<div style="text-align: center">
</div>
ขอเฉลยความลับในภาพ Distant Thunder ของ Andrew Wyeth ที่ผมเขียนเล่าไว้คราวก่อน โดยเปิดโอกาสให้ท่านผู้อ่านได้ทดลองดูภาพและแสดงความเห็นเกี่ยวกับภาพนี้
ได้ผลเกินคาด มีผู้มาร่วมแสดงความคิดเห็นมากมาย ต่างคนก็ต่างความเห็น
แต่ส่วนใหญ่สามารถดูภาพและรับสื่อจากภาพได้ตรงกันและบางท่านสามารถเล่าและพรรณาสิ่งที่เห็นในภาพออกมาเป็นจินตนาการส่วนตัวได้ดีอีกด้วย
มาคราวนี้ ผมจึงจะแนะนำทั้งวิธีดูภาพตามลำดับและเล่าเรื่องจากภาพรวมเกร็ดเล็กๆน้อยๆของศิลปินเท่าที่ผมรู้ข้อมูล
</span><p>
ก่อนเฉลย ขอหาว หาววววววว!!! หวอดใหญ่ๆก่อน เป็นการบริหารความขี้เกียจ (เฮ้อ! อยู่ดีไม่ว่าดี วันหยุดแทนที่จะได้นอนตีพุง กลับมาถูกลูกศิษย์บังคับเคี่ยวเข็ญให้เขียนให้เฉลยเสียยังงั้นแหละ) </p>
ไม่งั้นจะเอาปอบจกมาจกพุง!
ภาพส่วนใหญ่ของ Wyeth จะสะท้อนประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านเข้ามาในสายตาของเขาเป็นเรื่องของธรรมชาติแบบชนบท หรือวิถีชีวิตของชาวบ้านนอกตามสำนวนไทย
<div style="text-align: center">
</div><p> (ภาพ Wyeth ตอนอายุสัก 80 กว่ายังมีเค้าความหล่อแม้ว่าจะมี wisdom line อยู่เต็มหน้า)</p>
ตลอดชีวิตส่วนใหญ่ตั้งแต่วัยเด็ก เขาอาศัยอยู่ที่แภบชนบทของ รัฐเพนซิลวาเนีย แถวชายฝั่งไมอินี(Pennsylvania countryside and Maine Coast) ซึ่งเป็นที่ที่เขาใช้เป็นฉากเขียนภาพทิวทัศน์เกือบทั้งหมดในภาพเขียนส่วนใหญ่ของเขา
ความหลงใหลในวิถีชิวิตแบบสามัญนี้ ทำให้ Wyeth เข้าถึงความลับในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นความงามของท้องทุ่ง ต้นหญ้า ต้นไม้ใหญ่ ลำธาร แม้กระทั่ง กระแสลมที่พัดเวียนผ่านมาของฤดูกาลต่างๆ
Wyeth ล้วนซึมซับรับไว้ได้หมด และถ่ายทอดออกมาผ่านรูปเขียนของเขา
ดังนั้น ผู้ชมที่ชมภาพเขียนของเขา อาจรู้ได้ลึกซึ้งถึงกลิ่นหอมของดอกไม้ ความอบอุ่นของแสงแดดยามเช้า กลิ่นไอของอากาศชายฝั่งที่มีกลิ่นน้ำเค็มปนอยู่และเสียงหวีดหวิวจากสายลมที่ลู่กระซิบมาบนยอดหญ้า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา
เหล่านี้ เป็นความลับในธรรมชาติ ที่รอคนพบและค้นหา
เพื่อดื่มด่ำและเสพสมในสุนทรีย์รสนั้น
ลองฟัง Wyeth พูดว่าเขาชอบฤดูกาลใด
</span></span><p style="margin: auto 0cm 0pt" class="quotation3">
“I prefer winter and fall, when you feel the bone structure of the landscape - the loneliness of it, the dead feeling of winter. Something waits beneath it, the whole story doesn't show... ”</p> - Andrew Wyeth : http://www.chooseart.net/andrew_wyeth.html <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
อีกประการหนึ่ง Wyeth เป็นศิลปินในแนวธรรมชาตินิยม (Realistic) และมีความถนัดด้านการเขียนภาพสีน้ำ เป็นเทคนิคที่เหมาะแก่การเดินท่อมๆออกไปเขียนในภาพทิวทัศน์ ทำให้เขาสามารถร่างภาพของสิ่งที่เขาอยากเขียนในธรรมชาติได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ท้องทุ่ง ผืนดิน หรือต้นไม้ใหญ่
ต่อมา เขาได้พัฒนาเทคนิคพิเศษของการเขียนภาพสีฝุ่น(Tempera) ซึ่งมีธรรมชาติที่ต่างออกไปจากสีน้ำคือสามารถเขียนแบบใสอย่างสีน้ำหรือเขียนแบบสีทึบตันแบบสีน้ำมันก็ได้
เพราะ Wyeth ค้นพบว่า ในบางครั้งที่เขาต้องการถ่ายทอดพื้นผิวของธรรมชาติ เช่น ผิวดินที่ขยาบขรุขระ ผิวของเปลือกไม้ที่แตกระแหงหรือพื้นผิวของผนังปูนและไม้ของโรงนา ซึ่งเนื้อสีที่ใสของสีน้ำไม่อนุญาตให้เขาทำอย่างนั้นได้
Wyeth จึงหันมาใช้เทคนิคการเขียนภาพสีฝุ่น ซึ่งเขาได้คิดผสมไข่ขาวลงไปในเนื้อสีฝุ่น ซึ่งทำให้เนื้อสีจับตัวได้ข้นดีและสามารถสร้างรอยพื้นผิว(Texture) ได้ดีสมใจ เรียกว่าการเขียนแบบทิ้ง “รอยพู่กันแห้ง” (Dry brush) จึงกลายเป็นเทคนิคเฉพาะตัวของเขาในที่สุด
เชิญชมภาพร่างสีน้ำ ต้นไม้ในภาพ Distant Thunder ก่อนเขียนจริงด้วยสีฝุ่น แสดงว่าศิลปินได้วางแผนที่จะเขียนภาพนี้อยู่ในใจ จึงศึกษาก่อนที่จะลงมือเขียนจริง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="text-align: center">
</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left">
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิลปินในแนวธรรมชาตินิยม จะเคารพในความเป็นจริงของธรรมชาติมาก เขียนสิ่งใดก็ตามจำเป็นที่จะต้องศึกษาในสิ่งนั้นๆให้ลึกซึ้ง ตั้งแต่เปลือกนอกจนถึงแก่นสารภายใน
ดังนั้น การดูและเข้าถึงภาพ จึงเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ต้องการเวลา ประสบการณ์ทางสุนทรียภาพและการศึกษาเป็นพื้นฐานพอสมควร ซึ่งเป็นเจตนาของบันทึกนี้ที่จะแนะนำ
เมื่อปูฐานความรู้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อไป เชิญดูภาพ Distant Thunder ใหม่ครับ
ค่อยๆดู ไม่ต้องรีบร้อน ดูเพื่อซึมซับเก็บรายละเอียดต่างๆ เหมือน Wyeth ที่เฝ้ามองสิ่งที่เขาเขียนอย่างจดจ่อและถ่ายทอดออกมา
ผมจะคอยนำทางให้……..
ก่อนอื่น ภาพทั้งภาพจะปรากฏแก่สายตาคุณ เป็นภาพทั้งหมดที่คุณเห็นในคราวเดียวกัน….
เป็นภาพทิวทัศน์ในแนวตั้ง เนินทุ่งหญ้าสีทอง มีภาพหญิงสาวนอนอยู่ มีสุนัขตัวหนึ่งนอนเฝ้าอยู่ไม่ไกล มีต้นบลูเบอรรี่เห็นอยู่สองต้น แสงแดดอบอุ่นยามเช้าสาดเข้ามาทางขวามือของภาพ ท้องฟ้าสีฟ้าใส…
อืมส์…เห็นแล้วรู้สึกอย่างไร?
……………………………………………………
……………………………………………………
(ผมเว้นวรรคไว้ให้คุณตอบ)
ความรู้สึกนี้ จะเป็นความรู้สึกที่สามารถรับรู้ได้โดยตรง เพียงแวบแรกที่เห็น เป็นความรู้สึกโดยรวม สั้นๆ ที่พุ่งเข้ามาหาใจของคุณ เป็นสารที่ศิลปินต้องการจะสื่อโดยตรง
หากอยากจะซึมซับรับรู้มากยิ่งขึ้น ขอเชิญให้พินิจดูรูปต่อไปครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมในพิพิธภัณฑ์ เขาจะจัดม้านั่งให้ดูภาพ ผมเคยเห็นบางคนนั่งดูภาพๆหนึ่งอย่างยาวนานและหวลกลับมาดูซ้ำแล้วซ้ำอีก
ที่นี้ ค่อยๆดูภาพโดยเริ่มจากรายละเอียดมุมล่างด้านซ้ายมือของภาพ คุณจะเห็นสิ่งที่ศิลปินเขียนเพื่อเป็นจุดนำสายตาคุณให้เข้าถึงภาพตามลำดับ
โดยเริ่มจากทุ่งหญ้าสีทอง ถ้วยกระป๋องกาแฟมีมือจับทำจากดีบุกเคลือบสีขาวแบบชาวชนบทนิยมใช้กันหนึ่งใบ มองสูงเยื้องไปอีกนิดทางซ้ายมือจะเห็นกล่องกระดาษสีน้ำตาลใบเล็กๆหนึ่งใบ บรรจุลูกบลูเบอรี่อยู่เกือบเต็ม ที่พร่องไปเล็กน้อยคงนอนอยู่ในกระเพาะของหญิงสาว(ที่นอนหงายขวางภาพที่อยู่ในแนวตั้ง จนเป็นจุดเด่นเป็นประธานของภาพ)อยู่เป็นแน่
เนื่องจากเธอเป็นประธานของภาพนี้ จึงขอให้ดูเธอให้ชัดๆและละเอียดหน่อย
เธอผู้นี้(คือภรรยาของศิลปินชื่อ Betsy(Merle James) Wyeth ) สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวโดยพับแขนสูงเหนือข้อศอก สวมกางเกงลูกฟูกสีน้ำตาล มีหมวกหนังกลับปีกกว้างสีน้ำตาลเข้มวางครอบบังแสงอยู่ที่หน้า มือสองข้างวางประสานอยู่ที่หน้าท้อง ข้างกายเธอมีกล้องส่องทางไกลสีดำแบบโบราณวางอยู่
เธอกำลังนอนหลับอย่างสบาย ท่ามกลางอบอุ่นของแสงแดดยามเช้าต้นในฤดูร้อน ความสวยงามและความสุขสงบของธรรมชาติที่อยู่ล้อมรอบตัวเธอ
มองออกไปไม่ไกลจากตัวเธอเท่าใดนัก มีสุนัขสีน้ำตาลอ่อนตัวหนึ่ง นอนหมอบเฝ้าอยู่อย่างระแวดระวัง มันหันศีรษะมองออกไปทางขวามือของภาพเหมือนกับสำเนียกได้ยินเสียงที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยิน
ไกลออกไปอีกนิด ต้นบลูเบอรี่สองต้นยืนเด่นอยู่ ใช้พุ่มใบบังแสงแดดยามเช้าให้เป็นร่มเงาใหญ่ มีแสงบางส่วนลอดพุ่มใบดกหนาลงมารำไร ส่องเป็นแสงสีทองสว่างอยู่บนลำตัวช่วงบนของหญิงสาวและบนศีรษะของสุนัขตัวนั้น สร้างความสัมพันธ์และเกิดจุดเด่นขึ้นสองจุดในภาพ
ภาพนี้จึงสร้างบรรยากาศของความสงบสุข ที่ห่างไกลจากสิ่งรบกวนทั้งปวง หากภาพนี้มีเสียง ก็มีแต่เสียงของธรรมชาติที่ขับกล่อมให้เข้าสู่นิทรารมณ์อันแสนสุข นี่คือที่มาของชื่อภาพ Distant Thunder
ด้านหน้าของภาพ ที่เราไม่สามารถมองเห็นในภาพได้ คือ ตัวศิลปิน Andrew Wyeth ที่นั่งมองและเขียนภาพนี้อยู่ เขาเขียนภาพนี้ด้วยความตั้งใจด้วยความรักในสิ่งที่ปรากฏทั้งหมดอยู่เบื้องหน้าของเขา
ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เขารักและรู้จักมานานปี ฤดูกาลที่แสนรัก ความอบอุ่นของแสงแดดยามเช้าในต้นฤดูร้อน ที่ฉาบทาทุ่งหญ้าให้กลายเป็นสีทองทั่วท้องทุ่ง แทนค่าความรักและความอบอุ่นภายในใจ
พลัน… ภาพเบื้องหน้า ธรรมชาติ ผู้หญิง สัตว์เลี้ยง หลอมรวมกลายเป็นหนึ่ง เป็นเอกภาพแห่งความรักในจักรวาลที่หาสิ่งใดเปรียบได้
ภาพแห่งความสุขในปัจจุบัน Andrew และ Betsy Wyeth เขาอายุ 86 ปียังเขียนรูปได้อยู่ปกติ</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left"><div style="text-align: center">
</div>
คุณเองก็สามารถทำได้เช่นกัน ลองเปลี่ยนภาพเขียนของ Wyeth เป็นภาพแห่งความรักในชีวิตของคุณ
คุณเคยมองเห็นไหม? ภาพสามีหรือภรรยา พร้อมลูกๆและสัตว์เลี้ยงของคุณ ภาพของคุณพ่อคุณแม่ หรือคนที่คุณรักและนับถือ ล้วนแต่เป็นภาพชีวิตที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง เป็น Realistic ใน Real life
หากคุณทำได้ คุณก็เข้าถึงในความรู้สึกของภาพนี้และเข้าใจเขา Andrew Wyeth
ลองกลับไปดูภาพและเรื่องของเขาใหม่อีกครั้ง Adrift และ Spring ที่
http://gotoknow.org/blog/pichaik/68690</p> <h3 style="margin: auto 0cm">
http://gotoknow.org/blog/pichaik/65296
และอ่านเรื่องของเขาเพิ่มเติมใน
</h3><h3 style="margin: auto 0cm"> http://www.newportart.com/Andrew_Wyeth.html</h3><h4> เขียนจบขอ หาวววววววววววว.........เฮ้อ!</h4><h4> ขอตัวไปนอนต่อครับ</h4><h4>
หวังว่าเมื่อทำหน้าที่เสร็จแล้ว..คงไม่ฝันร้ายถึงปอบจกอีกนา บรื้อส์...นึกแล้วหวาดหวิวที่พุง
</h4>
มาเป็นคนแรกเลยค่ะอาจารย์ ดีใจที่ได้อ่านคำเฉลยเสียที อ่านประวัติคนวาดแล้วยิ่งน่าประทับใจมาก ขอบคุณมากค่ะอาจารย์
ขอบคุณสำหรับเฉลยค่ะ (หลังจากที่พวกเรารวมตัวกันทั้งขู่และเข็นให้อาจารย์ มานั่งหาวไป เฉลยไป)
อ่านแล้ว กลับไปดูภาพยิ่งทำให้ได้บรรยากาศ ของท้องทุ่ง ได้กลิ่นของดอกไม้ ใบหญ้า ได้ยินเสียงของลมที่พัดผ่านปลายหญ้า และลูบไล้ผิวเนื้อ....
แต่ที่สำคัญ ทำให้ได้สัมผัสถึงความรักของผู้คนที่อยู่รอบๆข้างเรา และไม่ลืมที่จะรักผู้คนเหล่านั้น.....
ขอบคุณค่ะอาจารย์
แหม!อาจารย์ค่ะ ไม่ยอมเฉลยเลยว่าใครถูก แต่คนเขียนภาพนี้ต้องมีความสุขแน่ถึงคิดได้ (ไม่ใช่อะไร พยายามเข้าถึงตัวเองนะค่ะ ฮิ ๆ ๆ) แบบราณีรอของรางวัลโดยไม่ต้องลงทุน
เห็นด้วยกับ อ.ราณี….อาจารย์น่าจะมีให้คะแนนนะค่ะ ว่าลูกศิษย์คนไหนได้คะแนนเท่าไร….ใครได้ 80 คะแนน (เต็มร้อย) ต้องมีรางวัลอะไรประมาณนี้นะค่ะ
ตามมาจก เอ๊ยตามมาอ่านค่ะ
โหยนั่นกล่องใส่บลูเบอรี่เองเหรอคะ แล้วก็กล้องส่องทางไกลที่อ.paew บอก หมอไม่เคยเห็นกล้องยังงี้เลยหละค่ะ 555 ดูเป็นหนังสือกะแว่นตาเฉยเลย เสื้อก็กลายเป็นสีขาวอีก โฮ๊ะๆ ว่าแล้วปอบจกก็กลับไปคาบไม้บรรทัดเช่นเดิม
เรียนคุณหมอสุริยาที่รัก มาคาบไม้บรรทัดเสียดีๆ แล้วกรุณากลับไปเปิดบลอกของท่านเองด้วยนะคะ คุณหมอ orion รออ่านอย่างใจจดใจจ่อจ้า ฝากข้าพเจ้ามาช่วยขอร้องท่าน
แฮะแฮะ ขอต่อหน่อยค่ะ เมื่อคืนดูศิลปินพู่กันจีน อายุ80กว่าๆเหมือนกัน ยังวาดรูปมือไม่สั่นเลยค่ะ
การวาดรูปอาจเป็นการเจริญสติที่น่าสนใจไหมคะเนี่ย เอไม่แน่ อาจจะพอช่วยคนแก่ที่เป้น Alzeimer ได้ไหมนะ
กล้องส่องทางไกล เราก็นึกว่ารอยฟ้าผ่า 5555
สงสัยผมต้องไปตัดแว่นซะแล้ว ตาไม่ค่อยดี
ขอบคุณอาจารย์ที่มาเฉลยให้กระจ่างครับ
หาววว! ขยี้ตาเสียหน่อย
สวัสดีเด็กๆ อาจารย์ตื่นนอนแล้ว สดชื่นแจ่มใสเหมือนเดิม เพราะไม่นอนฝันร้ายเรื่องปอบอ้วนๆสองตน ตนหนึ่งใส่แว่น ตนหนึ่งใส่เสื้อสีชมพูมาคอยจกที่พุง
เป็นยังไง คำเฉลย บางคนยิ้มบางคนหน้าหงายไปเลยใช่ไหม? อาจารย์กำลังตรวจคำตอบอยู่จะเฉลยรางวัลและโทษทัณฑ์ที่ได้รับเป็นรายตัว แฮ่ม!แฮ่ม!
หมอสุริยาวิ่งหน้าตั้งมาเข้าชั้นเป็นอันดับหนึ่งเลย ฮิฮิ
ดีล่ะเอารางวัล Best Run Quickly Student Award ไป มาบ่อยๆนะครับและเปิดบล้อกได้แล้ว
อาจารย์ Paew ครับ
มานั่งตาสว่าง ยิ้มรับคำขอบคุณครับ
แต่ทีหลังอย่าขู่อย่างน่ากลัวเช่นนี้ จนแฟนอาจารย์ถามว่าเธอนั่งทำอะไรอยู่หน้าจอตลอดวันหยุดทั้งวันอย่างนี้...แฮ่ะๆหวาดเสียวทั้งเบื้องหน้าแลเบื้องหลัง
ผมเองก็นั่งจินตนาการว่า อาจารย์Paewผู้มีรอยยิ้มหวานจับใจคนนี้ คงมีครอบครัวที่น่ารักอยู่เบื้องหน้าหรืออาจเป็นตัวอาจารย์เองก็ได้ที่นอนเอาหมวกหลุบหน้านอนหลับตาพริ้ม มีคนรักเฝ้ามองอยู่ไมวางตาใกล้ๆ(เพราะกลัวลูกบลูเบอรี่หมด)
อย่ามาทวงรางวัลเลยหนูราณีเอ๋ย
ต่อไปอาจารย์จะกางสมุดบอกเกรดกันให้จะจะ โดยไม่ไว้หน้ากันเลยล่ะ ทั้งไม้บรรทัด ทั้งบรเพ็ดจะเอามาทั้งบึงเลย เหลาเป็นแว่นๆให้ศิษย์แลบลิ้นแล้วปาดลงไป
ใครดื้อหน่อยจะหั่นเป็นผงตากแห้งแล้วโรยลงไปบนลิ้น ส่วนที่น่ารักหน่อยจะฝานเป็นแว่นให้อม
สอบตกซะแล้วซิเรา…มองกล้องส่องทางไกลเป็นแว่นตาไปเลยค่ะ …แป่ว!!
สวัสดีครับหมอนิด
หวาดเสียวอยู่ไม่น้อย เพราะคุ้นกับการจกแบบถือเครื่องอุลตราซาวน์ดของหมอ
เห็นไหม ว่าตาแฉแหมคงต้องไปตัดแว่นใหม่ เลือกร้านที่มีชื่อลงท้ายว่าศิลป์ด้วยนะจะได้มีตาศิลป์ไม่มองกล่องเป็นหนังสือหรือมองกล้องส่องทางไกลเป็นแว่นตาจ๊ะ
ส่วนสีเสื้อนั้น สีขาวจะสะท้อนแสงที่อยู่ล้อมรอบตัว ยิ่งมีแสงอาทิตย์ตกที่เสื้อ ศิลปินจะฉวยโอกาสใส่สี(ที่มีในแสง)ลงไปหลากสี เลยอาจดูเป็นสีฟ้าอ่อนหรือเขียวอ่อนไปได้
คงไม่ต้องเฉลย เพราะหมอไปจกไม้บรรทัดมาคาบแล้ว เน้นให้คาบตรงคราบไคลสองร้อยปีนั้นด้วย อย่าได้รังเกียจน้ำลายบรรพชนวีรบุรุษบางระจันเลย
การวาดรูป ต้องใช้สติและสมาธิครับ
ยิ่งเป็นการวาดแบบลายเส้นพู่กันจีนด้วยแล้ว ต้องใช้สมาธิสูงส่ง อาจารย์เคยฝึกเอาพู่กันใหญ่ๆจุ่มหมึกดำ ตวัดป้ายเป็นอักษรภาพแบบเซ็นลงบนกระดาษสาที่บางเบา...ผลกระดาษทะลุ เพราะพู่กันอุ้มหมึกชุ่มมากเกินไปและแรงน้ำหนักมือหนักเกินไป
ต้องฝึกนานโข ใช้สติและสมาธิแบบฉับพลันจึงตวัดให้สวยงามตามใจนึกได้
ทดลองสอนคนไข้ดูก็ได้ครับ คนที่มีศิลปะอยู่ในใจไม่หลงลืมอะไรง่ายๆดอก
เดี๋ยว...เมื่อกี้หมอว่าใครเขียนรูปมือไม่สั่นนะ อาจารย์ลืมไปแหล๋ว
นักลงทุนเงินน้อย
คงรู้ตัวดีกว่าจะได้เกรดเท่าไร ที่บังอาจเห็นกล้องส่องทางไกลอย่างดีรุ่นโบราณแบบมองสองตา เป็นรอยฟ้าผ่าไหม้ดำข้างตัวเธอ
ออกแนวสยองขวัญมากนะเธอ!
คงต้องคาบไม้บรรทัดฉาบบรเพ็ดให้เข็ดไปอีกนานแล้วไปยืนกางขาต่อไป...ฮึ่มๆๆ!
คุณจันทร์รัตน์ อย่าได้กังวล
มีคนเห็นเหมือนกันหลายคนครับ ต่างพากันไปเข้าแถวยืนรอต่อคิวคาบไม้บรรทัดเป็นแถวๆ โดยมีอาจารย์ยืนกำกับอย่างมีความสุข
Wow! ซาบซึ้งกินใจในเรื่องความรักและความเข้าใจของศิลปินคนหนึ่งที่มีต่อธรรมชาติครอบครัว
เป็นบันทึกที่ดีและมีค่ามากค่ะอาจารย์ นอกจากสอนให้ดูรูปแล้ว อาจารย์ยังนำทางให้ลึกเข้าไปจึงคุณค่าทางจิตใจของมนุษย์อีก
หนูกลับไปย้อนดุเรื่องเก่าๆที่อาจารย์เขียนไว้ แปลกใจว่าเกิดความคิดใหม่และเข้าใจภาพเขียนของเขามากขึ้นกว่าเดิม ขอบคุณมากค่ะ
หนูนาครับ
ขอบคุณที่ชม เป็นธรรมดาของการพัฒนาจิตครับ จิตที่ละเอียดก็สามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้ดีขึ้น แม้กระทั่งสิ่งธรรมดาๆที่เรามองข้ามไปหรือคิดว่าไม่สำคัญ
ธรรมชาติเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ครับ เพราะประมวลคำสอนไว้ครบทุกด้าน ขึ้นอยู่กับศิษย์จะเลือกเรียนบทไหน?
อ้อ! ห้ามไปดุเรื่องเก่าๆ ของอาจารย์เชียวนา อาจารย์แวะไปอ่าน เห็นทุกเรื่องนั่งตัวสั่นหน้าซีดอยู่ ฮิฮิ!
ฮิฮิ
นึกว่าเป็นหนังสือ เป็นกล่องบูลเบอรี่ซะอย่างงั้น
ท่าทางอาจารย์จะหาวววววอยู่นาน กว่าจะมาเฉลยนะเนี่ย
...
ที่ออสเตรเลียตอนนี้มี storm - T-storm ค่ะ หลังจากที่ร้อน-ร้อนที่สุด มาหลายวัน เมื่อคืนหนาวเชียวแหละ
^____^
สวัสดีหนูis
อาจารย์หุบปากที่หาวววนานแล้วจ๊ะ ก็เด็กๆเล่นบังคับขู่เข็นจน"คนที่คุณก็รู้ว่าเป็นใคร" ที่บ้านของอาจารย์ทำตาเขียวที่อาจารย์ไม่ยอมไปไหนในวันหยุด
ฟังรายงานอากาศของออสเตเลียแล้ว ออกเป็นห่วงลูกสาวอากาศเปลี่ยนจะเป็นหวัดหรือป่าวหนอ หนูดูแลตนเองด้วยนะครับ
ฮ่าฮ่า! ฟังเฉลยแล้ว แป๋ว! ไปตามๆกัน จากหนังสือเป็นกล่องใส่บูลเบอรี่ จากแว่นตาหรือรอยฟ้าผ่า(คิดได้ยังไง)มาเป็นกล้องส่องทางไกล ฮิฮิ
เฉลยแล้วก็จัดแถวศิษย์เรียนดีทั้งหลาย มารอคิวคาบไม้บรรทัดซะดีดี ระหว่างยืนรอให้กางขายืนขาเดียว ห้ามยิ้ม!ห้ามคุย! แลบลิ้นออกมาจะทาบอระเพ็ด อาจารย์มีความสุขจริง จนต้องผิวปากเป็นเพลง "เด้ดสะมอเร่"