชีวิต แถมลงทุนใช้สองโปรแกรมแต่งภาพเสียสวยงามราวกับภาพเขียนของ Wyeth (ว่าเข้านั่น คุณปู่ Wyeth คงนั่งฮัดเช่ยอยู่อเมริกาแล้วป่านนี้) 

อะ ๆ ไม่เหมือนก็ได้ค่ะ  ก็เลยงัดภาพที่คิดว่ามีความเป็น Distant Thunder สำหรับอาจารย์ที่สุดแล้วมารวมอัลบั้มเป็นเมดเลย์เดียวกันจะได้ไม่หลุด Theme  นั่นเองไงค่ะ ในชุดเดียว  แหม...อาจารย์ล่ะก็ใจร้าย  อุตส่าห์ตั้งใจทำการบ้านแทบแย่ จะเอาหนูไปบูชายัญเสียแล้ว

สวัสดีค่ะ อาจารย์,

ณัชร

ป.ล. คุณ สุกฤตา คะ สวัสดีค่ะ คงไม่เขียนสักพักใหญ่ล่ะค่ะ เขียนแล้วเปลืองตัวค่ะ อย่างที่เห็น ๆ โฮะ ๆ

     ขอบคุณมากค่ะ คุณณัชร คุณแม่อาการดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ

      คุณณัชรอย่าลืมสิคะ ว่า คนรักคุณณัชรจำนวนมากมายรอคอยอ่านบลอกคุณภาพของคุณณัชร อย่างใจจดใจจ่อ เพียงแค่ความเห็นของคนๆเดียว ทำให้มิตรรักแฟนเพลงต้องอดหยากปากแห้งเลยนะคะเนี่ย  โฮโฮๆๆๆ

      อากาศปีนี้มาเตือนชาวโลกอย่างหนักเลยนะคะ ฟ้าที่พิดโลกก็ครึ้มขาวเหมือนมีหมอกควันปกคลุมอยู่เหมือนกันค่ะ นี่กลางเดือนมีนาคมเอง แต่พิดโลกร้อนซะจนเรือหายไปหลายลำแล้วนะคะ 555  ตอนนี้หมอคิดถึงคุณอัลกอร์เลยค่ะ (หล่อสูสีกะเจมส์พิชัยเหมือนกันนะคะ )ที่เค้ารณรงค์เรื่องโลกร้อนขึ้นทุกวันๆ เราจะช่วยกันคนละไม้คนละมือยังไงได้บ้างนะ  คนพิดโลกจะละลายอยู่แล้ว

       วิธีที่อาจารย์จะเอาคืนคุณณัชร หมอขอเสนอให้ทำเมนูไข่เจียวทุกมื้อเวลาปาปาล้วงซี่ณัชรเข้ากรรมฐานดีไหมคะ(จะได้ไม่แย่งกันเนอะ คุณณัชรเนอะ)

       อาจารย์ขา วันก่อน นายดาบตำรวจสมใจ หงสาวดี หนุ่มเชื้อเจ้าพม่าคนนั้นมาหาหมอค่ะ นายดาบป่วยค่ะ ขอกัลยาณมิตรทั้งหลายช่วยแผ่เมตตาให้ด้วยค่ะ

     

นั่นสิคะ  คุณหมอ   คุณณัชรคิดซะว่าเค้ามาช่วยเราเจริญสติให้คมชัดดีขึ้นซิคะ เนอะๆ

คนเดี๋ยวนี้  จิตใจอารมณแปรปรวนตามสภาพดินฟ้าอากาศมังคะ

เราเองก็เคยถูกคนกวาดขยะด่ากระทบเอามาแล้วค่ะ

ทั้งที่ก็ไม่ได้ทำไรให้จักกะหน่อย  แห่ะๆ

ด่าซะลั่นถนนเลย  เราเลยยืนให้ด่าจนพอใจแล้วเรากะเดินกลับเข้าบ้านอย่างสบายอารมณ์ด้วยคิดว่าได้ช่วยให้เค้ามีความสบายใจขึ้น

พูดเล่นน่ะค่ะก็มีความรู้สึกบ้างเป็นต้นว่า  ครั้งแรกตกใจ  ต่อมาเริ่มโกรธ  โกรธเพิ่ม   อาย   แล้วกะอ๋อนี่เองความโกรธอิๆ

ตอนนี้ที่เชียงใหม่อากาศขมุกขมัวอากาศแย่นะคะไม่รู้จะดีขึ้นเมื่อไหร่   สำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อย่างตัวเองด้วย  

นี่หนีหลบไปหาคุณแม่มา  ไปให้ท่านโอ๋ๆมาค่ะ55

แหม...บรรยากาศบันทึกนี้ของอาจารย์เหมือนอยู่โรงอาหารวัดห้วยส้มคืนวันสุดท้ายของการปฏิบัติยังไงก็ไม่รู้นะคะ วันที่เขาปล่อยให้คุยกันได้แล้วน่ะค่ะ โฮะ ๆ โยคีหนีมาคุยกันใหญ่เลย

แวะมาสวัสดี ขอบพระคุณ แล้วก็ลาก่อนอีกทีน่ะค่ะ ไม่ไหวจริง ๆ ค่ะ การงานคั่งค้างมากมายจนอยากจะรับสมัคร Research Assistant แล้วด้วยซ้ำ  วันนั้นนั่งทำรีทัชรูปอาจารย์แก้เครียดเล่นน่ะค่ะ ขำ ๆ อาจารย์เราหล่อไม่หยอก 

ยิ่งทำเป็นขาวดำ ใส่ glow ใส่ tint หรือว่าลองทำ sepia ให้มันย้อนยุคเป็นแบบ 50s หรือ 60s นู่นแล้ว  ว้าววว  อยากจะเป่าปากเปี๊ยวเลยค่ะ ฮิ ๆ ความจริงถ้าตรงนี้สามารถใส่ code ให้มันขึ้นเพลงได้ด้วยแล้ว ยังอยากเอาเพลงเจมส์ บอนด์มาใส่ให้ด้วยเลย ฮิ ๆ  รับรองคลิกเข้ามาได้ขำกันหน้ามืด

ว่าแล้วก็ขอแยกย้ายกันไปเจริญสติกันต่อไป ตามอัธยาศัย ตัวใครตัวมันก็แล้วกันนะคะ แล้วเจอกันใหม่เมื่อชาติ(ไหนก็ไม่รู้)ต้องการค่ะ

ฮะ ฮะ เจมส์บอนด์ กำลังรอดูเชิงต่างหาก ว่าจะมีภาพหลุดมาอีกไหม เลยปล่อยให้เม้าส์กันตามสบาย

หนูณัชร ทุกอย่างที่กระทำลงไป อาจารย์และเพื่อนๆชาวบล็อกยกโทษให้แล้ว ไม่เอาความใดใดทั้งสิ้น ขอให้ว่างๆจากการเขียนหนังสือ ก็แวะมาทักทายและเขียนบันทึกต่อหากหนังสือเสร็จก็แล้วกัน

หากจะเอาอาจารย์ไปแก้เครียดบ้าง เจมส์บอนด์ก็ยินดีอยู่แล้ว ขอให้แต่งเจ๋งๆหน่อยก็แล้วกัน

หมอนิดครับ อากาศที่พิษณุโลกก็แย่เหมือนเชียงใหม่เหรอครับ แสดงว่าเป็นปรากฏการที่ไม่ใช่ควันจากหมูกระทะ ตามที่มีการวิเคราะห์กัน

อาการคุณแม่คงดีวันดีคืนนะครับ ฝากความระลึกถึงกราบท่านด้วย เป็นห่วงท่านจริงๆขอให้ท่านหายไวไวครับ พร้อมได้วิชาเจริญเวทนาที่ก้าวหน้าด้วย

เพิ่งรู้ความลับว่า หนูณัชรไม่ชอบกินใข่เจียว ดีใจจริงเอิงเอย..จะบอกให้เจียวทุกมื้อเลย วันเสาร์อาทิตย์จะเพิ่มรอบเช้าและค่ำให้อีก

เอาให้หน้าบานเป็นไข่เจียวเลย

 

  • แวะมาราตรีสวัสดิ์อาจารย์แล้ว  เดี๋ยวได้เวลาออกหาเหยื่อแล้ว  อิอิอิ...

หนูปอบหยิบชมพูจ้า น่าจะนอนได้แล้วนะ นอนดึกจะไม่สวย แก้มไม่ยุ้ย แถมเลือดและใส้ที่จะหากินตอนดึกก็เซ้งไปหมดแล้วจ้า

ได้เลยค่ะ อาจารย์  หมู่นี้กำลังเครียด ๆ อยู่ด้วย งานไม่เดินสักอย่าง ทั้งหนังสือ และวิทยานิพนธ์ โฮะ ๆ

 

เอาล่ะ เราเริ่มที่อะไรกันก่อนดีคะ ท่านผู้ชม  อืมมม

 

จากภาพยนตร์ตะวันตก ต่อจากนี้ไป ขอเชิญรับชม รายการละครดังจากเอเชียบ้างนะคะ  วันนี้ขอนำเสนอเรื่้อง "เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้" ก่อนก็แล้วกันค่ะ

 

เอ้า...หาลูกคู่หน่อย หมอนิดอยู่แถวนี้ไหมคะ คุณหมอชอบร้องเพลงใช่ไหมคะ ช่วยมาขึ้นต้นเสียงเพลง "หล่องปั๊น...หล่องเลา...." ให้หน่อยสิคะ  พระเอกกำลังจะควงนางเอกเปิดฉากออกมาแล้ว....

 

 

 

ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคะ ฮิ ๆ ว่าอาจารย์เราจะเป็นสายลับพันหน้า่ได้ถึงเพียงนี้ อุ๊บส์ นั่นมันหนังอีกเรื่องนี่นา

 

ขอดักคอว่า เดี๋ยวอาจารย์จะต้องมาตอบว่า ดาราดังก็ต้องอย่างนี้ล่ะ ใช่้ไหมคะ ต้องตีบทให้แตกได้ทุกบทอย่างแนบเนียน  เพราะเรื่องนี้ดูอาจารย์เคร่งขรึมเป็นเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ดีมาก  แต่ที่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงคือ ยังห้อมล้อมด้วยสาว ๆ เหมือนเดิม

 

แต่เคร่งขรึมไม่ได้แปลว่าแก่นะคะ  เพราะในวันเดียวกัน  มีอยู่รูปหนึ่งถ้าลองดูไกล ๆ แบบหรี่ตาแล้ว (พยายามมากค่ะ) จะ แปลกใจว่า ทำไมอาจารย์เราดูใสเด้งราวกับเด็กหนุ่มนักเรียนนอกเพิ่งเรียนจบกลับมายังไงยังงั้น  ทำเอาเราผู้เป็นลูกศิษย์เริ่มขาดความมั่นใจ เนื่องจากยังมีอุปาทานขันธ์อยู่เยอะ เพราะอาจารย์ชักจะหน้า่เด็กแซงเราไปเสียแล้ว

  

 

รายการละครดังจากเอเชียเรื่องต่อไป คืนนี้ นำเสนอละครย้อนยุคค่ะ  ง่า...มีใครเกิดทันเรื่อง "ซันชิโร่" มั่งไหมคะ  เอ้า...ยกมือ...

 

ฮั่นแน่ มีหลายคนนี่นา

 

แปลว่า แก่  ฮิ ๆ

 

เอาล่ะค่ะ  ก็แก่ด้วยกันน่ะนะคะ  คือ เรื่องของเรื่องคือทางรายการของเราไปสืบทราบมาว่า  ฉายาสมัยเป็นเฟรชชี่ที่ศิลปากรของอ.พิชัยนั้น คือ "ซันชิโร่" น่ะค่ะ

 

คิดเอาเองก็แล้วกันนะคะว่า จะหล่อขนาดไหน

 

ก็ประมาณขนาดนี้น่ะค่ะ

 

ต้องขอโทษด้วยนะคะ  รูปนั้นทำการจารกรรมแอบถ่ายมานานมากแล้วค่ะ  มันอยู่ในสภาพเยินเกินที่จะรื้อฟื้น  เอาพอเป็นไอเดียก็แล้วกันนะคะว่า  เหมือนพระเอกญี่ปุ่นคิ้วเข้มในเรื่อง ซันชิโร่ หรือเปล่า 

 

 สมัยนี้เขาฮิตพวกละคร และนักร้องเกาหลีกันใช่ไหมคะ?  ฮิ ๆ  แหม เสียดาย ไม่ค่อยได้ติดตามอะไรกับใครเขา เลยไม่สามารถยกตัวอย่างชื่อเปรียบเทียบได้ ว่าตอนนี้ใครดัง

 เอาเป็นว่า Rain ก็ Rain เหอะ  มาเจอสิงห์มือซ้าย Pee Chai Kan เข้า ก็คงต้องยกธงขาววิ่งเตลิดเปิดเปิงกลับเกาหลีไปแน่ ๆ เลยน่ะค่ะ  (พยายามสะกดชื่ออาจารย์ให้ดูเหมือนภาษาเกาหลี  พอไหวไหมคะอาจารย์?)

เอาล่ะค่ะ เริ่มหายเครียดแล้ว คราวนี้ถึงคราวอาจารย์รับคิวเครียดไปต่อ  สวัสดีค่ะ,

 ณัชร 

-----------------------

ป.ล. หมอนิดที่รัก  คุณหมอว่ารูปนี้เหมือนจะเป็น Distant Thunder ของอาจารย์ไหมคะ? ดูจากสายตาอาจารย์๋ในรูปนี้ที่มองอ.ศิริพรไงคะ ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ็โมเม้นท์นี้ก็ยังงดงามเสมอ

ภาพDistant thunderดูแล้วได้อารมณ์ตามภาพจริงๆมีทั้งความอบอุ่นและความรักภายในรูปภาพ เสมือนได้เราไปยืนดูเขาวาดทีเดียว และเหมาะกับเป็นภาพที่มองเห็นและนำมาใช้ด้จริง ตามแนวคิดการเป็นอยู่พอเพียง ซึ่งเน้นความประหยัดไม่ฟุ่มเฟือยกินอยู่อย่างพอเพียง
เปลี่ยนใจไม่ให้ดูภาพแล้วค่ะ  เซนเซอร์ดีกว่า  โฮะ ๆ  เลยไปแอบเอาออกจากที่เก็บภาพในเวบแล้ว  เอาไว้เก็งกำไรขายอาจารย์ทีเดียวเลยดีกว่า  ฮี่ ๆ   เสียใจด้วยนะคะสำหรับท่านที่พลาดชม  เอาไว้ฝึกเจริญสติดีค่ะ  ทุกอย่างย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา

          อ้าว ผิดหวังหนอ แหมหมดเวลาซะแหล่ว จะมาร้องเพลงเจ้าพ่อเซี่ยงจี๊ซะหน่อย อดเลยอะ

          ท้องฟ้าวันนี้ดีขึ้นเยอะค่ะ  มีแสงแดดมาช่วย แต่ว่าฟ้าก็ยังไม่เป้นสีฟ้าสักที ยังสีหมอกถึงสีเทาๆ แต่หายใจยังไม่แสบจมูก แต่ร้อนมากๆตามเคยค่ะ

           คุณสุกฤตาคะ พูดถึงเรื่องโดนด่า อืมเคยเจอคนพาลมาเหมือนกันค่ะ แต่สอบตกค่ะ คุณสุกฤตาเก่งจัง หมอซัดไปหลายดอกแล้วถึงนึกได้ว่า อ้าวเวงกำ สอบตกอีกละ ต้อง try again and againๆ ๆ ๆ

          คุณณัชร คะ เจอไข่เจียวทีไร หมอกำหนดไม่ทันทุกที ตอนเฝ้าคุณแม่เจอไข่เจียวบ่อยมากๆจนเริ่มเบื่อหนอแล้วค่ะ ฮิฮิ

เห็นถึงความมีอิสระเป็นชีวิตที่ปลอดโปร่ง อบอุ่น  พักผ่อนกับแสงแดดอันอบอุ่นสบายๆในทุ่งโล่ง ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใดๆปลดเปลื้องความกังวลทั้งหมดออกจากใจ  มีเพื่อนที่ผู้ซื่อสัตย์คอยดูแลปกป้องคุ้มครองภัย ให้    

 

มองดูจากภาพแล้ว ให้ความรู้สึกว่าหญิงสาวที่นอนอยู่เอาหมวกปิดหน้า  กำลังอยู่กับธรรมชาติที่แสนงดงาม ได้พักผ่อนหย่อนใจกับทุ่งหญ้าและต้นไม้ใหญ่ที่แสนร่มรื่น และปล่อยวางจากทุกสิ่ง ข้างกายก็มีหมาคู่ใจที่คอยระวังภัยให้ ก่อนนอนก็คงอิ่มท้องเพราะเห็นถ้วยกาแฟวางอยู่ รวมทั้งถุงผลไม้ที่หมดไปบ้างแล้ว

คนเขียนคงอยากจะสื่อให้รู้ค่าถึงความสุขในธรรมชาติอันงดงาม ซึ่งมีต้นไม้ใบหญ้า ท้องฟ้าสดใส อีกทั้งมีกล้องส่องทางไกล และถ้วยกาแฟแบบโบราณ ก็ยิ่งสื่อให้รู้ถึงการเป็นนักธรรมชาติที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง แต่ชื่อของภาพกลับไม่ค่อยตรงกับภาพเท่าใดนัก แต่ก็คงจะสื่อไปถึงว่าความสงบสุขที่ห่างจากเสียงรบกวนใดๆทั้งปวง

......จบ.....

หนูณัชร

อาจารย์นะให้อภัย แต่คุณๆผู้อ่านอาจไม่ให้อภัยก็ได้ โทษฐานลงรูปที่เป็นอรูปภูมิ(คือมีแต่ชื่อไม่มีรูป) ปล่อยให้นึกไปต่างๆนาๆ ว่าอาจารย์เคยหล่อแค่ไหน?

เฮอะ! แค่ซันซิโร่ เห็นอาจารย์มาแต่ไกลต้องรีบหลบ อิ อิ!

 

ฟังคุณหมอรายงานข่าวอุตุของพิษณุโลก ชักเป็นห่วงว่าจะแซงหน้าเชียงใหม่

เพราะขณะนี้ท้องฟ้าที่เชียงใหม่เริ่มเปิด เห็นเมฆและฟ้าใสเป็นช่วงๆแล้ว

ลูกศิษย์นิติกลุ่มสนใจทั้งหลาย ที่เรียนวิชาสุนทรียศาสตร์ เริ่มทะยอยมาอ่าน แต่เห็นแสดงความเห็นอยู่แค่สามคน

คือ คุณกิตติพันธ์ คุณสมบูรณ์และคุณสุภาศรี

ที่เหลือยังไม่เข้ามา สงสัยยังไม่รู้ฤทธิ์ของอาจารย์ ต้องจับคาบไม้บรรทัดของรุ่นพี่ๆในบล็อกนี้ต่อให้เข็ด

ตามเข้ามา blog สุด HOT  หลังจากเข้าเป็นคนแรก ๆ ค่ะ คิดถึงเลยตามกลับเข้ามาใหม่ อาจารย์จะมาพิษณุโลกวันไหนค่ะ จะไปรอ(ไม่ใช่อยากได้ของรางวัลหรอกนะค่ะอย่าเข้าใจผิด  แต่อยากเข้าไปดูตัวอาจารย์มากกว่า5555)

หนูราณี

    เห็นแต่รูปยังไม่พอใจหรือครับ ตัวเป็นๆน่ากลัวกว่าเยอะครับ

    ที่พิษณุโลก ตามกำหนดเดิม คือ ๒๑-๒๘ เมษายน แต่อาจารย์ต้องไปเกาหลี คงกลับไปร่วมรายการตอนท้ายๆ

     ลองสอบถามอาจารย์ตุ่มที่คณะครุ หรือผอ.ศูนย์ศิลป์ดูนะครับ

     กระต่ายได้แน่ๆครับ ฝากบอกหนูปอบหยิบชมพูด้วย

กลับมาอ่านที่ตัวเองเขียนอีกครั้ง

ว้า..ดูเหมือนเด็กขี้อวดไงไม่รุค่ะ   อายจัง

วันก่อนเลยถูกทดสอบเลย  ถึงได้รู้ตัวเวลามีอะไรมาทำให้กังวลใจก็ตัดอารมณ์ไม่ขาดเอาซะเลย

กระวนกระวายอยู่อย่างนั้น   แห่ะๆสอบตกเหมือนกันค่ะคุณหมอ  แงๆ

ดูดิคุณณัชร  มาล่อให้อยากแล้วจากไป

กะลังกะจะมาช่วยเต้นรีวิวประกอบเพลงของคุณหมอซะหน่อย  อดเลย

อาจารย์คะหนูมีวิธีแก้ลำคุณณัชรค่ะ

ถ้าคุณณัชรมาเชียงใหม่จะหลอกคุณณัชรนั่งรถที่มีหนูขับแล้ววนไปรอบๆเชียงใหม่2-3รอบ

คุณณัชรจะลงมาด้วยอาการหัวฟู  ตาค้างๆเลยล่ะค่ะ

เธอกลัวการนั่งรถที่มีหนูขับที่สุดเลยค่ะ  ฮี่ๆๆ

หนูสุกฤตา

เห็นด้วยกับวิธีการของหนู

คราวหน้าจะทดลองนะ

           เมื่ออ่านบันทึกแล้วทำให้นึกถึงบรรยากาศของทุ่งกว้าง ใบหญ้า ได้สัมผัสถึงสายลมแห่งธรรมชาติที่พัดผ่านทุ่งหญ้า และที่สำคัญคือทำให้นึกถึงผู้วาดที่สามารถวาดภาพได้เข้าถึงธรรมชาติจริงๆ

อาจารย์ขา รออ่านเรื่องใหม่อย่างใจจดจ่อค่ะ แวะมาดูบ่อยๆ...ทวงแล้วนะคะ

อาจารย์ขา รอดูภาพใหม่ค่ะ วนเวียนมาหลายรอบแล้วไม่มาซะที เริ่มๆ จะงอนแล้วนะค่ะ

ตาอาจารย์เป็นไงบ้างค่ะ ขอให้หายเร็วๆ นะค่ะ ยายจะได้ไม่ทำงานหนัก .... อิอิอิ

ภาพจะเห็นความสุขและความสงบงดงามของธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันทุกคนจะมีโอกาสพักกาย พักใจ เช่นนี้ยากเหลือเกิน

แม้นเราได้ทุกสิ่ง              ดังที่คิด

สิ้นชีวิตจะเอากอง           ไว้ตรงไหน

ได้บ้าง เสียบ้าง               ช่างประไร

เรื่องของใครก็ของมัน    เท่านั้นเอง

เมื่อมองดูภาพแล้วรู้สึกถึงความปลอดโปร่ง สงบและผ่อนคลาย หลังจากเมื่อได้อ่านหนังสือและจิบกาแฟถ้วยโปรดแล้วทอดกายลงไปนอนบนพื้นหญ้าทีสาดส่องไปด้วยแสงแดดอันอบอุ่น มีต้นไม้แสดงถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ไม่ห่างจากตัวมากนักยังมีสุนัขคู่กายคอยเฝ้ามองอยู่ไม่คลาดสายตา ซึ่งบ่งบอกถึงความสุขที่ได้ในวันพักผ่อน
เมื่อมองดูภาพแล้วรู้สึกถึงความปลอดโปร่ง สงบและผ่อนคลาย หลังจากเมื่อได้อ่านหนังสือและจิบกาแฟถ้วยโปรดแล้วทอดกายลงไปนอนบนพื้นหญ้าทีสาดส่องไปด้วยแสงแดดอันอบอุ่น มีต้นไม้แสดงถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ไม่ห่างจากตัวมากนักยังมีสุนัขคู่กายคอยเฝ้ามองอยู่ไม่คลาดสายตา ซึ่งบ่งบอกถึงความสุขที่ได้ในวันพักผ่อน
รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น